Sunday, October 30, 2011

จริตคนเมือง (เรื่องน้ำท่วม)


นับแต่ปัญหาน้ำหลากประจำปีเริ่มจะกลายเป็นวิกฤติในตอนปลายเดือนกรกฎาคมเข้าสู่สิงหาคม ๒๕๕๔ รัฐบาลใหม่ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาจไม่ได้แคลงใจว่าอุทกภัยปีนี้จะกลายเป็นประเด็นให้ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองที่พ่ายแพ้เลือกตั้งไปแล้วใช้โหมกระหน่ำโจมตีทุกเช้าค่ำว่าอ่อนหัดไร้สมรรถภาพ

แม้นว่าจะมีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่อยู่ในพรรคเพื่อไทยบางคน ตอกย้ำซ้ำหลายหนว่ายังมีกระบวนการคว่ำรัฐบาลยิ่งลักษณ์อยู่อย่างแข็งขัน เช่นเดียวกับที่เคยโค่นล้มรัฐบาลพรรคไทยรักไทย และพลังประชาชน มาแล้วสามชุด กระแสซุบซิบถึงกับบอกด้วยว่าผู้มีอำนาจวิเศษเหนืออื่นใดในแผ่นดิน ต้องการให้รัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแก่นแข็งชุดนี้จบไปภายใน ๖ เดือน

กระบวนการต่อต้าน และหยามเหยียดรัฐบาลยิ่งลักษณที่เริ่มต้นด้วยนายแก้วสรรค์ อติโพธิ์ ซึ่งเคยได้ดิบได้ดีจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ ให้เป็นกรรมการ คตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ) พยายามฟ้องต่อ ปปช. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ขาดคุณสมบัติสำหรับตำแหน่งนายกฯ แล้วไม่ได้ผล ก็มีไม้สองจากหมอตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ และได้รับการเกื้อกูลให้ใช้รถหาเสียงของพรรคในการออกมารณรงค์โจมตีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่หยุดหย่อน บัดนี้เข้าสู่มิติของการตำหนิ ใส่ร้าย และยำใหญ่ไปทุกเรื่อง

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคณะรัฐมนตรีเงาพยายามทำงานแข่งกับรัฐบาล จนเป็นที่น่าสังเกตุว่างานอย่างเดียวกันที่ฝ่ายค้านพยายามแย่งซีนรัฐบาลในเวลานี้ ตลอดเวลากว่าสองปีที่นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีไฉนไม่ทำ รวมทั้งในเรื่องป้องกันน้ำท่วมไม่ให้มากกว่าปกติด้วย

จนบัดนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาน้ำมากจนเกิดอุทกภัยทั่วประเทศไทยแล้วยังกำลังจะท่วมกล่องดวงใจของชาติ คือกรุงเทพมหานครด้วยชนิดไม่เคยเป็นมาในรอบ ๕๐ ปี เกิดจากความเขลา หรือเดาผิดของบรรดาผู้รอบรู้ และบริหารจัดการเรื่องน้ำโดยตรงทั้งหลาย ผู้ชำนาญการไม่ว่าไทย-เทศยืนยันว่าลำพังภัยธรรมชาติไม่กระไรนัก หากแต่ปัญหาที่เกิดจากมนุษย์กระทำซ้ำเติมเนื่องจากด้อยสมรรถภาพในการบริหารจัดการน้ำนั่นต่างหากที่ทำให้ย่ำแย่ 

ดังที่นายสมิทธ ธรรมสโรช อดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาให้สัมภาษณ์ต่อหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ว่าเป็นความผิดพลาดของกรมชลประทาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ที่ไม่สามารถคำนวณปริมาณฝนให้ใกล้เคียงสำหรับการปล่อยระบายน้ำออกจากเขื่อนภูมิพล และสิริกิตติ์ อย่างถูกต้อง*(1) มาตั้งแต่ต้นฤดูกาล

ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๔ นายอภิสิทธิ์ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ขณะนั้นยังบอกว่าประเทศไทยจะเกิดภัยแล้ง ทำให้มีการเก็บกักน้ำไว้ในเขื่อนใหญ่ๆ ซึ่งเรียกกันตามประสาชาวบ้านว่าเขื่อนพ่อ-เขื่อนแม่ เสียจนปริ่ม รัฐบาลสั่งให้งดการทำนาปรังเพราะเขื่อนใหญ่งดปล่อยน้ำออก แถมมีการทำฝนเทียมวันละสามเวลาบริเวณพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ๘ จังหวัดระหว่างเดือนเมษายน ถึง ตุลาคม ๒๕๕๔*(2)

ครั้นเมื่อฝนที่ตกลงมาก่อนฤดูการหนึ่งเดือนแถมมีปริมาณมากมายชนิดไม่ธรรมดา แล้วน้ำเริ่มท่วมภาคอีสานตั้งแต่ก่อนรัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภา แต่เขื่อนใหญ่อย่างเช่นเขื่อนแม่ที่มีปริมาณน้ำเก็บกักไว้อย่างผิดปกติถึงกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ก็ยังปล่อยน้ำออกเอื่อยๆ เฉพาะที่ถึงจุดล้น แค่ ๗-๑๐ ล้านลูกบาศก์เมตรในระยะเมษายนถึงมิถุนายน ทั้งๆ ที่เมื่อปี ๒๕๕๓ น้ำในเขื่อนช่วงฤดูเดียวกันเพียง ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์กลับปล่อยน้ำออกเดือนอละกว่า ๑๐ ล้าน ลบ. ม. พอถึงเดือนสิงหาคมทำให้มีความจำเป็นต้องปล่อยน้ำจากเขื่อนอย่างเร่งด่วน กลายเป็นอุทกภัยไล่ลงมาตั้งแต่นครสวรรค์ยันปทุมธานี แล้วยังเจอกับคันกั้นน้ำปกป้องกรุงเทพฯ ผสมกับสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ และถนนรายล้อมมหานคร สกัดกั้นทางลงสู่ทะเลจนน้ำต้องหันไปท่วมทุ่งปริมาณนับล้านลูกบาศก์เมตรรอถล่มเมืองกรุงตลอดสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา

ปัญหาแท้จริงอาจเป็นอย่างที่นายสมิทธซึ่งปัจจุบันเป็นประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติพูดไว้เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคมว่า “การปล่อยน้ำแล้วน้ำท่วมแบบนี้ควรต้องมีคนรับผิดชอบ ต้องมีการสอบสวน...ไม่มีเจตนาแอบแฝงได้ไง ปล่อยไม่หยุด ปล่อยยาว ไปดูบันทึกของกรมชลประทาน หรือ กฟผ. ไม่เคยปล่อยน้อยลง มาน้อยลงตอนหลัง ตอนฝนหยุดตกแล้ว อ้างฝนตกเข้าเขื่อนมากต้องปล่อยมาก เขื่อนทำไว้ระบายน้ำโดยอัตโนมัติถ้าน้ำขึ้นมากๆ ไม่ให้ล้นสันเขื่อน มีสปริลเวย์ให้น้ำระบายออกสันเขื่อนอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวเขื่อนรับน้ำไม่ได้”

แถมด้วยการตอกย้ำของนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานคณะผู้บริหารบริษัท ทีพีไอ โพลีน ซึ่งเป็นพยานในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์เกี่ยวกับการทุจริตเงินสนับสนุนพรรคการเมือง ๒๙ ล้านบาท ออกมาพูดในฐานะวิศวกรรุ่นพี่ของอธิบดีกรมชลประทาน และผู้อำนวยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากบุคคลทั้งสอง “ไม่ควรเอาเรื่องการเมืองมาทำลายกันโดยไม่สนใจความทุกข์ร้อนของประชาชน ไม่ควรเล่นการเมืองกันโดยไม่สนใจว่าบ้านเมืองจะฉิบหายอย่างไร…ขณะนี้ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่ต้องมาปล่อยน้ำออกจากเขื่อนต่างๆ ซึ่งอันที่จริงขณะนี้ฝนก็ลดน้อยลงมากแล้ว หลายจังหวัดไม่มีฝนตกแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องมาปล่อยน้ำออกจากเขื่อน ควรเก็บกักน้ำเอาไว้เพื่อรองรับฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงจะดีกว่า”*(3)

เป็นอันว่าในส่วนรับผิดชอบของนายชลิต ดำรงศักดิ์ และนายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ สองผู้มีความรับผิดชอบตรง และอำนาจเต็มในการบริหารจัดการน้ำไม่อาจปฏิเสธคำวิพากษ์วิจารณ์ไปได้ว่า ไฉนเวลาฝนไม่มากกักน้ำไว้เต็มเขื่อน พอฝนหนักกลับปล่อยน้ำออกมามาก (ที่เขื่อนภูมิพลราว ๑๗ ล้าน ลบ.ม.) แม้เมื่อฝนหยุดแล้วก็ยังปล่อยน้ำต่อไปอีก นี่เป็นเหตุให้อุทกภัยปีนี้ทั้งเยอะ ยาว และเข้าถึงกล่องดวงใจเลยหรือเปล่า

ขณะเขียนบทความนี้มีรายงานข่าวว่าน้ำท่วมแบบเต็มร้อยในพื้นที่กทม.ไปแล้วอย่างน้อย ๑๗ เขตรอบนอก นายกฯ บอกให้ประชาชน กทม. ชั้นในเตรียมรับน้ำในกรณีที่อาจเกิดได้ร้ายแรงสุดน้ำจะสูงถึง ๑.๕ เมตร ส่วนผู้ว่าฯ ประกาศให้ ๑๓ เขตริมฝั่งเจ้าพระยาระวังตัว ล่าสุดให้เขตตลิ่งชัน และหลักสี่อพยพหนีกันได้

ก่อนหน้านี้กว่าหนึ่งอาทิตย์ปรากฏว่ามีการเล่นสงครามน้ำลายทางการเมืองระหว่างพรรคฝ่ายค้านที่คุมคะแนนเสียงชาวกรุง และภาคใต้ตามตัวเลขจากการเลือกตั้งทั่วไปทั้งสิ้นราว ๑๑ ล้านคะแนน (Popular votes) ซ้ำมีผู้ว่าการกทม. เป็นคนของพรรค ปชป. เมื่อรัฐบาลอันมีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนใหญ่จากการเลือกตั้งด้วยคะแนนมากที่สุด ๑๕.๗ ล้านเสียง (ส่วนใหญ่ในภาคอีสาน และเหนือ) ต้องการให้เปิดประตูน้ำด้านตะวันออกตามคลองต่างๆ ที่ผ่านใจกลาง กทม. ช่วยระบายน้ำออกจากทุ่งเสริมเส้นทางหลักตามลำแม่น้ำสามสาย เจ้าพระยา ท่าจีน และบางปะกง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร กลับยักท่าไม่อยากให้กรุงเทพฯ เปียกน้ำแม้แต่น้อย แถมบอกว่าเรื่องน้ำท่วมไม่ท่วมให้ชาวกรุงฟังผู้ว่าฯ คนเดียว

ผู้ว่า กทม. ฐานเสียงหลักของพรรคประชาธิปัตย์งัดข้อกับรัฐบาลท่ามกลางวิกฤติน้ำท่วมเท่านั้นไม่พอ ปชป. อัดซ้ำด้วยการเรียกร้องให้มีการประกาศใช้พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อยื่นอำนาจให้ฝ่ายทหารคู่ขาเก่าเข้าไปควบคุมปฏิบัติการต้านอุทกภัยทั้งหมด ท้ายสุดรัฐบาลยิ่งลักษณ์เลือกประกาศใช้ พ.ร.บ. ป้องกันสาธารณะภัยแทน ทำให้ผู้ว่าฯ ต้องหันมาประสานกับศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสพภัย (ศปภ.) ของรัฐบาลในการปิด-เปิดประตูน้ำ แต่ก็ไม่วายปฏิเสธแก้เกี้ยวว่าที่ผ่านมา กทม. ไม่ได้เป็นผู้ควบคุมประตูน้ำ หากแต่เจ้าหน้าที่ปิด-เปิดเหล่านั้นอยู่ในสังกัดการประปานครหลวง “ซึ่งเป็นของรัฐบาล”

ถึงอย่างไรก็สายไปไม่นิดหน่อยเลย เพราะกว่าที่รัฐบาลจะสามารถสั่งการให้เปิดเส้นทางระบายน้ำตามคลองชั้นในต่างๆ ได้ น้ำก็ท่วมเข้าไปถึงบางพลัด และรังสิตเสียแล้ว

แต่กระนั้นการแสดงบทบาทฝ่ายค้านทัดทานรัฐบาลทุกวิถีทางก็ยังไม่หมดลาย นายกรณ์ จาติกวนิช รองนายกรัฐมนตรีเงาของพรรค ปชป. เขียนในทวิตเตอร์ของตนโจมตีอีกว่าการระบายน้ำของรัฐบาลไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ร้อนถึงนายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน*(4) ผู้เคยถวายงานใกล้ชิดเบื้องยุคลบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ต้องออกมาชี้แจงว่า ที่จริงแล้ว กทม. นั่นแหละที่ไม่เข้าใจเรื่องการเดินทางของน้ำ ทำให้ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาเกิดอาการสับสนวุ่นวาย

เหนือชั้นไปกว่านั้น ขณะที่ชาวกรุงเทพฯ กำลังอกสั่นขวัญแขวนว่าจะเจอน้ำท่วมถึงอกในวันมะรืนวันพรุ่ง ตัวนายกฯ เงาเอง นายอภิสิทธิ์แอบบินเงียบไปปรึกษาการแก้ปัญหาน้ำท่วมกับประธานาธิบดีหนุ่มของหมู่เกาะมัลดีพส์อยู่หลายวัน เป็นที่ข้องใจของหลายคนรวมทั้งนักเขียนประจำสื่อเว็บไซ้ท์เอเชียนคอเรสปอนเด๊นท์ นายแอนดรูว์ สปูนเนอร์ ว่านายกฯ เงาเจอน้ำมากแล้วผิวซีดต้องหลบไปอาบแดดให้ผิวแทนหรือไร

นายสปูนเนอร์ยังให้ข้อสังเกตุน่าคิดว่าภาพนายอภิสิทธิ์ถ่ายคู่กับประธานาธิบดีมัลดีพส์ที่นายศิริโชค โสภา โฆษกรัฐบาลเงาเอาไปลงไว้บนเว็บนั้นไม่ได้บ่งบอกเลยว่าเป็นการเยือนอย่างทางการตอนช่วง “เวลาไหนในประวัติศาสตร์”*(5) ซึ่งสื่ออินเตอร์เน็ต ไทยอีนิวส์ มีข้อวินิจฉัยเพิ่มเติมอีกว่าการแต่งกาย และเน็คไทที่ประธานาธิบดีนาชีดของมัลดีพส์ผูกในภาพถ่ายคู่กับอภิสิทธิ์นั่น ช่างเหมือนกับในภาพเมื่อสองปีที่แล้วของท่านตอนที่ถ่ายทำภาพยนตร์ชีวประวัติในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ไม่มีผิด*(6)

ทางด้านสื่อทั้งสายหลัก และในกระแสสังคมออนไลน์ ที่เคยสนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู และมีความซื่อตรงประดุจข้าไม่หลายเจ้า บ่าวนายเดียว ก็ยังคงเสนอความเห็นส่วนตนที่เป็นเรื่องร้ายต่อรัฐบาลใหม่อย่างสม่ำเสมอเรื่อยมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสองผู้ประกาศรายการทีวีค่ายเนชั่น นายกนก รัตน์วงสกุล กับนายธีระ ธัญญไพบูลย์ ซึ่งโจมตีนายกรัฐมนตรีหญิงยิ่งลักษณ์มาตลอด พอน้ำท่วมก็หันไปตี ศปภ. ว่าบังคับให้อาสาสมัครใส่เสื้อแดง ทั้งๆ ที่เรื่องนี้มาจากมีอาจารย์จุฬาฯ นายหนึ่งออกมาพูดปดว่าทราบจากนักศึกษาของเขา แต่ก็ได้มีผู้เล่นเว็บบอร์ดเสื้อแดงนำภาพการทำงานของ ศปภ. ที่ดอนเมืองมาลงโต้แย้งไว้มากมาย ถึงอย่างไรรัฐบาลก็จำต้องเปลี่ยนตัวโฆษกพิเศษของศูนย์ปฏิบัติการฯ จากอดีตแกนนำเสื้อแดงมาเป็นอดีตปลัดยุติธรรมที่เป็นพระสหายของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสมัยยังทรงศึกษา ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

การที่นายกนก และนายธีระออกอาการเชิดชูทหารอย่างมีนัยสำคัญว่า “ตอนนี้ทหารเป็นฮีโร่ของชาวบ้านไปแล้ว” เป็นผลให้นักเขียนนามปากกา “นักปรัชญาชายขอบ” นำไปปริวิตกไว้ในบทความของเขาที่ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์ “สะท้อนว่าความเกลียดชังมันฝังลึกจนยากที่จะประสานรอยร้าวให้สนิท ไม่ว่าจะเผชิญภาวะวิกฤตขนาดไหนก็ตาม”*(7)

รอยร้าวดังกล่าวถูกป้ายเปื้อนอยู่บนสื่อมานานด้วยความเกลียดชังต่อเสียงข้างมากที่ถูกปรามาสว่าขาดคุณภาพ นับแต่การโค่นล้มรัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งอย่างท่วมท้นด้วยรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เปิดหน้ากาก “คนดี” ที่รังเกียจนักการเมืองตัวแทนรากหญ้า เสน่หาชนชั้นนำสายอำมาตย์ หากแต่รับได้แม้เป็นพันธุ์งูเห่าตราบเท่าที่ถ้าประกาศปาวๆ ว่าจงรักภักดีสุดโต่ง แม้เอาไปด่าลับหลังดังที่วิกิลี้คส์เผยก็ไม่เป็นไร บัดนี้ถูกแคะไค้ไชชอนผสมโรงไปกับสถานการณ์น้ำท่วม ตามสื่อสังคมอินเตอร์เน็ต ให้ปริแตกยิ่งขึ้นด้วยการปั้นน้ำเป็นตัวต่างๆ นานา

สภาพการขันแข่ง และแย่งชิงผลงาน ขณะที่ใส่ร้ายฝ่ายรัฐบาลด้วยความเท็จเช่นนี้ ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการสถาบันศึกษาเอเซียอาคเนย์ ในสิงคโปร์บอกว่า “เปิดให้เห็นความเป็นจริงสิ่งหนึ่งในประเทศไทย นี่เป็นสังคมที่แตกร้าวอย่างสุดลึก ซึ่งความเชื่ออย่างฝังแน่นทางการเมืองได้บดบังความรับผิดชอบต่อสาธารณะ และภาวะเร่งด่วนเพื่อการอยู่รอดไปเสียสิ้นแล้ว”...”การนำเอาวิกฤติการณ์จากภัยธรรมชาติมาใช้กำจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง กลายเป็นเรื่องที่รับได้ในทุกวันนี้”*(8) (ไปเสียฉิบ)

เป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่งสำหรับชนชาติที่เคยภาคภูมิใจในวัฒนธรรม และจริยธรรมตามหลักพุทธศาสนา พลเมืองส่วนหนึ่งซึ่งแวดล้อมอยู่ด้วยความเจริญของเมืองได้รับการเรียกขานว่า “คนเมือง” หรือ “ชาวกรุง” กลับเป็นพวกเมามายในโมหะ และมายาคติ จากการเสี้ยมสอน และปลุกเร้าให้เกลียดชังคนกลุ่มหนึ่ง เพื่อที่จะไปเพิ่มความรัก และศรัทธาบอดแก่คนอีกกลุ่มหนึ่ง จนกลายเป็น “จริต” ติดตัวถึงขั้นกุเรื่องราว และข่าวเท็จให้เสียหายแก่ฝักฝ่ายทางการเมืองที่ตนไม่ชอบ โดยแอบอิงอย่างเป็นรูปธรรมเอาสถาบันกษัตริย์มาใช้เป็นเครื่องมือโจมตี

ทั้งๆ ที่รายแล้วรายเล่าถูกศอกกลับด้วยความจริง บ้างแค่ยอมขอโทษ บ้างปิดหน้าหลบหนี บ้างไม่เป็นที่อื้อฉาวยังไมดังเด่นก็ยังไม่ยอมหยุดกันง่ายๆ หารู้ไม่ว่าพวกเขากำลังทำให้สถาบันฯ เสื่อมเสีย และระคายเคืองยิ่งขึ้นทุกวัน จะโดยรู้ตัวแบบทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory ซึ่งน่าจะพากษ์ไทยว่าทฤษฎีบ่อนทำลายมากกว่า) หรือไม่รู้ตัวแบบโง่อวดฉลาดก็ตาม เฉพาะสองสามรายที่ปรากฏเป็นข่าวบนสื่อสายหลักบางแห่งก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ผู้ที่มีความจงรักภักดีมากกว่าใครๆ เหล่านั้น ช่างเบาปัญญาเสียยิ่งกว่าผู้ที่พวกเขาบางคนเรียก “ไพร่”

ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้นามว่า Nina Tongprasert ซึ่งลงข้อความบนทวิตเตอร์ว่าในหลวงทรงรับสั่งเรื่องให้ปล่อยน้ำไหลผ่านวังสวนจิตรฯ ต้องกลับไปถอนข้อความเมื่อนายวัฒนาวุธ วัชโรทัย ที่ปรึกษาฝ่ายกิจกรรมพิเศษ สำนักพระราชวัง ให้สัมภาษณ์ปฏิเสธว่าไม่เคยได้ยินเช่นนั้น แล้วก็มาถึงผู้ใช้นาม Tammy Musikadilok ทำการตัดต่อภาพนำไปลงบนเฟชบุ๊คบอกว่าในหลวงกับพระเทพฯ เสด็จไปซุ่มตรวจสภาพน้ำท่วมอยู่บนสะพานในเขตทวีวัฒนาเมื่อคืนวันที่ ๒๕ ตุลาคม ขณะที่ความจริงพระเทพฯ ทรงมีหมายกำหนดการเสด็จโดยการบินไทยไปอินเดียตั้งแต่เช้าวันที่ ๒๕ กำหนดเสด็จกลับในวันที่ ๒๙ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไปปรากฏพระวรกายพร้อมกับพระเจ้าอยู่หัวในคืนวันที่ ๒๕ เช่นนี้ทำให้ผู้ที่ลงข้อความดังกล่าวต้องปิดหน้าเว็บ (หรือมีใครช่วยปิด) หายไป

อีกรายเป็นที่ฮือฮามากอยู่เพราะผู้เป็นเจ้าของช่องบัญชรบนเฟชบุ๊คนาม เอิน กัลยกร ได้รับการกระพือข่าวจากสื่อเครือผู้จัดการว่าเป็น “ดารานักร้องดัง” เขียนถึงนายกฯ “ซัดทำภาพลักษณ์ผู้หญิงตกต่ำ” เป็นบทความขนาดยาวพอประมาณ เขียนได้สำนวนคมเข้มแบบกัดเจ็บทีเดียว เป็นเรื่องเกี่ยวกับน้ำท่วม จึงมีแต่ “น้ำ”ล้วนๆ ไม่มี “เนื้อ” เท่าไรนัก เหมือนเป็นการระบายอารมณ์จากอาการกระสันต์ครั่นเนื้อครั่นตัว บ่มิสมอะไรสักอย่าง

ดังที่เธอบอกว่า “มวลน้ำมหาศาลที่เข้ามาท้าทายความสามารถในการเป็นผู้นำของคุณยิ่งลักษณ์ ผลเป็นอย่างไร...”  ซึ่งเธอควรต้องอธิบายต่อเพื่อให้ได้ “เนื้อๆ” ความ แต่คุณเอินกลับบอกว่า “...ไม่ต้องอธิบายให้มากความ” เลยมีแต่น้ำๆ เท่านั้น แล้วเธอก็มาฟันธงเอาดื้อๆ ว่า “ไม่ใช่แค่คุณยิ่งลักษณ์สอบตกทุกด้าน ในฐานะที่เป็นผู้นำของประเทศ เธอยังทำให้ภาพลักษณ์ของผู้หญิงนั้นเสียหาย”*(9) อย่างนี้คนที่เขาเป็นนักอ่านนักเขียนเห็นแล้วก็ฟันธงเหมือนกันว่า “มุสาเอามัน” ค่ะ

แต่ว่าจะมุสาแค่ไหนไปดูเบื้องหลังตามลายแทง*(10)ที่ไทยอีนิวส์ให้ไว้ ชวนให้คิดว่านี่เป็นกระบวนการบ่อนทำลายรัฐบาลใหม่อีกอย่างโดยสื่อฝ่ายตรงข้าม จากการที่เธอนั้นเป็นลูกสาวของนายนิพนธ์ นาคสมภพ ผู้อำนวยการเอเอสทีวี ๓ ของเครือผู้จัดการที่ทำการประโคมข่าวของเธอ

ผู้เขียนเองไม่เคยรู้จักนักร้องคนนี้มาก่อน อ่านบทความที่ว่าเธอเขียนแล้วไม่ค่อยเชื่อว่าเขียนเอง เพราะสำนวนเหมือนที่ทีมงานเขาใช้กันในคอลัมน์ “ซ้อเจ็ด” เพียงแต่คราวนี้ดัดจริตเป็นผู้หญิง แต่กระนั้นก็ยังไม่ปรักปรำว่าเป็นบทความ Ghost  Writer เพียงแค่ตำหนิเรื่องเนื้อหนังมังสา ถ้าได้เนื้อหากว่านี้สักหน่อย อย่างน้อยแบบที่ทราย เจริญปุระ เคยเขียน เธอก็น่าจะแจ้งเกิดในแวดวงน้ำหมึกได้

ตัวอย่างรายสุดท้ายผู้เขียนเก็บมาด้วยมือจากเฟชบุ๊ค รายนี้ดูจากชื่อที่ใช้ว่า Chusak Jet Paungphaka น่าจะเป็นเพศชายสไตล์จั๊ดจัด*(11) ข้อความของเขาไม่ได้เป็นข่าวฟู่ฟ่าเพราะว่าไม่มีสื่อสายหลักเอาไปขยายผล  เรื่องมีอยู่ว่าเพื่อนหญิงคนหนึ่งลงภาพ และข้อความจากการนำรถขึ้นไปจอดไว้บนสะพานว่า “แวะไปดูรถที่จอดหนีน้ำทิ้งไว้บนสะพาน แล้วเก็บของบางอย่างจากในรถกลับบ้าน รถยังอยู่ดี แต่ 2-3 วันนี้ ..... เดินและแบกของจนปวดไปทั้งตัว”

ผู้ใช้นาม CJP คงอยู่ไกลแล้วยังไม่ใช้วิทยาการก้าวหน้าที่อยู่ใกล้มือตนให้คุ้มผลใฝ่หาความรู้อย่างถ่องแท้ในข้อเท็จจริง ว่าการเอารถไปจอดบนสะพานสาธารณะนั้นเป็นเรื่องเห็นแก่ตัว ที่ทำให้เส้นทางจราจรปลอดน้ำต้องแคบเข้าไป เขาเข้าไปตอบว่า “...เตือนด้วยความห่วงใยนะ กรุณาล๊อกให้ดีหลายชั้น เพราะกลัวพวกไพร่แดงมายกเอาไปถอดป้ายขายที่เขมร ในยามนี้หลายพื้นที่หายไปตามกันไม่ได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ทำงานไปช่วยบ้านน้ำท่วม และเดินตามนายใหญ่กันอยู่”

ด้วยความอยากรู้ว่าใครหนอปากจัดสามารถเขียนสั้นๆ จิกตบกระทบใครต่อใครหลายตลบ ตั้งแต่ไพร่แดงถึงนายใหญ่ ผู้เขียนเลยเข้าไปดูข้อมูลส่วนตัวเล็กน้อย พบว่าเรียนจากจุฬาฯ แล้วไปอยู่เมลเบิร์น ออสเตรเลีย ทำงานในร้านจัดดอกไม้ บุคคลที่ศรัทธามีในหลวง พระเทพฯ และคึกฤทธิ์

ก่อนหน้านี้หน่อยหนึ่งช่วงน้ำท่วมถึงอยุธยากำลังจะเข้าปทุมธานี เพื่อนหญิงที่เขาเข้าไปตอบคนนั้นซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้ของหนุ่มม้าร์คยังง่วนกับการลงข้อความกิจกรรมละครเพลง โดยครั้งหนึ่งได้โพสต์ถึงการรับสมัครนักแสดงไปทดสอบความสามารถ เธอบอกว่าใครไปก็ได้แต่งตัวกันไปให้สวยๆ แล้วกัน แต่ว่าอย่าใส่สีแดงไปนะ ไม่เอา

การใช้ถ้อยคำหยามเหยียดศักดิ์ศรีเพื่อนร่วมชาติที่แสดงออกในสื่อวงสังคมเช่นนี้มีดาษดื่นไม่น้อยกว่าการวิพากษ์จวกประจานรัฐบาลอภิสิทธิ์ในแวดวงสื่อเว็บเสื้อแดง ต่างแต่ว่าการวิจารณ์ของเสื้อแดงโจมตีรัฐบาลอภิสิทธิ์ในเรื่องคอรัปชั่น สองมาตรฐาน และเข่นฆ่าประชาชน โดยใช้เหตุผล ข้อมูล และหลักฐาน (เป็นคลิป) มายันมากกว่า ขณะที่พวกผู้ดีโจมตีเสื้อแดงด้วยอารมณ์ และศักดิ์ศรีเป็นที่ตั้ง ตัวอย่างที่ให้ไว้คงบ่งบอกชัดเจนอยู่แล้ว

ความแตกต่างอย่างแตกแยกเช่นนี้ไม่มีทางบรรจบพบกันได้ ตราบเท่าที่ฝ่ายหนึ่งยังลอยฟ่อง และอีกฝ่ายต้องจมดิ่ง ในสภาพขัดแย้งล้ำลึกเช่นนี้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องยืนยันมานักต่อนักแล้วว่า ถ้าปรองดองไม่ได้ คนสุดท้ายที่เหลืออยู่มักจะเป็นฝ่ายที่มีจำนวนมากกว่า

*(9) รายละเอียด และปฏิกิริยาใน http://www.matichon.co.th/เอิน กัลยกร

Thursday, October 6, 2011

ข้อสังเกตุปฏิกิริยาที่มีต่อข้อเสนอนิติราษฎร์

เกือบ ๑ เดือน นับแต่ ๗ จารย์นิติราษฎร์แถลงข้อเสนอทางวิชาการ ๔ ประการ*(1)ในโอกาสครบรอบ ๕ ปีของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นต้นมา ปรากฏว่าก่อให้เกิดปฏิกิริยามากมายทั้งในทางลบ และบวก ทั้งในทางวิชาการ และในแวดวงสังคมโดยทั่วไป จนผู้เขียนเห็นว่าน่าจะทำข้อสังเกตุโดยรวมเอาไว้สำหรับจับตาดูความเป็นไปทั้งในอนาคตอันใกล้ และ/หรือระยะยาวของภาวะการณ์บ้านเมืองอันเกี่ยวเนื่องถึงเนื้อหาในข้อเสนอเหล่านี้

เชื่อว่าเป็นที่กระจ่างแก่ทุกคนที่สนใจ ทุกภาคฝ่าย ทุกค่าย (พรรค) และแถบสีทางการเมืองแล้วว่า ข้อเสนอของนิติราษฎร์มีด้วยกัน ๔ ประเด็น แต่ถกเถียงกันมากในประเด็นลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๔๙ เท่านั้น จะมีก็แต่ผู้บัญชาการทหารบกที่ประสาทไวเหลือหลายต่อในบางประเด็น ท่านได้ตอบโต้ประเด็นยกเลิกมาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฏหมายอาญาอย่างทันควัน แล้วต่อมาจึงมีด็อกเตอร์บางคนพาดพิงถึงประเด็น ม. ๑๑๒ นี้โดยอ้อม ด้วยการเสียดสีเหน็บแนมให้เข้าใจเขวไปว่าเป็นเรื่อง “ล้มเจ้า”

ส่วนประเด็นให้ความยุติธรรมตามกระบวนกฏหมาย (Due Process of Law) แก่ผู้ต้องหา และการเยียวยาผู้เสียหายจากผลพวงแห่งรัฐประหาร อันรวมถึงผู้เสียชิวิต บาดเจ็บ สูญหาย และได้รับเคราะห์กรรมจากการเข้าสลายชุมนุมเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน และ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ กับประเด็นยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๐ เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่นั้น กล่าวได้ว่าไม่มีการถกเถียงในทางสาธารณะเลย

ผู้เขียนแม้ไม่ใช่นักวิชาการตามความหมายที่ว่าเป็นผู้มีอาชีพ หรือเคยมีอาชีพสอนหนังสือ ก็ขอแสดงความชื่นชมต่อการเสนอคำประกาศนิติราษฎร์ดังกล่าวว่าเป็นความกล้าหาญ “ทางวิชาการ” แม้จะมีกันเพียง ๗ ท่านเทียบจำนวนไม่ติดกับ ๒๓ คณาจารย์ หรือผู้มีตำแหน่งแห่งหนในมหาวิทยาลัย และสภาทนายความ

พวกท่านก็ทำให้ผู้ใฝ่รู้ได้ทราบข้อเท็จจริงในทางกฏหมายจนเกิดความเข้าใจในเรื่องผิดผีผิดไข้ของกระบวนตุลาการแบบไทยๆ เป็นการติดอาวุธทางปัญญาแก่มวลประชาชนให้รู้แจ้งถึงกลใน ว่าอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญแท้จริงนั้นเป็นของประชาชนผู้ซึ่งดำรงสถานะรัฐาธิปัตย์ โดยเฉพาะคนที่อยู่นอกวงวิชาการทั้งหลายได้รับแสงสว่างของการเห็นจริง อันเนื่องจากการงอกงามทางความคิดในการวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนออย่างกว้างขวางนี้ด้วย นับเป็นความสำเร็จตามที่คณะนิติราษฎร์มุ่งหวังแล้วในขั้นหนึ่ง

ผู้เขียนเฝ้าจับตาการตื่นตัวของสาธารณะในข้อเท็จจริงต่างๆ รายล้อมข้อเสนอนิติราษฎร์นับแต่ต้นจนบัดนี้ไม่มีทีท่าว่าจะจืดจาง

พลันเมื่อมีคำประกาศนิติราษฎร์ออกมาเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน กับนายถาวร เสนเนียม ส.ส. ประชาธิปัตย์ ก็ทำหน้าที่ถนัดค้านสบัดทันทีว่านิติราษฎร์เสนอลบล้างความผิดให้แก่คนๆ เดียว สื่อบางฉบับที่เป็นปฏิปักษ์กับอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร พรรคเพื่อไทย และนปช. มาตลอดอย่างไทยโพสน์ หรือที่พยายามทำตัวเป็นผู้มีความจงรักภักดีสุดโต่งอย่างสยามรัฐ ช่วยกันนำคำพูดของนายอภิสิทธิ์ และนายถาวรไปขยายผล จนคณะนิติราษฎร์ต้องทำการแถลงข่าวชี้แจงเป็นครั้งที่สองในวันที่ ๒๕ กันยายน

ดังที่ อ.จันจิรา เอี่ยมยุรา กล่าวในการแถลงนำว่า เนื่องจาก “ส่วนหนึ่งก็เป็นไปในทิศทางการนำเสนอด้วยภาพลบอย่างยิ่ง ทำนองว่าข้อเสนอของนิติราษฎร์จะทำให้เกิดกลียุคในบ้านเมือง ระส่ำระสายวุ่นวาย นองเลือด”*(2)

ซึ่งก็คงไม่มีใครตอบการขยายผลคำพูดของนายอภิสิทธิ์ และนายถาวรได้ดีไปกว่า อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เองว่า “ผมยืนยันว่าผมไม่สนใจว่าข้อเสนอนั้นเป็นประโยชน์กับใคร ผมดูว่ามันเป็นหลักการที่ถูกต้องแล้วถ้าใครจะได้ประโยชน์ก็ให้เขาได้ ถ้าเขาเสียก็ให้เขาเสีย”... “ผมรู้สึกว่าคุณถาวร และคุณอภิสิทธิ์ ทั้งสองท่านไม่เข้าใจอะไร”...“เพราะถ้าท่านยังไม่รู้เรื่องยังมาเถียงกับผมได้ยังไง และผมแปลกใจมากว่าทำไมพรรคประชาธิปัตย์ถึงเดือดร้อนนักกับข้อเสนออันนี้”...”ไม่ต้องมาพูดว่า ประเทศนี้ต้องการนิติรัฐไม่ใช่นิติราษฎร์ ท่านเข้าใจหรือเปล่าว่านิติรัฐหมายความว่าอะไร"

คิดว่าหลังจากที่บทความโดย ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรื่อง “นิติรัฐ หรือนิติราษฎร์” ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า “นิติรัฐจึงต้องให้ความสำคัญสูงสุดแก่ความเสมอภาค จะเห็นได้ว่าแม้ในคำว่านิติรัฐ จุดเน้นก็อยู่ที่ราษฎรนั่นเอง เพราะรัฐเฉยๆ โดยไม่มีราษฎรเป็นแกนหลักนั้นไม่มี (ทั้งนี้ ยังไม่ต้องพูดในแง่ภาษาว่า รัฐกับราษฎร์นั้น ที่จริงคือคำเดียวกันในภาษาบาลีและสันสกฤตเท่านั้น)”*(3) ไปถึงเนตรถึงกรรณนายอภิสิทธิ์ และนายถาวรแล้ว ต่อไปคงจะรู้จักเก็บงำโวหารตะแบงมารไว้ใช้กับการเมืองล้วนๆ ไม่นำไปก้าวล้ำก่อกวนในขอบข่ายของการวิสาสะปัญญาอีกต่อไป

ต่อกรณีคำ “ฮึ่ม” ของพยัคฆ์ใหญ่แห่งบูรพา พล.อ. ประยุทธ จันทร์โอชา ที่หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งรายงานว่าท่าน ผบ.ทบ. เตือนว่าเสนออะไรต้องระวังสังคมแตกแยก วรเจตน์เขาตอบว่า ““ผมกลับเห็นว่าการใช้กำลังเสียอีกที่ทำให้บ้านเมืองแตกแยก ที่บ้านเมืองแตกแยกวันนี้ไม่ได้เป็นผลจากการรัฐประหาร ๑๙ กันยา ๒๕๔๙ หรือครับ”...”ที่เรากำลังทำอยู่เพื่อให้สังคมเกิดการเรียนรู้ และป้องกันการรัฐประหาร มีคนบอกว่าข้อเสนอของเรากระตุ้นให้เกิดการรัฐประหารหรือเปล่า ผมคิดว่าความคิดแบบนี้เมื่อมันเปิดกรงออกไป และโบกบินสู่สังคมแล้ว ต่อให้นิติราษฎร์ทั้งเจ็ดคนไม่อยู่แล้ว แต่ความคิดนี้จะอยู่ในสังคม มันฆ่าไม่ตายแล้ว”

ในการแถลงข่าวครั้งที่สองนี้วรเจตน์ได้ให้ความกระจ่างต่อข้อเสนอของกลุ่มตนในประเด็นอันเป็นหัวใจสำคัญ แต่ถูกสื่อมวลชนละเลย หรือมองข้าม นั่นคือการเสนอให้ลบล้างมาตรา ๓๖ และ ๓๗ ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ๒๕๔๙ เพราะเป็นบทว่าด้วยการนิรโทษกรรมให้แก่คณะรัฐประหาร ซึ่งเป็นการปกป้องผู้กระทำรัฐประหารอย่างถึงที่สุดของแนวคิดเผด็จการ เป็นการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเลยว่าผู้ก่อการรัฐประหารชุดนี้ไม่มีความผิดทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต คณะนิติราษฎร์จึงเสนอทางแก้เงื่อนตายในรัฐธรรมนูญดังกล่าวด้วยตรรกะที่ว่า

“ถ้าประชาชนออกเสียงประชามติในรัฐธรรมนูญที่จะสถาปนาขึ้นใหม่ อำนาจนั้นสูงสุดพอที่จะประกาศได้ว่า นิรโทษกรรมนั้นเสียเปล่าได้ เท่ากับไม่เคยมีการนิรโทษกรรม และให้บุคคลที่ทำรัฐประหารต้องถูกลงโทษ”

หากจะสรุปว่าเหตุใดปฏิกิริยาในทางลบที่มีต่อข้อเสนอนิติราษฎร์จึงออกมากระหน่ำอย่างฟาดหัวฟาดหาง ไม่ยอมเดินตามแนววิชาการ และท่วงทำนองของนิติราษฎร์ที่อิงหลักประชาธิปไตยเพื่อประชาชนเป็นแก่นกระพี้ คำตอบคงอยู่ในคำพูดของวรเจตน์อีกเช่นกันว่า ““มาตรา ๓๗ เป็นกล่องดวงใจของคณะรัฐประหาร ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์นั้นเป็นการทำลายกล่องดวงใจของคณะรัฐประหาร จึงเป็นที่เข้าใจว่า ทำไมข้อเสนอของเราจึงถูกทำให้กลายเป็นการช่วยคนๆ เดียวให้พ้นผิด”

ซึ่งคำตอบเกี่ยวกับเรื่องคนๆ เดียวนี้ก็ชัดเจนอยู่ในคำอธิบายเพิ่มเติมข้อเสนอที่สองโดยวรเจตน์เช่นกันว่า “ไม่ใช่เป็นการนิรโทษกรรม อภัยโทษ หรือล้างมลทินของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด หากจะเริ่มดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวใหม่ก็ทำได้ตามปกติ”

เหล่านี้คงพอฟันธงได้แล้วว่าการออกมาโต้โดยบิดเบี้ยวข้อเสนอนิติราษฎร์ของนายอภิสิทธิ์ และ ผบ.ทบ. เป็นเรื่องปกป้องกล่องดวงใจ แม้ว่านายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ได้มีรายนามต่อท้าย คปค. (คณะปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข) ชื่อย่อทางการของคณะรัฐประหาร การไปจัดตั้งรัฐบาลของตนในกองพลทหารราบที่ ๑๑ และการไปขึ้นเวทีพันธมิตรแสดงความชื่นชมคณะรัฐประหาร ดังปรากฏหลักฐานคลิปยูทู้ปบนอินเตอร์เน็ต แม้กระทั่งเมื่อได้เป็นหัวหน้าฝ่ายค้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์แล้วก็ยังทำหน้าที่หัวหอกทางการเมืองปกป้องทหาร เมื่อแสดงจุดยืนแข่งกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกลาโหม คัดค้านข้อเสนอของ นปช. ที่ขอให้มีการแก้ไขกฏหมายแต่งตั้งโยกย้ายทหาร*(4)

ก็เพียงพอยืนยันว่า ถ้าไม่ใช่ให้ท้ายรัฐประหารก็ต้องเป็นการเดินตามก้นคณะทหาร คมช. แน่นอน เช่นเดียวกับผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรง และอาณิสงค์จากผลพวงของรัฐประหารบางคนที่ออกมาเถียงข้างๆ คูๆ เบี่ยงเบนประเด็นกันต่อมา

นายสัก กอแสงเรือง แห่งสภาทนายความแห่งประเทศไทยคนหนึ่งละ  ดร. สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกคน ล้วนได้ดิบได้ดีจากรัฐประหารทั้งคู่ รวมทั้งนักวิชาการบางคนในกลุ่ม ๒๓ คณาจารย์ก็เคยรับงานนิติบริกรจากคณะรัฐประหารมาแล้วเช่นกัน ส่วน ดร. ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์ ดูเหมือนจะเกาะกระแสเขียนบทความวิพากษ์คณะนิติราษฎร์อย่างสาดเสีย*(5) แถมยังบริภาษณ์พาดพิงไปถึงผู้ที่เห็นคล้อยข้อเสนอนิติราษฎร์ด้วยวิธีการยกตนข่มท่าน ดังที่ตีพิมพ์ใน น.ส.พ. มติชนว่า “แถมยังมีตัวช่วยระดับไพร่กลายเป็นอำมาตย์เพิ่มอีกเป็นอันมาก” หวังว่าด็อกเตอร์ผู้ริอ่านเป็นนักเขียนเล่นสำนวนส่อเสียดจะได้ดังกับเขาบ้างอย่างที่ใจปรารถนา

สำหรับข้อโต้แย้งของนายสักที่เอาสมาชิกสภาทนายความ ๕ หมื่นคนมาพ่วงท้ายด้วยนั้น “ใบตองแห้ง”*(6) แห่งประชาไทออนไลน์ นักเขียนที่เด้งมาจากไทยโพสต์เพราะโรจน์ งามแม้น เจ้าของหนังสือเขามีนโยบายตีพิมพ์ทุกอย่างที่ให้โทษทักษิณ ได้รับเอาไปสังคายนาเรียบร้อย แค่ที่ใบตองแห้งสะกิดสะเกาว่า “เอ๊ะ หรือว่าคุณสักจะอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาสนับสนุนรัฐประหาร หรืออ้างว่ารัฐประหารทำเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ก็อ้างอย่างก้ำๆ กึ่งๆ ยังไงไม่รู้ ไม่เข้าใจตุ้ม ผมยังงงอยู่ว่าคุณสักแกเขียนเองหรือใช้ทนายฝึกหัดตัดแปะ แต่สรุปได้ว่าคำแถลงนี้นอกจากเลอะเทอะทางความคิดอุดมการณ์แล้ว ยังสอบตกเรื่องการทำสำนวน การใช้ภาษา การเรียงลำดับ สับสนไปมา”

ผู้เขียนคงไม่จำเป็นต้องยกเนื้อความอื่นใดมาตั้งสังเกตุอีก แต่ที่จำเป็นต้องเอ่ยถึงก็คือ ได้มีกลุ่มทนายความ และนักกฏหมายเพื่อสิทธิมนุษยชนออกแถลงการณ์มาซักค้านแถลงการณ์ของนายสักว่า “เป็นการทำลายหลักนิติธรรม และระบอบประชาธิปไตย อันนำความเสื่อมเสียมาสู่เกียรติภูมิของสภาทนายความ”

เช่นเดียวกับแถลงการณ์ของ ๒๓ คณาจารย์นิติศาสตร์ก็มีแถลงการณ์ของคณาจารย์ต่อต้านรัฐประหาร*(7) ขึ้นมาทัดทาน ด้วยการประกาศสนับสนุนข้อเสนอนิติราษฎร์ทั้ง ๔ ประเด็น แล้วยังชักชวนนักวิชาการอื่นๆ เข้าร่วม พร้อมทั้งเรียกร้องรัฐบาลให้ความสนใจนำไปศึกษาหาทางปฏิบัติ กับประณามการบิดเบือน และป้ายสีข้อเสนอนิติราษฎร์ ว่าเป็นการทำลายเสรีภาพทางวิชาการ และบรรยากาศประชาธิปไตย

ส่วนในเนื้อหาของแถลงการณ์ ๒๓ คณาจารย์นั้น ผู้เขียนเห็นว่าเป็นการตีขลุมบรรยายอย่างน้ำท่วมทุ่ง  และตอบไม่ตรงประเด็นข้อกฏหมายที่นิติราษฎร์เสนอ เพียงเพื่อจะเบี่ยงประเด็นหาทางสรุปกล่าวหานิติราษฎร์ว่า “ยังคงมีอุดมการณ์ที่ยึดถือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเป็นระบอบการปกครองที่ประเทศไทยยึดถือมาเป็นระยะเวลายาวนาน นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับแรกจนถึงฉบับปัจจุบันหรือไม่” เท่านั้นเอง  

และแง่มุมแห่งข้อกฏหมายอันพึงมีในแถลงการณ์ ๒๓ คณาจารย์นั้น ก็มีนักศึกษากฏหมายปีสี่แห่งมหาวิทยาลัยรามคำแหงคนหนึ่งได้นำไปยำไว้บนหน้าเฟชบุ๊คแล้วอย่างถี่ถ้วน*(8) เช่นที่ว่า “ทาง ๒๓ คณาจารย์ควรสำเหนียกถึงหลักการพื้นฐานของหลักนิติรัฐ ที่ต้องประกันความเชื่อถือไว้วางใจของเอกชนที่มีต่อระบบกฎหมายของรัฐ สำหรับหลักต้นไม้เป็นพิษซึ่งเป็นหลักคิดในทางข้อเท็จจริงที่ส่งผลยุติเฉพาะคู่ความเป็นรายคดี หาได้ส่งผลบังคับผูกพันเป็นการทั่วไปบังคับแก่บุคคลทั้งหลายไม่ การหยิบยกหลักดังกล่าวมาโจมตีข้อเสนอนิติราษฎร์จึงเป็นไปโดยความมักง่ายของ ๒๓ คณาจารย์โดยแท้”

หรือในตอนท้ายว่า “กรณีที่ท่านยังมีทรรศนะต่อประชาชนว่ายังไม่ฉลาดเท่าทันนักการเมือง เช่นนี้คณาจารย์ทั้ง ๒๓ คนก็เป็นประชาชนของรัฐนี้ล่ะครับ ... และพึงสังวรณ์ถึงความป่าเถื่อนทางความคิดของคณาจารย์ทั้ง ๒๓ ที่วางเจตจำนงทางการเมืองของตนเป็นที่ตั้ง แล้วยัดเยียดความโง่ให้ประชาชนคนอื่นๆ ซึ่งอาจจะหมายถึงประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ของรัฐด้วยโดยนัย” เท่านี้ก็คงพอทำให้เห็นตัวตนของ ๒๓ คณาจารย์ว่าไม่ต่างจากพวกที่ถือตนเป็นชนชั้นสูง นิยมวิธีแก้ปัญหาทางการเมืองโดยรัฐประหารล้มกระดาน หรือว่าใฝ่หามาตรา ๗ ซึ่งก็คือถวายคืนพระราชอำนาจทางการเมืองแก่กษัตริย์ และกลับสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช

แนวคิดแบบ ๒๓ คณาจารย์ถูกนำมาตีไข่ใส่สีเสียมันย่องโดย ดร. ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์ โดยเฉพาะในข้อที่อ้างถึงจิตวิทยาของอาชญากรว่า “คนที่ต้องการยกเลิกกฏหมายใด แสดงว่าเขาอยากทำผิดกฏหมายนั้น” แล้วทำทีเป็นมีอารมณ์ขันยกตัวอย่างว่าตนอยากให้ยกเลิกกฏหมายกระทำชำเรา โดยอ้างคำคมที่พวกจงรักภักดีเหนือกว่าใครๆ เคยอ้างกันบ่อยๆ ว่า “กฎหมายถึงจะมีโทษแรงแค่ไหน ผู้ที่ไม่คิดจะทำผิดกฎหมายย่อมไม่เดือดร้อน” การกล่าวเช่นนี้เป็นวิธีใช้ตรรกะแบบศรีธนญชัยซึ่งมีแต่ด็อกเตอร์ผู้ได้รับเศษอาหารของเผด็จการในประเทศไทย หรือทาศเผด็จการในประเทศอาหรับนิยมใช้กัน

ผู้คนที่เจริญแล้วในทางจิตสำนึก (Mentality) ประชาธิปไตยเขาจะไม่กล้าใช้ตรรกะนั้น เพราะมันแสดงถึงความป่าเถื่อนแบบสัตว์ที่ยังเป็นดิรัจฉาน ยังไม่ได้รับการฝึกให้เชื่อง หรือไม่สามารถทำให้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันกับมนุษย์อย่างสันติสุขได้ เมื่อการใช้เหตุ และผลไม่มีความหมาย จะต้องใช้วิธีการรุนแรง ทำร้าย และเข่นฆ่ากันให้หวาดกลัวเท่านั้น น่าเสียดายที่ ดร. ทวีเกียรติเป็นผู้สอนวิชากฏหมายแต่ไม่ทราบว่าหลักการทางอาชญวิทยานั้นให้กำหนดโทษเพียงพอเหมาะพอควรแก่ความผิด มิฉะนั้นจะเป็นการโหดร้ายทารุณ แถมทำให้ผู้ต้องโทษไม่หลาบจำด้วย..ฮ่วย

ที่จริงการกำหนดโทษรุนแรง และมีระวางโทษขั้นต่ำเพื่อให้เกิดการหวั่นเกรงมากเป็นพิเศษ ก็มีปรากฏในประเทศที่ระบบตุลาการเดินตามครรลองประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกาเหมือนกัน ดังพบว่ามีการออกกฏหมายระบุความผิดขั้นรุนแรง (Capital Punishment) เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันมีการใช้ความหวาดกลัวโทษหนักเป็นเครื่องมือกำหราบ่ให้ผู้ต้องหายอมรับสารภาพ (Plea Bargaining) ก่อนจะไปถึงการพิจารณาคดีแล้วจะได้รับลดหย่อนผ่อนโทษ ถ้าใครยังฝืนสู้คดีต่อไปก็จะถูกอัยการเพิ่มกระทงข้อหาซึ่งถ้าถูกพิพากษาผิดจะต้องรับโทษหนักขึ้นไปเป็นสิบเท่า กรณีเช่นนี้เรียกว่า โทษทัณฑ์ของการสู้คดี (Trial Penalty) กำลังถูกวิพากษ์อย่างมากว่าเป็นการบีบคั้น (Coercion) ที่ผิดเพี้ยนไปจากกระบวนการยุติธรรม ทำให้ผู้ต้องหาอาจรับสารภาพทั้งที่บริสุทธิ์ (ดังเช่นผู้ต้องหา ม.๑๑๒ จำนวนมากในประเทศไทย) เพราะไม่อยากติดคุกนาน หรือโดนโทษหนัก

นายริชาร์ด อี. ไมเออร์ ที่สอง อดีตผู้ช่วยอัยการรัฐบาลกลางสหรัฐ ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์สมทบภาควิชากฏหมาย มหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลน่า กล่าวว่าทางปฏิบัติซึ่งผู้ต้องหายอมรับสารภาพเพื่อหลีกเลี่ยงถูกอัยการเพิ่มกระทงความผิดนี้ ทำให้อำนาจในการกำหนดโทษไปสะดุดอยู่ที่อัยการแทนที่จะเป็นอำนาจวินิจฉัยของผู้พิพากษาล้วนๆ เขาแสดงความเป็นห่วงว่าการเปลี่ยนมืออำนาจ "ถ้าไปอยู่ในมือที่ไม่เหมาะสม จะทำให้กระบวนการยุติธรรมทางคดีอาญาถูกกักเป็นตัวประกันได้"*(9)

สำหรับการที่อธิการบดีธรรมศาสตร์ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อดีต คตส. อีกผลพวงหนึ่งของ คปค. ร้อนใจจนต้องเขียนในเฟชบุ๊คยอกย้อนเสียดแทงนิติราษฎร์เป็นคำถามกึ่งไร้เดียงสาถึง ๑๕ ข้อ นั้นได้มีผู้ที่ให้เกียรติต่อตำแหน่งอธิการบดีเขียนตอบกันมากมาย นับแต่อดีตคณะบดีนิติศาสตร์ มธ. อาจารย์พนัส ทัศนียานนท์ ผู้เคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และเคยเป็นวุฒิสมาชิกจากการเลือกตั้ง กรุณาตอบด้วยหลักกฏหมายล้วนๆ เช่นว่า “ป.อาญา ม.๑๑๒ เท่าที่มีการตีความและใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีผลขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญแน่นอน เพราะเป็นการลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนซึ่งเป็นสิทธิขั้น มูลฐานตามรธน.ของประชาชนโดยสิ้นเชิง”*(10)

นอกนั้นก็มี อ. ใจ อึ๊งภากรณ์ อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ซึ่งต้องระเห็ดไปอยู่ลอนดอนเพราะเขียนหนังสือวิพากษ์ทางวิชาการต่อคณะรัฐประหารเลยโดนข้อหาหมิ่นสถาบันฯ ให้เกียรติ “จัดให้” เหมือนกันในข้อเขียนเรื่อง “ตอบนักวิชาการสลิ่ม..” ต่อท้ายเรื่อง “เบื้องหลังพวกเสื้อเหลืองที่คัดค้านข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์” เชิญทัศนากันเต็มๆ ที่ redthaisocialist.com

ดูเหมือนดร. สมคิดจะมีเสน่ห์มากเป็นพิเศษ ใครๆ ก็อยากตอบคำถาม ๑๕ ข้อของท่าน ไม่เพียงหนังสือพิมพ์ข่าวสดบรรจงตอบในคอลัมน์ “เหล็กใน” ว่า “โถ..อธิการบดี”*(11) แล้วคุณพุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล นักศึกษากฏหมายช่วยจัดให้อย่างสมน้ำสมเนื้อ ดังตัวอย่างที่เขาตอบคำถามข้อ ๑๔ ว่า ”คุณสมคิดครับ รัฐธรรมนูญเกิดทีหลัง ประชาชนซึ่งมีสิทธิเสรีภาพติดตัว (สิทธิมนุษยชน) มาก่อนรัฐธรรมนูญ ฉะนั้น แม้จะไม่มีหมวดสิทธิเสรีภาพ ถามว่าประชาชนจะไม่มีสิทธิเสรีภาพหรือ คำตอบคือเขายังมีบริบูรณ์ทุกประการ”*(12)

แต่ที่จัดให้ท่านอธิการบดี มธ. หนักกว่าใครๆ เห็นจะเป็นกลุ่มศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ที่เก่ามากๆ ย้อนไปถึงรุ่น ตมธก. ที่ไม่เพียงเขียนเป็นจดหมายเปิดผนึกเมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม แล้วยังไปตั้งโต๊ะในธรรมศาสตร์ใกล้ประตูด้านสนามหลวงรณรงค์ขับไล่ ดร.สมคิดจากตำแหน่ง*(13) เนื่องจากในข้อเขียนคำถามย้อนคณะนิติราษฎร์ข้อ ๑๑ ของท่าน บังอาจหยามเหยียดผู้ประศาสน์การ ดร. ปรีดี พนมยงค์ เอาไปเทียบเคียงกับนักรัฐประหารอย่างสุจินดา ถนอม ประภาส สฤษดิ์ และจอมพล ป. จนเป็นที่ระคายเคืองให้ทายาทของท่านปรีดี นางดุษฎี บุญทัศนกุล ต้องเข้าไปโพสต์ถาม ดร.สมคิดในหน้าเฟชบุ๊คว่า “เข้าใจผิดอะไรหรือเปล่าคะ ที่พูดพาดพิงถึงนายปรีดีเกี่ยวกับการรัฐประหาร”

ต่อกรณีที่ ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ นักกฏหมายค่ายเยอรมนี เขียนคำวิจารณ์ต่อข้อเสนอนิติราษฎร์อย่างนักวิชาการแท้ๆ ก็ได้มีการวิภาษทางวิชาการจากนายพุฒิพงศ์นักศึกษากฏหมายแล้วเช่นกัน*(14) หากแต่มีบางตอนที่ ดร. กิตติศักดิ์ อ้างไว้ทำให้ผู้เขียนเกิดตะขิดตะขวง จะปล่อยเลยไปเพราะเหตุว่าท่านเป็นอาจารย์ได้ทุนไปลงแรงร่ำเรียนมามาก เหมือนอย่างที่ ดร.ทวีเกียรติใช้อ้างหลอกด่านิติราษฎร์ว่าเป็น “ต้นไม้พิษ” ก็เกิดอาการอึดอัดขัดขืนในใจ จึงขอร่วมวงวิภาษวิธีตรงนี้หน่อย

ดร. กิตติศักดิ์เขียนไว้ว่า “แม้ประชาชนจะลงประชามติไว้ว่าอย่างไรก็ตาม หากประชามติซึ่งเป็นการใช้อำนาจสูงสุดของประชาชนนั้นขัดต่อกฎหมาย ศาลซึ่งเป็นคนกลางที่เป็นอิสระก็มีอำนาจชี้ขาดว่าประชามตินั้นขัดต่อกฎหมาย และไม่มีผลบังคับ” แล้วยกตัวอย่างคดีที่ศาลสหรัฐพิพากษาแย้งประชามติการผ่านร่างข้อเสนอที่ ๘ ในแคลิฟอร์เนียห้ามบุคคลเพศเดียวกันจดทะเบียนแต่งงาน ผู้เขียนคิดว่า ดร.กิตติศักดิ์สำคัญผิดในสถานภาพซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเกี่ยวกับการบังคับใช้กฏหมาย และจิตสำนึกของประชาชนต่อระบบการปกครองระหว่างสหรัฐอเมริกา และประเทศไทย

ในเรื่องห้ามบุคคลเพศเดียวกันแต่งงานในแคลิฟอร์เนียนั้น คำพิพากษาศาลรัฐบาลกลาง (ไม่ใช่ศาลสูงสุดสหรัฐ) ในคดีแพรีกับชว้าทซเน็กเกอร์เป็นเพียงตัดสินว่าการทำประชามติในข้อเสนอที่ ๘ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งฝ่ายสนับสนุนข้อเสนอนี้ได้ยื่นฎีกาต่อศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนียทันที ศาลรับคดีเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ ขณะนี้คดียังไม่สิ้นสุด ผลบังคับของประชามติยังคงดำรงอยู่

การที่ ดร. กิตติศักดิ์สรุปว่า “แต่ศาลสหรัฐอเมริกาก็ได้ยอมรับว่าเมื่อเสียงส่วนมากใช้ไปในทางที่ผิด ศาลซึ่งแม้เป็นเสียงข้างน้อยที่แสนจะน้อยก็มีหน้าที่ชี้ถูกชี้ผิดให้เสียงข้างมากรับรู้ไว้” เป็นการสรุปที่ไม่ตรงประเด็น หรือเบี่ยงประเด็น เพราะคำพิพากษาอ้างรัฐธรรมนูญว่าการยื่นข้อเสนอ (ให้ประชาชนโหวต) นั้นผิด ไม่ใช่เสียงข้างมากที่โหวตออกมาผิด ดังนั้นถ้าเป็นการต่อสู้คดีในอเมริกา ข้อโต้แย้งของ ดร.กิตติศักดิ์ถือว่าเสียเปล่าไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานได้

ท้ายที่สุดนี้ ดังได้กล่าวไว้ในเบื้องต้นแล้วว่าคุณูปการอันเกิดจากข้อเสนอนิติราษฎร์สำคัญที่สุดก็คือก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวาง และผลแห่งการแสดงปฏิกิริยาในทางลบต่อข้อเสนออย่างมีเลศนัยบ้าง อย่างเต็มไปด้วยโมหะจริตบ้าง อย่างตะแบงชนิดไร้เดียงสาบ้าง ล้วนทำให้มองเห็นประโยชน์ หรือข้อดีต่างๆ ของหลักการในข้อเสนอมากยิ่งขึ้น ข้อตำหนิจากนักวิชาการบางท่านว่าข้อเสนอนิติราษฎร์ยังไม่ละเอียด และไม่กระจ่างในบางเรื่องก็ค่อยๆ ผ่อนคลายไป

จนบัดนี้เริ่มเห็นแสงไฟที่ปลายทางบ้างแล้วว่า ความเลวร้ายทางการเมืองตลอด ๕ ปีที่ผ่านมาอันเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฏหมาย มายาคติของการแบ่งชนชั้นในสังคมระหว่าง “คนดี” ที่มีประกาศนียบัตร และปริญญาทางการศึกษา กับรากหญ้าที่มีจำนวนมากกว่าท่วมท้น และจิตสำนึกเยี่ยงสัตว์เดรัจฉานในการฆ่าหมู่ผู้คนที่ไม่ยอมนอบน้อมกราบไหว้ จะแก้ไขด้วยนามธรรมของการปรองดองอย่างเดียวไม่ได้

แต่จักต้องพร้อมกันลงมือจัดทำอย่างเป็นรูปธรรม ก้าวแรกอยู่ที่จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์

*(9) http://www.nytimes.com/2011/09/26/us/tough-sentences-help-prosecutors
*(14) อ้างแล้วที่ (๑๒)



Sunday, August 21, 2011

ยิ่งรักยิ่งช้ำยามชิงชัง


สองสัปดาห์นับแต่ได้รับ “พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ” แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามคะแนนเสียงที่ได้เกือบ ๑๖ ล้านของพรรคเพื่อไทย บวกกับพรรคร่วมอีกราว ๔ ล้าน รวมแล้วน.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นับเป็นหัวหน้ารัฐบาลของประชาชนอย่างท่วมท้นไม่น้อยหน้าพี่ชาย

แต่ว่าสองสัปดาห์ที่ผ่านมา น.ส. ยิ่งลักษณ์กลับเผชิญกับแรงบีบคั้นทางการเมืองหนักหน่วงเสียยิ่งกว่าช่วงสองเดือนแรกรัฐบาลไทยรักไทยของพี่ชาย

ไม่เพียงแต่การเลือกสรรตัวบุคคลเข้าไปกำกับควบคุมกระทรวงทบวงกรมต่างๆ ถูกกีดกันจากอำมาตย์ผู้กำอำนาจแท้จริงในบ้านเมือง กระซิบปรามบุคคลากรเกรดเอไม่ให้รับงานจากพรรคเพื่อไทย นอกเหนือไปจาก “ห้าม” แต่งตั้งคนที่เป็นแกนนำ และเคยแสดงตนชัดแจ้งว่าฝักใฝ่ หรือผูกพันใกล้ชิดกับขบวนการ “เสื้อแดง”

ผลที่ออกมาเลยได้คณะรัฐมนตรีชุดยิ่งลักษณ์ ๑ ที่มีเสียงกระแนะกระแหนว่าคุณภาพเป็นอันดับสามรองจากเกรดซี ด้วยข้อตำหนิว่าหลายคนมีวุฒิทางการศึกษาไม่ตรงกับชื่อกระทรวง มิใยที่เสียงแห่งความเห็นใจ และให้กำลังใจ มีให้ได้ยินประปรายว่าเจ้ากระทรวงที่ไม่ใช่ลูกหม้อ หรือมาจากสายงานเดียวกันก็สามารถสร้างความเจริญแก่องค์กรได้

ดังที่ น.ส.พ.มติชนออนไลน์*(1)ขุดเอาข้อเขียนของอดีตนิติบริกรคนดัง ดร.วิษณุ เครืองาม เคยอ้างไว้ว่า พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการสาธารณสุขในสมัยรัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร คนร้องยี้กันว่าเอาตำรวจมาบริหารข่ายงานแพทย์ กลับปรากฏว่ายุคนั้นสาธารณสุขโตเอาโตเอา แม้จะเป็นด้านวัตถุเสียส่วนใหญ่ก็ตาม

ไม่เท่านั้นยังมีความหวังกันอยู่ว่า อีก ๖ เดือนข้างหน้าจะได้มือวางเกรดเอพันธุ์แท้จากบ้านเลขที่ ๑๑๑ ซึ่งกำลังจะพ้นโซ่ตรวนบ่วงกรรม มาเสริมให้รัฐบาลเพื่อไทยกลายเป็น “ยิ่งรัก” ก๊อกสองที่หนาปึก แน่นปัก ไม่แพ้ยุคไทยรักไทย

ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่ารัฐบาลอันเป็นที่รักยิ่งของ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะพ้นบ่วงมารได้ง่ายๆ

ล่าสุดก็ด้วยการนำร่องของ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ยกขบวนไปประท้วงหน้าสถานทูตญี่ปุ่นที่บังอาจอนุมัติวีซ่าให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เดินทางไปเยือน แล้วสลิ่มตัวพ่อก็เดินสายต่อไปกดดันกระทรวงเท็คโนโลยี่สารสนเทศ และสื่อสาร (ไอซีที) ให้เร่งดำเนินการปิดสื่อออนไลน์ที่เข้าข่ายหมิ่นสถาบันฯ ทั้งนี้โดยใช้รถหาเสียง ๘ ลำโพงคันเดียวกับที่พรรคประชาธิปัตย์ใช้ตระเวณหาเสียงในกรุงเทพฯ ระหว่างการเลือกตั้งที่ผ่านมา*(2)

จากนั้นพรรคประชาธิปัตย์มอบหมายให้นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง ดำเนินการฟ้องร้องนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ ในข้อหาช่วยผู้ต้องคดี คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้หลบหนีเข้าประเทศญี่ปุ่น ขณะเดียวกันก็จะรวบรวมรายชื่อส.ส. ๑๒๕ คนยื่นต่อประธานวุฒิสภาเพื่อถอดถอนจากตำแหน่ง รวมทั้งยังจะขยายผลไปถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรีด้วย*(3)

จะเห็นได้ว่าแม้จะมาในมาดใหม่ของน้องสาวที่หน้าตาสะสวย และปฏิกิริยาตอบสนองต่อฝ่ายจ้องกัดนั้นนุ่มนวลกว่าเมื่อก่อน ขณะที่นโยบาย และแผนงานผลักดันเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง เช่นเดียวกับท่าทีในการแสดงความจงรักภักดีต่อราชวงศ์คงความนอบน้อมเหนียวแน่น

ก็หาได้ทำให้ฝ่ายตรงข้ามของอดีตนายกรัฐมนตรี และพรรคเพื่อไทยเพลามือลดละตามล้างตามผลาญ

ดังว่าที่โฆษกของพรรค ปชป. นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ออกมาร้องแรกแหกกระเชอว่า “สองสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลยังไม่แสดงผลงานเรื่องใดที่สอดคล้องกับที่ได้หาเสียงไว้”*(4)

นี่คืองานอันแสนถนัดของพรรคประชาธิปัตย์มาแต่ไหนแต่ไร จะเรียกว่าหมกเม็ดค้านดะ หรือค้านอย่างสร้างสรรค์ก็คงมีค่าเท่ากันสำหรับพรรคที่มีชื่อเสียงในการ “ค้านเป็น” อย่างเดียว แต่ไม่เคยบริหารงานสำเร็จเลยในฐานะรัฐบาล

ขณะที่พรรคของตนทำงานสองปีกว่าไม่ปรากฏผลงานที่เป็นความคืบหน้าใดๆ แต่ท่านว่าที่โฆษก ปชป. ต้องการเห็นผลงานรัฐบาลยิ่งลักษณ์ภายในสองสัปดาห์ โดยมิพักที่จะรับฟังถ้อยแถลงของพรรคเพื่อไทยในกรอบแผนงานเร่งด่วน ๑๓ ข้อ ที่จะดำเนินการให้บรรลุผลในหนึ่งปี และนโยบายระยะยาวสี่ปี ๖ ข้อที่จะเริ่มดำเนินการพร้อมกันไปในทันที

ก่อนหน้านี้ตัวหัวหน้าพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส่งมอบงานให้รัฐบาลใหม่โดยอวดอ้างว่าทำให้เงินคงคลังเพิ่ม ถึงสองแสนห้าหมื่นล้านบาท แต่มีคนอ่านข่าวแล้วสงสัยเลยลองไปบวกลบคูณหารใหม่ พบว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์กู้เงินมาหนึ่งล้านสี่แสนล้านบาท เท่ากับว่านายอภิสิทธิ์อุจจาระเป็นหนี้ทิ้งไว้ให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ถึงหนึ่งล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นล้านบาท

นี่แหละคือความเจ้าเล่ห์ของพรรคคู่กัดเพื่อไทย เหมาะเหม็งสมดังวลีที่ว่า “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้ผู้อื่น”

ยังไม่นับกรณีที่เป็นมลทินมหันต์ประชาชนถูกทหารยิงตายไปเกือบร้อยศพ บาดเจ็บอีกสองพัน สูญหายกว่าร้อย เป็นปีแล้วยังสรุปคดีไม่ได้ แถมเกิดตอผุดพบว่ามีการศพเอาไปฝากฝังไว้ที่วัดในอำเภอแกลงตั้ง ๑๖๙ ราย ไม่มีบัญชีรายชื่อว่าเป็นใครบ้างมาจากไหน เกิดการสงสัยว่าจะเป็นคนเสื้อแดงที่สูญหายเหล่านั้น

แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ยังไม่วายบุ้ยบ้ายด้วยนิสัยชอบปดตามวัฒนธรรมของพรรคว่าเป็นศพไม่มีญาติเอามาล้างป่าช้า ไม่ทราบว่าใครหนอช่างมีความพยายามเหลือล้น อุตส่าห์ขนศพเป็นร้อยๆ จากชุมพรอ้อมไปถึงระยอง

ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลใหม่ที่ยิ่งรักจะมองเห็นเทร็นด์ของการตีรวนจากเครือข่ายผู้ทรงอำนาจ และข้าทาสบริวารหรือไม่

นับแต่ต้องใช้เวลาเนิ่นนานกว่าจะตั้งรัฐบาลได้เพราะต้องรอให้กรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ทรงอำนาจข่ายองค์กรอิสระแขวนไว้จนสะใจ แล้วต้องมารอให้พวกคนดีมีความสามารถปฏิเสธไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรีเสียก่อนจึงได้ตั้งคณะรัฐมนตรีเกรด (ไม่) ดีออกมา ระหว่างนั้นก็ถูกคู่แข่งที่พ่ายแพ้ไปแล้วแต่ชอบสอนชอบสอด ท้วงโน่น เตือนนี่ ทั้งที่สมัยของตัวเองไม่ยอมทำ หรือทำเองไม่เป็น ขณะที่สื่อเส้นสายท่านประธานอภิรัฐมนตรีอย่างเครือเนชั่น และสื่อสลิ่มแค้นทักษิณอย่างไทยโพสต์ของโรจน์ งามแม้น ก็ยังกระหน่ำตีทั้งทักษิณ พรรคเพื่อไทย และรัฐบาลใหม่อย่างไม่ลดละ

เหล่านี้มันบ่งบอกชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลที่มาจากความยิ่งรักของคนรากหญ้าเสื้อแดง และขบวนการประชาธิปไตยนี้ ไม่เป็นที่ต้องการของคนพาลผู้ทรงอำนาจ จะกราบกรานเอาใจ ยอมสยบเพียงใดก็ไม่มีทางวางใจได้เลยว่าจะถูกฉกกัด และพ่นพิษใส่เมื่อไหร่เวลาใด

รัฐบาลใหม่ และพรรคเพื่อไทยได้ทำร้ายจิตใจกระบวนการเสื้อแดงมาพอควรแล้ว ทั้งที่ถูกยกเป็นข้ออ้างว่าอัปลักษณ์หน้าตาน่าเกลียด และที่ถูกกล่าวหาว่าดุดันน่ากลัว ซึ่งคนเสื้อแดงก็น้อมรับสภาพด้วยความเข้าใจในยุทธวิธี และเงื่อนงำอำพราง

จึงไม่เป็นการเหมาะสมอย่างยิ่งถ้าจะตัดรอนกับฐานเสียงอันสำคัญไม่ต่ำกว่าสิบล้านคนให้มากไปกว่านี้

การที่นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ ให้สัมภาษณ์สื่อแสดงความเห็นว่าเสื้อแดงควรจะถอยออกไป ไม่ควรเรียกร้องอะไรกับรัฐบาลใหม่ในเรื่องของการบริหารงาน อาจเป็นการพูดที่ถูกกาละต้องรับฟัง แต่ก็ยังเป็นการพูดในเทศะที่ผิดพลาดอย่างยิ่ง

เดชะบุญที่นายวีระกานต์ได้ถอนตัวถอยห่างไปจากแนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นานแล้วหลังจากได้รับการประกันตัวไปเป็นคนแรก ส่วนจะยังมีสายใยผูกพันวงในพรรคเพื่อไทยเพียงใดไม่เป็นที่เปิดเผยนั้น ช่วยให้ฐานเสียงเสื้อแดงไม่หมองหมางไปกว่าที่เคยเป็นมา ความ “ยิ่งรัก” ก็ยังไม่เปลี่ยนผันถึงขั้นเลวร้าย

ส่วนกรณีที่ นอ. อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการไอซีทีให้สัมภาษณ์ว่าจะต้องเร่งรัดจัดการกับเว็บไซ้ท์หมิ่นสถาบันฯ อย่างเต็มพิกัดก็เช่นกัน เป็นการพูดถูกต้องในหลักการ แต่ผิดมหันต์ในด้านมารยาทต่อมวลชนที่ทำให้พรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาล และตนเองได้เข้าไปเป็นรัฐมนตรี

ในเมื่อส่วนหนึ่งของแกนนำเสื้อแดงถูกป้ายข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนถูกวิจารณ์ว่ากำหนดโทษร้ายแรงเกินหลักสิทธิมนุษยชน และนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำร้ายกันทางการเมือง สมควรต้องจำกัด หรือยกเลิก เพราะมีกฏหมายอาญาปกติเรื่องการหมิ่นประมาทครอบคลุมอย่างเพียงพอแล้ว

การแสดงความจงรักภักดีอย่างลิงโลดของ รมว. ไอซีที เลยกลายเป็นโอกาสดีของว่าที่รองโฆษกพรรค ปชป. คนใหม่ เอาไปขยายผลใช้เป็นพร็อปฉากหลังเปิดตัวให้แก่ น.ส.จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี อย่างงดงาม

การที่พรรคเพื่อไทย และคนในรัฐบาลใหม่แสดงท่าทีให้เป็นที่พอใจของผู้ทรงอำนาจในแผ่นดิน โดยแม้จะยังไม่เกินเลยถึงขั้นตัดรอนถอนสมอจากมวลชนคนเสื้อแดง แต่ก็เป็นที่ห่วงใยไม่น้อยในหมู่ผู้ที่ “ยิ่งรัก” ประชาธิปไตย ดังปรากฏข้อเขียนเชิงวิชาการสองสามชิ้นในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา

คำเสนอแนะของ ดร. พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ว่าฝ่ายเผด็จการยังทำการตอกลิ่มให้เกิดการแยกสลายระหว่างพรรคเพื่อไทยกับกระบวนการเสื้อแดงอยู่อย่างขะมักเขม้น เพื่อที่จะลบล้างทำลายกระแสประชาธิปไตย

ประจวบกับข้อเท็จจริงที่ ดร. ลิขิตนำมาตอกย้ำว่า “ขบวนคนเสื้อแดงเป็นกองทัพนอกสภาที่เข้มแข็งและกว้างใหญ่ไพศาล เป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย”*(5)

อีกทั้งบทความโดยผู้ใช้นามปากกา “นักปรัชญาชายขอบ” ที่ว่า “ทักษิณ-เพื่อไทย-เสื้อแดง มีความเป็นเนื้อเดียวกัน ที่ไม่อาจแยกหรือตัดขาดจากกันได้” หากมีการสมยอมภายใต้วาทกรรมประนีประนอม โดยหงอให้กับอำมาตย์ และเดินตามเกมศีลธรรมดัดจริตจนไม่สามารถดำเนินการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยได้ละก็ “คือความสูญเปล่าของการต่อสู้กว่า 5 ปี ที่ผ่านมา”*(6)

หรือกระทั่งบทความชิ้นหนึ่งในหนังสือมติชนสุดสัปดาห์พูดถึงคนเสื้อแดง และพรรคเพื่อไทย ว่าเป็นแนวร่วมกันมาตลอดระยะเวลาหกปีที่ต่อสู้ทวงคืนประชาธิปไตย และยังจะต้องร่วมกันต่อสู้ต่อไปอีกไม่น้อยกว่าสี่ปี โดยที่ “สถานการณ์ขณะนี้บีบบังคับให้คนเสื้อแดงจะต้องสู้ต่อ ถ้าหยุดอยู่แค่นี้ก็จะพ่ายแพ้ซ้ำ ถ้าสู้ผิดจังหวะก็อาจพ่ายแพ้อีก”


และ “แม้พรรคเพื่อไทยจะหายไปคนเสื้อแดงก็จะยังอยู่ เป็นปลายแหลมของคมทวนที่พุ่งเป้าไปยังเผด็จการตลอดเวลา”*(7)


ข้อเขียนทั้งสามชิ้นให้ข้อคิดเหมือนกันว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยสยบให้แก่ผู้ทรงอำนาจโดยสมยอมสวมใส่ความชิงชัง แล้วไสส่งกระบวนการเสื้อแดงออกไป จะหยุดยั้งการเติบโตของประชาธิปไตยได้ดังหวังต้องการของอำมาตย์

ผลร้ายย่อมเกิดแก่พรรคเพื่อไทยเอง แม้จะได้รับการโอบกอด และกระเช้าดอกไม้จากชนชั้นนำ ก็เป็นเพียงความอิ่มเอมที่ปราศจากฐานเสียงอันเป็นดั่งเนื้อนาแห่งตน สภาพแห่งพรรคการเมืองเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการล่มสลาย

มวลชนที่ต่อสู้เพื่อให้ได้เห็นประชาธิปไตยแท้จริงเกิดขึ้นย่อมชอกช้ำด้วยความผิดหวัง ที่ดิ้นรนไขว่คว้าอย่างสาหัสแล้วก็ยังไม่ได้ แต่พรรคเพื่อไทยกับรัฐบาลอันเป็นที่รักยิ่งจักช้ำชอกยิ่งกว่า เมื่อต้องสูญสิ้นมวลชนของตนที่เคยมีเคยได้ไป

*(1) http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1313235387&grpid=01&catid=&subcatid=

*(2) http://thaienews.blogspot.com/2011/08/8.html

*(3) http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=11776

*(4) http://www.dailyworldtoday.com/hotnews.php?hotnews_id=47018

*(5) http://www.prachatai.com/journal/2011/08/36543

*(6) http://www.prachatai.com/journal/2011/08/36580

*(7) มุกดา สุวรรณชาติ, “เสื้อแดง…บนเส้นทางแนวร่วม เติบโตได้..และจะเป็นกำลังหลัก”, คอลัมน์หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว, มติชนสุดสัปดาห์ ๑๙-๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๔

Saturday, August 6, 2011

ฟาโรห์ในกรงขัง

ข่าวฮอสนิ มูบารัค นอนบนเตียงคนไข้ในกรงขังพิเศษให้การต่อศาลปฏิเสธข้อหาในคดีสั่งฆ่าผู้เดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตยกว่า ๘๐๐ คน ถูกแพร่ไปทั่วโลก ว่าเป็นภาพน่าละอายในความเสื่อมของอดีตประธานาธิบดี ที่ตลอดเวลา ๓๐ ปีของการครองอำนาจนานที่สุดในอียิปต์เป็นที่หวาดหวั่นกริ่งเกรงของประชาชนทั่วไป

หนังสือพิมพ์ในกรุงไคโรฉบับหนึ่งพาดหัวข่าวว่า "ฟาโรห์อยู่ในกรงขังผู้ต้องหา" อย่างสาใจแก่ผู้สูญเสียญาติมิตรไปในการปฏิวัติประชาชนยุคใหม่ซึ่งระบาดไปทั่วภูมิภาค และกลายเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ที่เรียกว่า Arab Spring หรือ อาหรับเบ่งบาน

ดังบทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ว่าไว้ "การดำเนินคดี (ต่อมูบารัค) ไม่อาจจะแก้ไขปัญหาทั้งหลายทั้งปวงของอียิปต์ได้ก็จริงอยู่ แต่ก็เป็นก้าวอันสำคัญยิ่งของกระบวนการอันยืดยาวในการสร้างอิยิปต์ใหม่"*1 ให้เกิดขึ้น

แต่ในความรู้สึกส่วนลึกของคนที่มีส่วนร่วมในการลุกขึ้นต่อต้านการปกครองแบบรวมศูนย์ (Autocracy) ตั้งแต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และยังชุมนุมกันที่จตุรัสทาหเรอตลอดเดือนกรกฏาคมจนถูกกำลังทหารเข้ากวาดล้างเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ไม่คิดว่ามูบารัคพร้อมครอบครัว และบริวารรายล้อมจะได้รับกรรมจากการกระทำของตนมากไปกว่านี้

แทบไม่มีใครเลยคิดว่าการดำเนินคดีอันมีโทษถึงประหารชีวิตจะไปถึงจุดมุ่งหมายในการพิพากษาความผิดในที่สุดได้ ส่วนใหญ่เชื่อว่าคณะทหารซึ่งกุมอำนาจรักษาการจะถ่วงเวลาการดำเนินคดีไปปีแล้วปีเล่าจนกว่ามูบารัคจะถึงแก่กรรมไปเอง จากนั้นอารมณ์เคียดแค้นชิงชังในหมู่ประชาชนก็จะผ่อนคลายหายไป

นี่คือปัญหาหลักของช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยภายหลังจากประชาชนร่วมแรงร่วมใจกันสละเลือดเนื้อลุกขึ้นต่อต้าน และขับไล่ผู้เผด็จการรวมศูนย์ออกไปจากอำนาจได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่อียิปต์ หรือที่ไหนๆ ที่มีการปฏิวัติประชาชนเกิดขึ้น

แต่พลังประชาชนไม่มีทักษะทั้งทางการเมือง การปกครอง และการทหารเพียงพอ ที่จะผลักดันการปฏิวัติประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไปให้ถึงจุดมุ่งหมายปลายทางด้วยตนเองได้ จำต้องยอมให้พลังทางทหารซึ่งฉลาดเล่ห์พอที่จะย้ายมายืนข้างประชาชนเมื่อสถานการณ์คับขัน แล้วเข้ามาเป็นตัวกลางผสานอำนาจในการเปลี่ยนผ่าน

คณะทหารที่ได้รับการค้ำจุนทางสมรรถนะ และ "ขุน" อย่างดีจากสหรัฐ*2 ยึดครองศูนย์อำนาจในอียิปต์มาตั้งแต่ปีค.ศ. ๑๙๕๒ และเป็นฐานกำลังให้แก่มูบารัคตลอดมาจนกระทั่งเกิดการปฏิวัติประชาชนเมื่อ ๕ เดือนที่แล้ว ปัจจุบันก็ยังคงมีบทบาทเด่นเป็นองค์กรที่ทรงอิทธิพลที่สุดในรัฐบาลชั่วคราวด้วยการยอมรับของกลุ่มพรรคการเมืองเล็กๆ น้อยๆ ฝ่ายค้านเดิม แม้ขบวนการ "ภราดรภาพมุสลิม" ที่ว่าหัวรุนแรงก็ยังเอออวยด้วย

ภายใต้การนำของจอมพลโมฮัมเม็ด ฮัสเซน ทันทาวี อดีตรัฐมนตรีกลาโหมที่ตัดเชือกจากมูบารัคด้วยการสั่งทหารกลับเข้ากรมกองยุติเข่นฆ่าประชาชนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ คณะทหารจัดตั้งองค์กรขึ้นเป็นตัวปั่นฟันเฟืองสำคัญในรัฐบาลชั่วคราวเรียกตัวเองว่า "สภาสูงสุดทางทหาร" (The Supreme Council of the Armed Forces) หรือ SCAF

อิทธิพลของคณะทหารยังมีอยู่สูงมากถึงขนาดนักการเมืองเด่นๆ ที่ร่วมรัฐบาลชั่วคราว และสมาชิกสภาทหารสูงสุดบางคนเสนอว่า ควรกำหนดสิทธิพิเศษของฝ่ายทหารไว้ในรัฐธรรมนูญที่จะร่างกันขึ้นใหม่ในปีหน้า ให้มีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยไม่ต้องถูกตรวจสอบโดยสภาผู้แทนราษฎร

แต่บาฮา เอ็ดดิน ฮัสซัน หนึ่งในแกนนำฝ่ายพลังประชาชนบอกว่า "จุดมุ่งหมายของทหารเพียงแค่กำจัดมูบารัคกับผู้ใกล้ชิดไม่กี่คนทิ้งไปเท่านั้น ไม่ได้คิดถึงการเปลี่ยนแปลงระบบเสียใหม่แต่อย่างใด"*3 เขาจึงปฏิเสธคำเชิญของรัฐบาลชั่วคราวเข้าไปร่วมเป็นรัฐมนตรีด้านสิทธิมนุษยชนด้วยเหตุผลว่า คณะทหารไม่มีวิสัยทัศน์ และขาดความมุ่งมั่นทางการเมืองต่อการปฏิรูปประเทศ

บนกำแพง และสะพานในบริเวณจตุรัสทาหเรอช่วงเดือนที่ผ่านมาปรากฏข้อความประท้วงสภาสูงสุดทางทหาร ว่านอกจากไม่จริงใจในการพิจารณาโทษมูบารัค และบริวาร แล้วยัง "ผลัดวันประกันพรุ่ง" ล่าช้าต่อการลงมือปฏิรูประเบียบปกครองให้สอดคล้องกับระบบประชาธิปไตย ข้อความบางชิ้นเจาะจงถึงตัวนายทหารใหญ่เลยทีเดียวว่า "ขอให้จอมพลจงพินาศ"

แม้ในตูนิเซียที่การปฏิวัติประชาชนเป็นแห่งแรกจุดประกายกระแสลูกโซ่อาหรับเบ่งบานขึ้นนั้น ความอืดชืดเป็นเรือเกลือต่อการปฏิรูปประชาธิปไตย และการเยียวยาแก่ผู้สูญเสียไม่ทั่วถึง*4 ก่อเกิดปัญหาระส่ำหวั่นไหวในหมู่ประชาชน เป็นสัญญานว่าถ้าไม่ได้รับการแก้ไขให้ถูกทาง จะทำให้ระยะเวลาของการเปลี่ยนผ่านต้องยืดออกไป หรือแม้แต่กลายเป็นการปฏิวัติประชาชนซ้ำสองอีกก็ได้

ความเป็นไปในอียิปต์ และตูนิเซียที่ขบวนการประชาชนไทยเคยจับตาดูอย่างชื่นชอบถึงขนาดนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำที่ได้รับความนิยมสูงมากคนหนึ่งของนปช. เคยเอ่ยถึงจนกลายเป็นวลีฮิตอยู่พักหนึ่งว่า "อียิปต์ ตูนิเซีย ลิเบีย" มาบัดนี้ประเทศไทยอยู่ในภาวะเปลี่ยนผ่านเช่นกันหลังจากที่พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งอย่างขาดลอย

ทว่าผ่านมาแล้ว ๑ เดือนยังกำลังพยายามจัดตั้งรัฐบาลของตนอย่างน่าที่จะเหลืออดยิ่ง ท่ามกลางกระแสแพ้ส่อเสียดของพรรคคู่แข่ง ความพยายามเตะตัดขาของกลุ่มราชานิยมสีสลิ่ม และการบีบคั้นของฝ่ายทหาร

จริงอยู่ว่าอียิปต์กับไทยมีความแตกต่างกันอยู่มากในองคาพยพทางการเมืองอันจะนำไปสู่การปฏิวัติประชาชน แรงอัดอั้นที่จะนำไปสู่การขับไล่ผู้นำสูงสุดออกไปเหมือนเช่นอียิปต์นั้นไม่มี หรือไม่แกร่งพอ พลังประชาชนไทยยังต้องการเปลี่ยนผ่านอย่างนุ่มนวล แม้นว่าสถานการณ์บีบบังคับจากรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยการบิดเบือนกล่าวหาขบวนการประชาชน และการข่มขู่โดยวาจาของฝ่ายทหารนำโดยผู้บัญชาการทหารบกพล.อ.ประยุทธ จันทรโอชา ก่อนการเลือกตั้งนั้นปริ่มจะถึงจุดระเบิดเช่นกัน

ความเหมือนกันในสภาวการณ์ทางการเมืองในอียิปต์กับไทย และประเทศด้อยพัฒนาประชาธิปไตยที่กำลัง "สปริง" เบ่งบานกันขณะนี้อยู่ที่ ความต้องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยแท้จริง ไม่ใช่ความฝัน ไม่ใช่แม้แต่ความหวังจะได้มาในกาลข้างหน้าเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่เป็นความมุ่งมั่นที่จะต้องให้ไปถึงจุดนั้น ไม่เร็วกว่าก็ช้าหน่อยเท่านั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นกับอียิปต์จึงยังคงเป็นตำราสด เป็นทฤษฎีภาคสนาม ให้กับการใส่ปุ๋ย พรวนดินต้นไม้ประชาธิปไตยแท้จริงในประเทศไทยได้เสมอ โดยเฉพาะในบทบาทของทหารที่อ้างว่าเพื่อประชาชนในอียิปต์ หรือที่อ้างว่าเพื่อราชบัลลังก์ในไทย

ประชาชนอียิปต์เคียดแค้นชิงชังต่อการสาวได้สาวเอาจนทรัพย์ศฤงคารของตระกูลมูบารัคติดอันดับโลกฉันใด ประชาชนไทยคงไม่ยินดีหน้าชื่นอกตรมไปได้ตลอดชาติถ้าเป็นแบบเดียวกันในประเทศตน

หากงบประมาณการทหารเพิ่มสองเท่าภายในสามปีเป็น ๑ แสน ๕ หมื่นล้านบาท แล้วพอเครื่องบินเฮลิค็อปเตอร์ตกติดๆ กันสามลำภายในสองอาทิตย์ ผบ.ทบ. จะมาทำเป็นหัวเสียอยากได้เฮลิค็อปเตอร์ใหม่อีก ๓๖ ลำ*5 ละก็ พลังประชาชนอียิปต์เขาคงเอาไปเขียนประณามบนกำแพงในจตุรัสทาหเรอเสียแล้ว เช่นเดียวกับถ้าปีหน้าร่างรัฐธรรมนูญเสร็จมีการเลือกตั้งเป็นที่เรียบร้อย พอจะตั้งรัฐบาลท่านประธานสภาสูงสุดทางทหารทำเฉื่อยชายังไม่ลงนามเพราะไม่ชอบขี้หน้า ก็คงต้องโดนสัพพีที่ทาหเรอสแควร์เหมือนกัน

ปัญหาของอียิปต์นั้นพลังประชาชนกำจัดผู้เผด็จการรวมศูนย์ได้แล้วถึงคราวจะร่างระบบการปกครองใหม่ที่เรียกว่า "ปฏิรูป" กลับถูกหน่วงเหนี่ยว บิดผันอุดมการณ์ประชาธิปไตยโดยฝ่ายทหาร ในประเทศไทยแม้แต่ระเบียบปกครองในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เต็มไปด้วยอำนาจพิเศษขององค์กรแต่งตั้ง และอิทธิพลจำบังเหนืออธิปไตยของปวงชนเสียจนมีแต่ชื่อเท่านั้นที่ยังเรียกได้ว่าประชาธิปไตย

ก็ยังไม่วายมีการพยายามใช้อำนาจนอกเหนือรัฐธรรมนูญที่จะปฏิเสธเจตนารมย์ของผู้ออกเสียงเลือกตั้งกันอีก

ตามที่มีข่าว (โดยหนังสือพิมพ์โลกวันนี้)*6 ออกมาว่าฝ่ายทหารของไทยเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ที่ขณะเขียนบทความนี้ก็ยังตั้งไม่เสร็จเพราะเงื่อนงำตามรัฐธรรมนูญ) คงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมไว้กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ต่อไปเพื่อความสบายอกสบายใจของกองทัพ นั่นก็เป็นการก้าวก่ายชนิดเหยียบขาสะดุดแข้งอย่างสามหาวไร้มารยาท และขาดจิตสำนึกทางการเมืองอย่างไร้เทียมทาน ไม่มีประเทศประชาธิปไตยที่ไหนเขาทำกัน

ดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น ผู้เขียนเชื่อว่าพลังประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทยล้วนต้องการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ แต่มิได้หมายความว่าพวกเขาจะรอปีแล้วปีเล่าให้สุกงอม หรือ "พร้อม" ดังที่ฝ่ายปกครอง และชนชั้นสูง ผู้ดีมีความรู้ มีอาวุธ ใช้อ้างกันตลอดมา ผู้เรียกร้องต้องการประชาธิปไตยสมัยนี้ไม่เพียงแต่รู้เรื่องการเมืองการปกครองเท่าทันพวกคนดีมีชาติตระกูลเท่านั้น พวกเขาเป็นผู้ที่มีต้นทุนทางสังคมต่ำ (หรืออาจติดลบด้วยซ้ำ)

จึงไม่มีอะไรที่จะเสียมากกว่านี้อีกแล้วหากจะผลักดันในสิ่งที่เป็นความเที่ยงธรรม และเสมอภาคให้ได้ในวันนี้วันพรุ่ง

ในขณะที่ฝุ่นคลุ้งเริ่มเบาบางลงบ้าง ลองมองย้อนกลับไปดูความระส่ำทางการเมืองเรื่องกีฬาสีที่ผ่านมาห้าปี จะเห็นว่ามันเริ่มจากผู้ที่มีต้นทุนต่ำถูกกระทำก่อนทั้งสิ้น เพียงเพราะพวกต้นทุนสูงเกรงว่าจะถูกตีตลาดโดยของถูกและดี เลยสกัดกั้น กีดกัน และกัดตี แม้เมื่อฝ่ายที่ถูกกระทำ และต้นทุนต่ำอดกลั้นทานทนจนเอาตัวรอดพอจะลืมตาอ้าปากได้บ้าง แล้วยังไม่วายถูกกลั่นแกล้งต่อไปไม่ลดละ

ความรู้สึกที่ญาติพี่น้อง และเพื่อนพ้องของผู้เสียชีวิตกว่าร้อยคนจากการสลายชุมนุมตั้งแต่สงกรานต์ ๒๕๕๒ ผ่านตุลาปีเดียวกันมาถึง ๑๐ เมษา และ ๑๙ พฤษภา ๕๓ เกิดความอัดอั้นคั่งแค้นหลังจากกระเสือกกระสนทั้งลากทั้งดันกันมาจนใกล้จะเห็นแสงที่ปลายอุโมงก์ฝ่าฟันขวากหนามทั้งข้อหาก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง และหมิ่นสถาบันฯ

แล้วยังจะถูกบิณฑบาทให้สงบเสงี่ยมเพื่อวาทกรรมปรองดอง ปล่อยฆาตกรลอยนวลต่อไป ละเลยไม่มีการดำเนินคดีต่อผู้ที่สั่งการให้ใช้อาวุธกับประชาชนละก็ มันเหมือนกับโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น ไม่เห็นทางผ่อนคลาย

ด้วยประสพการณ์ และทักษะที่ได้มาจากการมีน้ำอดน้ำทนต่อการกระทำของฝ่ายได้เปรียบ หรือที่เรียกกันว่า "อำมาตย์" น่าจะทำให้พวกต้นทุนต่ำที่ยังโดนกระหน่ำซ้ำเติม ไม่รั้งรอที่จะแก้ไขด้วยการเอาชนะให้ขาดลอยไปเสียที ด้วยวิธีตัดเชื้อร้ายทิ้งให้รู้แล้วรู้รอดไป

*1http://www.nytimes.com/2011/08/06/opinion/mr-mubarak-on-trial.html?_r=1&nl=todaysheadlines&emc=tha211
*2 นี่เป็นประเด็นที่น่าศึกษาต่อเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุที่กองทัพสหรัฐนั้นได้รับคำชมว่าเป็นสถาบันที่มีลักษณะก้าวหน้าทางอุดมการณ์สังคมมาก ดังที่บทความชิ้นหนึ่งถึงกับจัดให้เป็นสังคมนิยม หรือฝ่ายซ้าย แต่ไฉนฝ่ายทหารในประเทศกำลังพัฒนาที่สหรัฐสนับสนุน รวมทั้งไทยจึงมักเป็นพวกปฏิกิริยาล้าหลัง http://www.nytimes.com/2011/06/16/opinion/16kristof.html?nl=todaysheadlines&emc=tha212
*3 http://www.ft.com/cms/s/0/cd61bf36-b44e-11e0-9eb8-00144feabdc0.html#ixzz1TF4XgyNd
*4 http://www.nytimes.com/2011/08/06/world/africa/06tunisia.html?_r=1&nl=todaysheadlines&emc=tha22
*5 ดูบทวิเคราะห์กรณีเครื่องแบล็คฮ้อค และฮิวอี้ตก โดยนายเทรฟอร์ มอส ที่ http://the-diplomat.com/flashpoints-blog/2011/07/29/thailands-military-crisis/
*6 ดูไทยอีนิวส์ ๑ สิงหาคม http://thaienews.blogspot.com/2011/08/blog-post_6728.html

Saturday, July 9, 2011

ปูได้น้ำ


เคยมีการเปรียบเปรยเอาไว้ว่าพรรคเพื่อไทยเป็นดั่งปลา และประชาชนคนเสื้อแดงเป็นน้ำ เช่นนี้คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยก็น่าจะเป็นปูได้น้ำ

เพราะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคมที่ผ่านมา คนเสื้อแดงให้การต้อนรับคุณยิ่งลักษณ์อย่างล้นหลาม แม้นว่าประชาชนในภาคส่วนอื่นๆ จะคล้อยตามไปด้วยอยู่บ้างจนกลายเป็นกระแส หรือฟีเวอร์นายกฯ หญิงก็ตาม

แต่หาใช่คุณยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทยจะวางใจกับอาณัติมอบหมาย (Mandate หรือที่นักวิชาการใช้คำไทยว่า “สิทธิธรรม”) นั้นได้อย่างโล่งอก ในเมื่อชัยชนะจากการเลือกตั้งมีผลกระทบข้างเคียงทำให้ทั้งคน และพรรคตกที่นั่งอยู่ในระหว่างของแข็งสองข้าง แบบที่ฝรั่งเรียกว่า “caught in between a rock and a hard place”

ข้างหนึ่งเป็นฝักฝ่ายการเมืองตรงข้าม ที่จองล้าง และกัดไม่ปล่อยคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพี่ชายคุณยิ่งลักษณ์ ซึ่งยอมรับกันโดยถ้วนทั่วทั้งจากมิตร และศัตรูว่าคือพลังหลักขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์คราวนี้ พร้อมทั้งการเป็นตัวตนทางการเมืองของคุณปู ชนิดที่สำนักข่าวต่างประเทศใช้คำว่า “Cloning”

จะเห็นได้จากความพยายามของนายแก้วสรร อติโพธิ์ และนายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ที่จะใช้ช่องโหว่ของกฏหมาย และการตีความแบบศรีธนญชัยมาปรักปรำเอาผิดคุณยิ่งลักษณ์ไม่ให้สามารถรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ แม้แต่กรณีบ้าจี้ที่กรรมการเลือกตั้งนครราชสีมาเล่นแง่กับคุณยิ่งลักษณ์ว่าไปผัดหมี่โคราชเลี้ยงประชาชนตอนหาเสียง*(1)

มุ่งจะตีความให้ผิดกฏหมายเลือกตั้ง แต่ว่าหลักฐานแวดล้อมต่างๆ กลับแสดงว่าเจ้าหน้าที่ กกต. นั่นต่างหากที่ไม่ได้ด้วยมนต์ก็พยายามใช้คาถาแทน

ส่วนอีกข้างหนึ่งเป็นผืนน้ำที่ทำให้คุณปูได้เป็นบันทึกประวัติศาสตร์อันสำคัญทางการเมืองไทย ในเมื่อชัยชนะที่พรรคเพื่อไทยได้มาเป็นผลพวงจากการที่คนเสื้อแดงหนุนเนื่องมาตลอด ๕ ปี ไม่ว่าจะในส่วนของ นปช. ที่คุณทักษิณเกื้อกูล หรือในส่วนของขบวนการประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตยแท้จริงทั้งรุ่นก่อนหน้า และยุคหลังๆ อาทิ คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ แดงสยาม แกนนอน บก. ลายจุด และนักรบไซเบอร์

ด้วยเหตุว่าหลังจากมีข่าวการจัดตั้งรัฐบาลอย่างคร่าวๆ โดยนำเอาพรรคการเมืองที่เคยร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรัฐบาลเทพประทาน เข้ามาผสมอีกสี่พรรคเป็น ๒๙๙ เสียง ก็เริ่มมีการทวงถามจากคนเสื้อแดง ว่าทำท่าจะลืมเพื่อนพ้องน้องพี่ที่ยังอยู่ในคุกกันแล้วหรือเปล่า

อันนี้เห็นจะเป็นเพราะคุณปูเธอตอบคำถามผู้สื่อข่าวเรื่องแผนปรองดองว่าจะรอผลการดำเนินงานของคณะกรรมการชุด ดร. คณิต ณ นคร (คอป.) จึงได้มีบันทึกของนายวิสา คันทัพ เกิดขึ้น ตามด้วยข้อคิดของ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล หนุนคุณวิสาว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์สามารถทำบันทึกถึงกระทรวงยุติธรรมให้มีการประกันตัวผู้ต้องหาตาม พรก. ฉุกเฉิน หรือแม้แต่ข้อหาอาญามาตรา ๑๑๒ เลย ไม่ต้องรอ คอป. ก็ได้*(2)

แถมด้วยจดหมายเปิดผนึกของนางเอลิซาเบ็ตตา โพเลนจิ*(3) พี่สาวของนายฟาบิโอ โพเลนจิ ผู้สื่อข่าวชาวอิตาลีซึ่งเสียชีวิตด้วยกระสุนของทหารไทยในการสลายชุมนุมที่ราชประสงค์เมื่อ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ โดยที่ครอบครัวโพเลนจิได้ทวงถามรัฐบาลอภิสิทธิ์หลายครั้งถึงรายงานการชันสูตรศพไม่เคยได้รับความคืบหน้า มาครั้งนี้เธอได้เขียนแสดงความยินดีต่อชัยชนะของคุณปูพร้อมทั้งวิงวอนในสิ่งที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เมินเฉย

มิหนำซ้ำนายเสนาะ เทียนทอง แห่งพรรคประชาราช อดีตผู้จัดการรัฐบาลหลายสมัย ช่วยเอาเท้ากวนน้ำให้ขุ่นมากขึ้นไปใหญ่ด้วยคำพูดหยามน้ำใจคนเสื้อแดง ว่าพรรคเพื่อไทยไม่ควรตั้งแกนนำ นปช. เข้าไปเป็นรัฐมนตรี โชคดีที่คุณปูเธอออกมาให้สัมภาษณ์ตัดไฟได้ทันท่วงทีว่าไม่มีความคิดกีดกันแกนนำ นปช. ตามการสาระแนแต่อย่างใด

ไม่เช่นนั้นเรื่องอาจไปกันใหญ่ เมื่อสื่อสิ่งพิมพ์ระดับยักษ์อย่างไทยรัฐเล่นข่าวเสื้อแดงแตกโพละซ้ำเติม กรณีนายชินวัฒน์ หาบุญพาด เกิดของขึ้น เข้าไปเรียกร้องกลางที่ประชุมนปช. ให้ปลดนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ จากประธาน ร้อนถึงนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ต้องไปแก้ต่างให้ที่บนหน้าหนังสือพิมพ์มติชนว่า เป็นการขัดแย้งไม่ใหญ่โต และได้ไกล่เกลี่ยจนเข้าใจกันดีแล้ว

ทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวแสดงถึงสภาวการณ์ “ชนะแล้วก็ยังไม่นิ่ง” ของพรรคเพื่อไทย และว่าที่นายกฯ หญิงคนแรก อันตรงกับความรู้สึกในรายงานข่าวของสื่อต่างประเทศ ดังเช่น น.ส.พ. ดิอินดิเพ็นเด๊นท์ ซึ่งเสนอรายละเอียดการสัมภาษณ์น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า เธอได้รับความกดดันอย่างมากจากชัยชนะอันหนักอึ้งนี้*(4)

แล้วยังประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญที่ดิอินดิเพ็นเด๊นท์อ้างว่าเป็นข้อเรียกร้องหลักใหญ่ของเสื้อแดง ทว่าปรากฏเป็นรูปธรรมในรายละเอียดของแถลงการณ์กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งบอกว่าเป็นกลุ่มส่งเสริมประชาธิปไตยจากการรวมตัวของนักศึกษาธรรมศาสตร์ ได้ออกจดหมายเปิดผนึกแสดงจุดยืนต่อการบริหารประเทศโดยรัฐบาลใหม่ไว้ ๕ ประการ*(5)

จุดยืนหลักของกลุ่ม มธ. เสรีฯ ต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นการเรียกร้องให้ดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่สะท้อนความต้องการประชาธิปไตยแท้จริงของประชาชน “โดยเน้นในเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาค และความยุติธรรมเหนือกว่าอุดมการณ์ราชาชาตินิยม”

ข้อเรียกร้องอื่นๆ ล้วนเกี่ยวโยงกับการค้นหาความจริงในเหตุการณ์สลายชุนุมตั้งแต่วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ เป็นต้นมาถึงการกระชับพื้นที่ครั้งใหญ่ในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ที่มีประชาชนล้มตายกว่า ๙๐ คน รวมไปถึงเสนอให้ลงนามสัตยาบันสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ หรือธรรมนูญกรุงโรม เพื่อให้อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามาร่วมค้นหาความจริงกับคณะกรรมการไทยด้วย

อันที่จริงคำให้สัมภาษณ์ที่ดิอินดิเพ็นเด๊นท์รายงานแสดงให้เห็นพอประมาณว่าคุณปูเธอไม่ได้รังเกียจที่จะพูดถึงประเด็นร้อนบางอย่าง เช่นเรื่องเกี่ยวกับกฏหมายอาญามาตรา ๑๑๒ หรือ Les Majeste เธอบอกว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อ่อนไหวมาก จำเป็นต้องมีผู้ที่ชำนาญเป็นพิเศษมาพิจารณา...เราไม่อยากให้ใครๆ เอากฏหมายนี้มาใช้บ่อยเกินไป เราไม่ต้องการให้คนไทยเอามาใช้อย่างผิดๆ”

ข้อสำคัญเมื่อการซักถามล้ำเข้าไปถึงบทบาทของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะมือที่ชักใยอยู่เบื้องหลังพรรคเพื่อไทย คุณปูเธอบอกว่า “พี่ชายดิฉันเป็นผู้ช่ำชองอย่างยิ่งในเรื่องการเมือง” แต่ “ดิฉันก็มีความสามารถพอที่จะเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตนเอง ดังนั้นดิฉันคิดว่าจะแสดงภววิสัยของผู้นำได้เองค่ะ”

การแสดงความมั่นใจของคุณปูเช่นนี้ บังเอิญมีนักวิชาการที่ซื่อตรงต่อหลักประชาธิปไตย ไม่เข้าไม่ออกสีสรรการเมืองใด อย่าง ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหนึ่งในแกนกลางของกลุ่มนักวิชาการ “สันติประชาธรรม” พูดไว้ตั้งแต่เลือกตั้งเสร็จใหม่ๆ ว่า

“เธอก็อาจเป็นตัวของตัวเธอเองได้ไม่น้อย เธอให้ภาพ หรือปรากฏตัวในแง่ความเป็นผู้หญิงเก่ง ซึ่งไม่ได้ทำตัวว่ากูเก่งเหมือนผู้ชาย”*(6)

ดร.ชาญวิทย์ยังได้พูดถึงประเด็นความอยู่รอดของรัฐบาลใหม่ ในอันที่จะให้ปลอดจากการรังควาญโดยอำนาจเก่าด้วยว่า รัฐบาลปูได้น้ำ “ก็อาจจะต้อง เกี้ยเซียะสองประเด็นหลัก ๆ คือหนึ่ง ไม่แก้กฎหมายหมิ่นฯ ไม่ปฏิรูปเรื่องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ และสอง ไม่เข้าไปยุ่งกิจการสถาบันทหาร ซึ่งผมคิดว่าอันนี้อาจจะเป็นจุดบอด จุดลบของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”

และแล้วปัญหาการรังควาญก็ปรากฏออกมาจนได้ เมื่อมีอาการกระเพื่อมสั่นไหวด้วยแรงดิ้นของฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นพวกสะเหร่อเห่อเหิมตามสโมสรสังคมบนอินเตอร์เน็ตที่บอกว่าคะแนนเสียงที่พรรคเพื่อไทยได้มาจากพวกไร้การศึกษา หรือว่าคะแนน Popular Votes ของเพื่อไทยมากกว่า ปชป. เพียงไม่กี่ล้าน แต่เพื่อไทยไม่สามารถมีตัวแทนได้ทั่วทั้งประเทศเหมือน ปชป.*(7)

ส่วนประเด็นความอยู่รอดนั้นขึ้นอยู่กับคุณยิ่งลักษณ์ ควบคู่ไปกับคุณทักษิณ และพรรคเพื่อไทยจะรับมือกับการรังควาญได้แค่ไหน อย่างไร แต่ก็เชื่อว่าคำของดร.ชาญวิทย์พอที่จะใช้เป็นแสงเลเซอร์ส่องหาเป้าได้บ้างว่า

“เรื่องที่ว่านายกรัฐมนตรีหญิง ชื่อยิ่งลักษณ์ นามสกุลชินวัตร จะก้าวพ้นทักษิณได้ยังไง ก็เขาเป็นพี่น้องกัน มันไม่พ้นหรอก เพียงแต่ว่าเธอจะทำอย่างไรกับข้อกล่าวหาอันนี้ แล้วคนทั่ว ๆ ไปจะแคร์กับข้อกล่าวหาอันนี้มากน้อยแค่ไหน จะขึ้นอยู่กับผลงานมากกว่า”

“ผลงาน” ที่ดร.ชาญวิทย์เอ่ยถึงน่าจะเป็นการปฏิบัติตามแผนงานที่พรรคเพื่อไทยประกาศไว้มากมาย ล้วนน่าตื่นเต้นเร้าใจ สำหรับชนชั้นกลาง และให้ความหวังที่บรรเจิดจ้าสำหรับชนชั้นรากหญ้า ไม่ว่าจะเป็นโครงการสาธารณูปโภค เม็กกะโปรเจ็ค (เช่น ระบบรถไฟทั่วประเทศ) หรือนโยบายประชานิยมเก่านำมาปรับปรุงใช้ใหม่

ล้วนเป็นจุดเด่นที่ทำให้เชื่อว่าฝีมืออย่างคุณทักษิณ และทีมงานเศรษฐกิจจะทำได้จริง ไม่ใช่ “ดีแต่พูด”

แต่ปัญหาที่น่าจะเป็นเรื่องเล็ก กลับเป็นเรื่องใหญ่ในจิตสำนึกทางการเมืองแบบไทยๆ อยู่ที่ยังมีคนอีกฝักฝ่ายหนึ่งถึงจะเป็นเสียงข้างน้อย*(8) แต่เป็นเสียงที่ดังมาก ยังต้องการให้ “ก้าวพ้นทักษิณ” ให้จงได้ หรือไม่เช่นนั้นคุณทักษิณนั่นแหละจะต้องกลับมาด้วยการก้าวข้ามผืนน้ำฐานเสียงของตนเอง

ข้อนี้คุณทักษิณ คุณยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทยอาจจะมีทางออกไว้แล้ว แต่ยังไม่อยาก “ปากสว่าง” ก็เลยทำให้คนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยเกิดประหวั่นกันอย่างช่วยไม่ได้ว่าจะเป็นทางออกแบบเกี๊ยเซียะ หรือเป็นทางออกที่พวกเขาถูกก้าวข้ามเสียเอง

อย่างน้อยสิ่งที่คุณปูพูดกับสื่อต่างประเทศว่าเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ (และเรื่องอื่นๆ ที่เป็นความต้องการของเสื้อแดง) จะต้องถอยไปอยู่ข้างหลังนโยบายเร่งด่วนในการรื้อฟื้นสภาพเศรษฐกิจ ก็ทำให้เกิดความรู้สึกได้เหมือนกันว่าเป็นการฟังเสียงส่วนน้อยก่อนได้ยินเสียงส่วนใหญ่

สำหรับผู้ที่มองปัญหานี้อย่างโปร่งใสในจุดยืนที่อยู่นอกวงการ และปราศจากผลได้ผลเสียโดยตรง จึงเกิดข้อคิดว่า ในเมื่อเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ใครต่อใครต้องก้าวข้ามคุณทักษิณ ทำไมคุณทักษิณเองไม่ทำตัวให้พ้นทางซึ่งผู้สนับสนุน และพลพรรคจะต้องมุ่งไปข้างหน้าแทนเสียเล่า พวกเขาจะได้ไม่ต้องพะวงเรื่องก้าวข้ามอะไร

ตามที่มีการเขียน และพูดกันว่า คุณทักษิณออกมาให้สัมภาษณ์บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถาบัน หรือการปรองดอง จะไม่เป็นการแสดงตัวว่าคือ “มือที่มองเห็น” ตัวจริงเสียงจริงเบื้องหลังคุณยิ่งลักษณ์มากไปสักหน่อยไหม แล้วทำให้ปูฟีเวอร์กลายเป็นกระแสฝ่อไปโดยไว

การที่คุณทักษิณจะก้าวข้ามกลุ่มอำมาตย์ และบริวารของอำนาจเก่าได้หรือไม่ หาได้เป็นแรงกดดันจากคนเสื้อแดงรากหญ้าแต่อย่างใด แต่ถ้าคุณทักษิณ และพรรคเพื่อไทยทั้งทำ ทั้งปากสว่างในสิ่งที่กลุ่มอำนาจเก่าซึ่งเคยฟาดฟันคุณทักษิณมาอย่างบักโกรกบักอานบังเกิดความพอใจละก็ เท่ากับเป็นการถีบส่งผืนน้ำที่พร้อมจะโอบรับแม่ปูของพรรคเพื่อไทยออกไปพ้นตัวอย่างน่าเสียดาย

แทนที่จะใช้ทางลัดของการเกี๊ยเซียะ คุณทักษิณประกาศบทบาทเพียงแค่ให้คำปรึกษาแก่น้องปู และถอยตัวเองออกไปอยู่ด้านข้างขนานเส้นทาง ช่วยผลักดันนโยบายเศรษฐกิจเอาชนะใจชนชั้นกลางให้ได้ภายในสองปี ขณะที่ดำเนินการปรับแก้ระเบียบกฏหมาย และระบบยุติธรรมให้สนองต่อประชาชนในระนาบเดียวกันถ้วนทั่ว ยุติการบังคับใช้อย่างแปลกแยกต่างระดับชั้น

เชื่อได้อีกเช่นกันว่า สภาพสังคมไทยจะมีจิตสำนึกประชาธิปไตยพอที่จะยอมรับความยุติธรรมในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกันหมด ปลอดจากการแบ่งชั้นของ “คนดี” และ “คนโง่”

เมื่อนั้นราชอาณาจักรไทยจักต้องเห็นพ้องกับข้อต่อสู้ของคุณทักษิณที่ว่าถูกกลั่นแกล้ง กีดกันจากทหาร ตุลากร ด้วยการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม และเป็นฝ่ายกวักมือเรียกคุณทักษิณกลับประเทศเอง

คุณทักษิณสู้อย่างสากัณฑ์แบบคนในที่อยู่ภายนอกมา ๕ ปีแล้วได้ สู้ในสถานภาพเดิมต่อไปอีกสองปีข้างหน้า ที่ดูหนทางราบเรียบกว่า ไม่น่าจะหนักหนาอะไร

*(1) http://www.prachatai3.info/journal/2011/07/35912

*(2) ดูบันทึกของวิสา คันทัพ ที่เตือนว่าอย่าเป็น “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล” http://thaienews.blogspot.com/2011/07/blog-post_8204.html

*(3) http://www.fabiopolenghi.org/Elisabetta Polenghi

*(4) http://www.independent.co.uk/news/yingluck-shinawatra

* (5) http://www.prachatai3.info/journal/2011/07/35935

*(6) http://www.prachachat.net/ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

*(7) นายแทน เทือกสุบรรณ เขียนบนเฟชบุ๊คของเขาถึงเหตุผล ๑๐ ประการที่ชาว ปชป. ไม่ควรเสียใจอาทิ ส.ส.ของ ปชป. ๑๖๐ ล้วนมีคุณภาพ สามารถชนะในภาคใต้อย่างถล่มทลาย และในระบบบัญชีรายชื่อก็แพ้ไม่มาก http://www.prachatai3.info/journal/2011/07/35860

*(8) บทความโดย “นักปรัชญาชายขอบ” ที่ตีพิมพ์ในประชาไทออนไลน์เรื่อง ประชาธิปไตยของเสียงส่วนน้อย อ้างถึงการสรุปของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนไทย (ที่นางอมรา พงศาพิชญ์ ผู้เป็นประธาน ผลักดันออกมาทั้งๆ ที่มีการท้วงติงจากอนุกรรมการ) ว่าการสลายชุมนุม ๑๙ พฤษภา ๕๓ รัฐบาลกระทำโดยสมควรแก่เหตุ และไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นสาเหตุหนึ่งซึ่งจะทำให้การเปลี่ยนผ่านสังคมไปสู่ประชาธิปไตยถูกกำหนดโดยเสียงส่วนน้อย และ “ประชาชนตายฟรีเหมือนกับที่ตายฟรีมาหลายครั้งแล้ว”

http://www.prachatai3.info/journal/2011/07/35941