Sunday, January 18, 2015

รู้แระ เหตุไร unwise :ว่าด้วยอาการเสล่อของ 'กลุ่มคนไทยรักเจ้าเกินกว่าวิสัยของเจ้าเอง'



(บทความนี้ปรับปรุงและแต่งเติมจาก บทคุยเรื่อง รู้แระเหตุไร ‘unwise’ (แหะ แหะ ในหน้าเฟชบุ๊ค) ตีพิมพ์ครั้งแรกที่ Thai E-News เมื่อ ๑ มกราคม ๒๕๕๘)



เมื่ออาทิตย์ที่แล้วได้รับข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐแถลงตอบ ต่อการที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของคณะรัฐประหารไทย บอกกับอุปทูตอเมริกันว่า “การเลือกตั้งจะมีได้อย่างเร็วที่สุดก็เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๙” โน่นแน่ะ

“เรา...เชื่อว่าการยืดเยื้อเลือกตั้งออกไปถึงปี ๕๙ นั่นไม่ฉลาดและเป็นสิ่งที่รับไม่ได้” โฆษก กต. สหรัฐกล่าวด้วยว่า ประชาชนไทยควรที่จะได้เลือกตั้งรัฐบาลของตนตามวิถีทางประชาธิปไตย “โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้”

ข่าวรอยเตอร์ยังอ้างนักการทูตอาวุโสผู้ไม่ประสงค์ออกนามคนหนี่งว่า มองไม่เห็นความเป็นไปได้ที่นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะอยู่ในอำนาจแค่สองสามปี “หวั่นว่าผู้บัญชาการทหารบกที่ก่อการรัฐประหารจะหาเหตุมาเลื่อนการเลือกตั้งออกไป” อีกจนได้

ก่อนหน้านี้ราวหนึ่งเดือน ประดาแก่นแข็งคนสำคัญในคณะรัฐประหารนับตั้งแต่ตัวหัวหน้า คสช. กับพี่ใหญ่สายพยัคฆ์ภาคตะวันออกที่คุมกลาโหม ไปจนถึงราชสีห์วงศ์เทวัญหลานป๋าที่ได้นั่งกระทรวงธรรมการ รวมทั้งแม่ทัพภาค ๑ ผู้ควบคุมขุมกำลังปราบความเห็นต่าง (ล่าสุดเมื่อต้นเดือนธันวาคมนี้เอง) ล้วนออกมาตอกย้ำความมั่นคงกันว่า กฏอัยการศึกน่ะเหรอเลิกยากส์

ข้ออ้างอย่างเดียวตรงกันก็คือ ยังช่วยชาติไม่เสร็จ 

แล้วก็พากันสาละวน เติมความสุขให้ประชาชนอีกเมื่อตอนจะขึ้นปีใหม่ ด้วยการส่งทหารไปเที่ยวปรับภูมิทัศน์เพื่อความร่มรื่น ทำความสะอาดศาสนสถานและแหล่งชุมชน เปิดศูนย์เพื่อการเรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสองร้อยกว่าแห่งให้ชาวบ้านไปใช้บริการในค่ายทหาร การนี้สภากลาโหมเลยลงมติปรับขึ้นเบี้ยเลี้ยงนักเรียนทหารอีก ๒๘ เปอร์เซ็นต์ กับเบี้ยเลี้ยงทหารพรานเป็นวันละ ๒๐๐ บาท

อันนี้นอกเหนือจากงบประมาณการทหารต่อปี (๒๕๕๘) เกือบสองแสนล้านบาท ที่ ดร.กานดา นาคน้อย นักเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยคอนเน็คติกัตเคยเปรยว่า ทั้งที่งบประมาณมากมาย “ฉันสงสัยว่าทำไมนายพลไทยจึงมีเวลาว่างจนไปแจ้งความจับพลเมืองด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง? หรือว่าไทยมีนายพลมากเกินไปเลยทำให้นายพลว่างงาน? ลองค้นคว้าดูแล้วพบสถิติที่น่าอัศจรรย์มาก

ไทยมีนายพลมากกว่าสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันกองทัพไทยมีนายพลประมาณ 1,400 คน [1] ส่วนสหรัฐฯซึ่งเป็นมหาอำนาจทางการทหารมีฐานทัพหลายแห่งทั่วโลกกลับมีนายพลทุกเหล่าทัพรวมกันไม่ถึง 1,000 คน [2]

( [1] http://www.freedomhouse.org/report/countries-crossroads/2011/thailand#.VEIKUPldWQw
[2] http://truth-out.org/index.php?option=com_k2&view=item&id=5920%3Athe-pentagons-biggest-overrun-way-too-many-generals)”

กรณีนายพลแจ้งจับพลเมืองที่ ดร.การดาอ้างถึงนั่น หนีไม่พ้นเรื่องไล่ล่าประชาชนด้วย ม. ๑๑๒ ซึ่งดูจะเป็นความสามารถพิเศษ และงานหลักของทหารไทย แทนที่งานวิจัยและค้นคว้าพัฒนา ซึ่งก็ตรงตามที่นักวิจารณ์ของนิตยสารฟอร์บนายหนึ่งว่าไว้ 
 
“เครื่องมือกดขี่ที่ได้ผลมากที่สุดของคณะทหารไทยก็คือ กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกษัตริย์ ที่ใช้ลงโทษแม้กระทั่งการถกเถียงกันโดยบริสุทธิ์ในเรื่องของสถาบันกษัตริย์”

นายดั๊ก แบนดาว ผู้เขียนยังอ้างรายงานของ แบร๊ด แอดัมส์ แห่งองค์การฮิวแมนไร้ท์ว้อทช์ ด้วยว่า “การเคารพต่อเสรีภาพพื้นฐานและหลักประชาธิปไตยในประเทศไทยตกต่ำเหมือนดิ่งลงเหวที่ปราศจากก้นบึ้ง”

จึงปรากฏว่าช่วงคริสต์มาสที่ผ่านมานี่เอง ท่านผู้นำพูดข่มขู่สื่อสิ่งพิมพ์ฉบับหนึ่งอย่างก้าวร้าว “แต่มีหนังสือพิมพ์บางฉบับ เขียนวิจารณ์ไปหมดไม่ว่ารัฐบาลไปไหน” ท่านว่า

"ผมอดทนมานาน เป็นไร บ้าหรือไง ไม่ว่าใครเป็น ด่าทั้งหมด แล้วมันจะดีตรงไหนวะ ผมไม่อยากอ่าน อ่านแล้วมันโมโห ทำให้เสียกริยา เสียมาดผู้นำหมด คราวนี้ผมจะปิดจริงๆ ไม่งั้นจะมีกฎอัยการศึกไว้ทำไม มาตรา 44 ใช้ในทางสร้างสรรค์...”


อันว่ามาตรา ๔๔ นี้เป็นอย่างไรถึงได้เกรงกลัวกันนัก คงต้องเรียนรู้จากท่านรองนายกฯ ที่เขียนมากับมือ

นายวิษณุ เครืองาม ไขข้อข้องใจไว้ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมว่า “แบบแผนของการมีมาตรา 44 นี้มีมาในอดีตทุกครั้งที่มีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว โดยมองว่าการที่องค์กรยึดอำนาจยังคงต้องอยู่ต่อ แล้วไม่มีอำนาจพิเศษไว้ในมือ ในบางสถานการณ์ก็ไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ ลงท้ายก็ต้องเกิดการยึดอำนาจซ้อนขึ้นมาอีก”

และนี่เป็นเนื้อสันในของมาตราที่เลียนแบบ (แต่คนเขียนว่าไม่เหมือน) มาตรา ๗ ของประกาศคณะปฏิวัติยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ว่า “ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอำนาจสั่งการ ระงับยับยั้ง หรือกระทําการใดๆ ได้ ไม่ว่าการกระทํานั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคําสั่งหรือการกระทํา รวมทั้งการปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าว เป็นคําสั่งหรือการกระทําหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้ และเป็นที่สุด”

แล้วที่ท่านผู้นำบอกว่าจะใช้อย่างสร้างสรรค์ ก็คงไปตามร่องในคำให้สัมภาษณ์ของท่านรองฯ นั่นแหละว่า “อนาคตต้องติดตามว่า คสช.จะใช้ประกาศิตนี้ในทางสร้างสรรค์หรือทำลาย ส่งเสริมหรือกำราบ เป็นเหมือนดาบที่มีสองคม”

กับ “วิธีใช้อำนาจในมาตรา 44 คงไม่ใช่อำนาจประจำวัน หรือนึกจะใช้ก็ใช้ได้ หากไม่เขียนไว้ก็ไม่ได้ เพราะบางเรื่องกฎหมายที่มีอยู่ไม่เพียงพอ แต่มีแล้วจะใช้หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง” ชัดเจนนะ

แน่นอน ใช้ประกาศิตทางสร้างสรรค์ทำให้หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นรับสนองพินอบพิเทาทันควัน แม้จะด้วยสำนวนเหน็บแนมนิดๆ

เพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้หายเหนื่อยในการที่อุตส่าห์เสียสละเวลาเข้ามาแก้ไขปัญหาประเทศชาติ ไม่ว่านโยบาย พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นการคืนความสุขให้กับประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่”

“และหวังว่าพลเอกประยุทธ์จะได้นำกฏอัยการศึกที่มีสิทธิ์เบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปจัดการในเรื่องทางสังคม...โดยอยากให้นำไปจัดการกับคนพวกนั้นโดยเด็ดขาด แทนที่จะเสียเวลานำมาใช้กับสื่อเล็กๆ อย่างเรา”

ซึ่งในเรื่องทางสังคมที่อ้างก็เป็นเพียงผลข้างเคียงจากอาการอกหักอักเสบที่เกิดขึ้น ทั้ง “โครงการรับจำนำข้าว, ราคายางพาราตกต่ำ, การถอดถอนนักการเมือง...และการละเมิดหมิ่นสถาบัน” เป็น agendas ของฝักฝ่ายการเมืองรังเกียจประชาธิปไตยที่เรียกร้องไว้แล้วไม่ได้อย่างใจ จากการก่อกวนอย่างหักหาญและรุนแรง จัดตั้งเวทีประท้วง ปิดถนน ปิดพื้นที่ ทำร้ายผู้สัญจรบาดเจ็บถึงขั้นสาหัส ทอดสะพานให้คณะทหารเข้าทำการยึดอำนาจในที่สุดนั้น

แท้จริงเป็นประเด็นหนังหน้าไฟสำหรับฝักฝ่ายดังกล่าว ใช้อ้างสร้างภาพสำหรับเกาะขบวนอำนาจนอกระเบียบ แต่ก็ผิดหวังเมื่อคณะทหารยึดอำนาจได้แล้วแค่เต้นไปตามเพลง คืนความสุข ลงมือกันจริงตรงที่การเงินงบประมาณ เร่งผ่านออกมาแล้วเกือบสี่แสนล้านบาท อีกทั้ง โปรดเกล้าฯ เงินประจำตำแหน่ง เงินเพิ่มหัวหน้า คสช. ประธาน สนช. เดือนละกว่าแสน

ซ้ำร้ายพวกลิ่วล้อเสือสิงห์ที่ติดขบวนเกิดทำเลินเล่อตกหล่นให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นกรณีจ่ายค่าไมโครโฟนทำเนียบรัฐบาลสูงลิบลิ่ว กับการจัดสร้างหนังสั้นส่งเสริมค่านิยม ๑๒ ประการของบิ๊กตู่ ที่ มล.ปนัดดา ดิสกุล ไม่รู้ไม่ชี้ หรือการที่กรรมการ กสทช. พากันตัดสูทราคาเรือนแสน

อันเป็นที่มาของการแก้เกี้ยวโหนกระแสการบังคับคนให้จงรักภักดีบนผืนนภากาศของการสื่อสารไร้พรมแดน

ในจริตวิธีของรัฐมนตรีสำนักนายกฯ ที่สื่อสารบนหน้าเฟชบุ๊คอย่างจัดจ้านทีเดียวว่า "เกิดมาเป็นคน อย่าทำตนหนักแผ่นดิน" นั่นไม่เป็นผลดีกับตัวผู้โพสต์เองและจุดหมายในการรณรงค์เชิดชูสถาบันฯเท่าไรนัก จึงมาถึงบทบาทของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติบ้าง

โดยนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการเปิดเผยว่า “กสทช. จะเชิญเฟชบุ๊คประเทศไทยร่วมหารือเพื่อหาแนวทางป้องกัน รวมทั้งดำเนินการกับผู้โพสต์ข้อความหรือเนื้อหาที่เป็นการหมิ่นสถาบันฯ” ในวันที่ ๒๙ ธันวาคม แต่แล้วการปรากฏว่า
 
เฟซบุ๊ก ไม่ได้มา และไม่ได้ส่งตัวแทนร่วม บอกเพียงว่าไม่ว่าง” ไปร่วมหารือในวันดังกล่าวแต่อย่างใด

เรื่องนี้เลยกลายเป็น ‘talk of the (Thai cyber) town’ อาทิ เครือข่ายพลเมืองเน็ต @thainetizen บอกว่า “ในภาวะที่สถานะองค์กร​ระส่ำ กสทช. จึงแสดงออกให้สังคม​​เห็น​ว่า​ตัวเอง​ยัง​ สำคัญ ด้วย​การ​ โหนเจ้า บอกว่า​ตน​ปิดเว็บได้เร็วกว่า ก.ไอซีที​นะ” 
  
ร้อนถึงกรรมการคนดัง Supinya Klangnarong @supinya ต้องออกมาแก้ต่างเป็นขบวนยาว เธอว่า ตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ อำนาจในการปิดเว็บเป็นของกระทรวงไอซีที โดยต้องผ่านศาล เว้นแต่ใช้อำนาจ คสช. ผ่านกฏอัยการศึก ซึ่งไม่จำเป็นต้องผ่าน กสทช.”

“ถ้าเป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่า *สนง.กสทช.* จะมีส่วนร่วมในการสั่งปิดเว็บ แต่ในทาง กม.หรือทางปฏิบัติก็คงไม่ต่างจากที่กระทรวงไอซีทีทำมา”

“โดยเฉพาะการจะปิด social media หรือ fb คงเป็นปัญหาโลกแตกพอสมควร ทางออกเดียวจริงๆ คือรัฐไทยอาจต้องสร้าง social network ของตนเอง งดใช้ fb ไป”

“แม้แต่ประเทศที่เขาใช้ model การปิดกั้นทั้งระบบ แต่คนเขาก็รู้กันเองทางเทคนิคว่า ถ้าจะเข้าใช้ social network ของ ตปท. จะต้องทำอย่างไร”

สรุปว่าคราวนี้ กสทช. ก็ หน้าแตกโดยมีดร. Pavin Chachavalpongpun มาช่วย ไม่ เย็บอีกคน

“ขอ Facebook ช่วยบล็อคเพจหมิ่นเจ้า ขอ Google ช่วยหารายละเอียดคนหมิ่นเจ้า ขอ YouTube ปิดวีดีโอหมิ่นเจ้า ขอ Twitter เซ็นเซอร์ข้อความหมิ่นเจ้า ขอ Instagram ไม่ลงรูปหมิ่นเจ้า ขอ Line ให้ให้ข้อมูลคนหมิ่นเจ้า....ไม่สำเร็จซักรายครับ”

โดยเฉพาะรายกูเกิ้ลและยูทู้บ มีข้อเท็จจริงออกมายิ่งกว่าหน้าแตก ตามข้อมูลแท้จริงไม่เขรอะจาก Google Transparency Report เผยออกมาว่าช่วงเดือนกรกฎาคมถึงธันวาคมเมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลไทยขอให้กูเกิ้ลลบเนื้อหาที่อ้างว่ารับไม่ได้ถึง ๑๑ ครั้ง (ซึ่งแต่ละครั้งอาจมีมากมายหลายรายการด้วยกัน) จึงเป็นผลให้รายการยูทู้บที่ทางการไทยขอให้ลบในช่วงนี้มีถึง ๒๙๘ รายการ

ข้อสำคัญในเรื่องนี้อยู่ที่ กูเกิ้ลปฏิเสธไม่ยอมทำตามที่รัฐบาลไทยร้องขอแม้แต่ครั้งเดียว

ถึงแม้ว่าสองสามปีก่อนหน้านั้น (ค.ศ. ๒๐๑๑) กูเกิ้ลยอมปิดกั้นไม่ให้คนเข้าถึงวิดีโอยูทู้บ ๑๐๐ รายการ แต่ไม่ได้ลบออกหมดตามที่รัฐบาลไทยร้องขอ ทั้งนี้ให้เหตุผลว่ายอมผ่อนปรนเพื่อแสดงสัมมาคารวะต่อกฏหมายท้องถิ่น

นอกเหนือจากนี้ยังมีการขอทราบรายละเอียดส่วนตัวผู้ใช้บัญชีกูเกิ้ล ๑๙ ราย ที่กูเกิ้ลไม่ยอมทำตามอำเภอใจรัฐบาลไทยอีกเช่นกัน รวมทั้งการร้องขอจากสมาชิกสภาของไทยรายหนึ่งให้ลบเนื้อความที่เกิดจากผลการเสาะหาข้อมูลด้วยกูเกิ้ล อ้างว่าเป็นเนื้อความที่ทำให้ตนเสียหาย แต่กูเกิ้ลไม่อาจให้เกียรติสำหรับการนี้ เพราะหากทำไปก็เท่ากับเป็นการลบทั้งหมดทั่วโลก ทำไม่ได้

ด้วยลักษณะการกระทำที่ไม่ต้องครรลองสากลเหล่านี้ ดร.ปวินถึงได้ย้อนถามเอากับทางการไทยว่า “...มันบอกอะไรกับเรา?

...มันบอกว่า ไม่มีประเทศไหนเค้าแคร์เรื่องนี้ มันยังบอกด้วยว่า ต่างประเทศเค้ากลับเห็นว่ามันเป็นการล่าแม่มด (witch hunt) และละเมิดสิทธิมนุษยชน”

ดร.ปวินย้อนแย้งให้อีกว่า “...มีทางเดียวครับ รัฐบาลไทยต้องบล๊อคมันให้หมดไอ้พวกโซเชี่ยลมีเดียทั้งหลาย ไม่ต้องอยู่ร่วมกับนานาประเทศ ไม่ต้องตามกระแสโลกาภิวัฒน์ หากต้องการปกป้องสถาบันจริงๆ คนไทยต้องยอมเสียสละ (sacrifice) การอยู่ร่วมกับชาวโลกในโซเชี่ยลมีเดีย...ทำได้ไหม?

คำตอบโดดเดียวคือ “ทำไม่ได้” ดังที่คุณสุภิญญานั่นเองว่าไว้ “เป็นปัญหาโลกแตก” และรัฐไทยคงจะต้องสร้างเครือข่ายสื่อสังคมของตนเองขึ้นมาใช้แทน แบบเดียวกับจีน ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถเบียดบังหรือไสส่ง Social Network สากลออกไปได้

ตัวอย่างเพิ่งมีให้เห็น กรณีภาพยนตร์เรื่อง The Interview อันเป็นเรื่องราวล้อเลียนผู้นำเกาหลีเหนือที่ถูก hacked ล้วงข้อมูล และข่มขู่ว่าจะเกิดเหตุร้ายกับโรงฉายถ้ามีการปฐมทัศน์ในวันคริสต์มาส จนในตอนต้นบริษัทโซนี่ผู้ผลิตต้องสั่งระงับการฉายรอบแรก แล้วมาเปลี่ยนใจในสองวันก่อนถึงกำหนด หลังจากถูกต่อว่าหนักหน่วงรวมทั้งจากประธานาธิบดีโอบาม่า กระนั้นก็เปิดฉายเฉพาะตามโรงย่อย และปล่อยสตรีมวิดีโอออนไลน์เป็นหลัก

ทั้งที่การเริ่มออกฉายทางอินเตอร์เน็ตพร้อมกับในโรงเป็นครั้งแรกไม่เคยมีการทำอย่างนี้มาก่อน หนังเรื่องนี้ก็ประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง และเหนือชั้นของความน่าทึ่งนั้นก็คือ มีการเข้าชมออนไลน์จากภายในประเทศจีนในวันแรกมากมายถึง ๓ แสนราย แถมข่าวบอกด้วยว่าผู้ชมจีนส่วนใหญ่ถูกใจในหนังเรื่องนี้

ตัวอย่างชัดแจ้งของการ unwise ในหมู่คนไทยที่เชิดชูกษัตริย์พยายามนำความเชื่อลุ่มหลงของพวกตนไปเที่ยวย้อนแย้งอารยธรรมสากล ก็คือการระดมกันไปลงข้อความแสดงความเป็นปฏิปักษ์และชิงชังต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่สหประชาชาติด้านผู้ลี้ภัย (UNHCR) เนื่องจากหน่วยงานด้านมนุษยธรรมนานาชาติแห่งนี้ให้การรับรองการขอลี้ภัยอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์ของนายเอกภพ เหลือรา หรือที่รู้จักกันในนาม ตั้ง อาชีวะ ผู้ที่ถูกคณะรัฐประหารตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพระมหากษัตริย์ไว้

กลุ่มคนไทยผู้ใช้เฟชบุ๊คที่เรียกตัวว่า V For Thailand ระดมกันทำความกดดันต่อต้าน UNHCR อย่างเป็นกระบวนการขนานใหญ่ ดังเช่น “ร่วมกันลงชื่อและแชร์แคมเปญรณรงค์กันให้มากที่สุดค่ะ เพราะ UNHCR ทำตัวเป็นปรปักษ์กับคนไทยรักในหลวงทั้งประเทศ” บางรายประกาศงดการบริจาคให้แก่หน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยต่างด้าวในประเทศไทยมานมนานแห่งนี้

ท้ายที่สุดสำนักงานผู้ลี้ภัยได้ทำการปิดหน้าเฟชบุ๊คไป และออกแถลงการณ์ พร้อมยกเนื้อความตาม อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยปี พ.ศ. ๒๔๙๔ มายืนยันว่า "เป็นหน่วยงานด้านมนุษยธรรมที่เป็นกลางและไม่เกี่ยวข้องทางการเมือง" 

กลับยิ่งทำให้เกิดอาการแสลงจากกลุ่มสลิ่มเสล่อมากขึ้น บ้างบริภาษณ์ว่าร้าย ถึงขั้นเรียกร้องให้ผลักดันองค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติหน่วยนี้ออกไปจากประเทศไทย

มิใยที่คณะทหารผู้ยึดอำนาจปกครองมาครอบ จะพยายามร้องขอให้ประเทศนิวซีแลนด์ยกเลิกสถานะผู้ลี้ภัยของนายเอกภพ นอกเหนือจากรัฐบาลนิวซีแลนด์จะไม่แสดงท่าทีสนองตอบแล้ว หนังสือพิมพ์เดอะนิวซีแลนด์เฮรัลด์ยังเขียน บทบรรณาธิการในเรื่องนี้  

ชี้ว่าถึงแม้นายเอกภพจะนำภาพตนเองกับพาสปอร์ตสัญชาตินิวซีแลนด์ลงแพร่ตามสื่อสังคม อันเป็นการแสดงออกอย่างเด็กๆ ก็มิได้หมายความว่าจะใช้การกระทำอย่างนั้นเป็นเครื่องตัดสินสิทธิในการอยู่อาศัยของเขา ซึ่งต้องอยู่บนรากฐานแห่งสถานะผู้ลี้ภัยของเขาที่ในแก่นแท้ของมันก็น่าเชื่อถือได้เสียด้วย

บทบรรณาธิการเดียวกันกล่าวอีกตอนหนึ่งว่า 

“การวิจารณ์ราชวงศ์นั้นแน่นอนว่าเป็นส่วนหนึ่งและมีขนาดพอดูทีเดียวของเสรีภาพในการแสดงออกในประเทศนี้ การห้ามทำก็ดูเหมือนทางปฏิบัติในยุคโบราณของโลกสมัยกลาง แท้จริงแล้วการเสนอว่าเชื้อพระวงศ์ควรได้รับภูมิคุ้มกันจากการวิพากษ์วิจารณ์เท่ากับเป็นการย่ำยีต่อหลักการที่เป็นพื้นฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตยอันพร้อมมูล”

จากนั้นก็ไม่เหนือความคาดหมาย ยังมีประดากลุ่มคนไทยรักเจ้าเกินกว่าวิสัยของเจ้าเองที่ถูกเรียกเหมารวม (stereotype) ว่า สลิ่มได้พากันแสดงอาการ เสล่อออกมา ด้วยการรณรงค์ชวนให้คนเลิกเล่นเฟชบุ๊ค อ้างว่าเฟชบุ๊คไม่จงรักภักดีกษัตริย์ไทยเท่าที่พวกเขาต้องการ 

แต่มีข้อน่าสังเกตุว่าพวกเขาต่อต้านเฟชบุ๊คแล้วใยใช้เฟชบุ๊คเป็นฐานการรณรงค์ เพราะหากว่าถ้าประสบความสำเร็จทุกคนที่เห็นชอบพากันออกไปจากเฟชบุ๊คเสียหมด ก็จะไม่เหลือใครให้ขยายผลการรณรงค์ได้อีก

(เช่นนี้เลยทำให้ถึงบางอ้อในเรื่องที่มาของคำ สลิ่ม ว่าเป็นสำเนียงเพี้ยนมาจากความหมาย เสล่อ นั่นเอง และเลยเถิดไปถึงประเด็นการใช้คำ ‘unwise’ ในถ้อยแถลงของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ที่เป็นปฏิกิริยาต่อการที่รัฐบาลของคณะรัฐประหารไทยแจ้งว่าจะถ่วงเวลาการจัดเลือกตั้งในทางประชาธิปไตยออกไปอีกอย่างน้อยหนึ่งปี กับจะยังใช้กฏอัยการศึกโดยไม่มีกำหนดสิ้นสุด คำ unwise ในที่นี้จึงเทียบใช้ได้กับความโง่เขลาในคำไทยที่ให้น้ำหนักของคุณภาพทางปัญญาตรงกับ เสล่อ ได้อย่างพอดิบพอดี)

จำเพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่ตั้งชื่อตนว่า องค์กรเก็บขยะแผ่นดินทำการรณรงค์ด้วยการ “ตั้งประเด็นคำถามให้สมาชิกเพจแสดงความคิดเห็น โดยคำถามระบุว่า “…ทำธุรกิจด้านสังคมออนไลน์ แต่กลับไม่สนใจงานเพื่อสังคม ประชาชนรู้สึกกันอย่างไรล่ะครับ?…”

คำตอบที่ตามมาประมาณว่า...

“ผิดต่อกฏหมายความมั่นคง บล็อกสักปีก็ดีนะ คนไทยจะไม่ต้องก้มหน้าเดิน”

“ปิดเฟสทำเหมือนจีน กับเกาหลีเหนือ”

“ผมว่าลองขู่แบน เฟสบุ๊ค ดู น่าจะมีการขยับตัวมั้งหละ คนไทยใช้กันหลายล้านคน”

“ต้องทำเหมือนจีนที่เขียนโปรแกรมใช้เองแล้วปิดไม่ให้ใช้ FB

(Expletives) ปิดเฟสเลยก็ได้ ไม่ใส่ใจ ด่า (...) หมิ่นเจ้า เคยแจ้งไป มันบอกเหตุผลเราไม่เพียงพอ ปิดเฟสไปเลยก็ดี เมื่อก่อนไม่มีเฟสอยู่ได้ ไม่ตายนิ”

อันองค์กรเก็บขยะแผ่นดินนี้มีผลงานการไล่ล่าคนไทยที่แสดงออกถึงจิตสำนึกประชาธิปไตย โดยใช้ข้ออ้างว่าเป็นการปกป้องสถาบันกษัตริย์ และขจัดผู้เห็นต่างอย่างหนักหนาสาหัสมาแล้ว กลุ่มคนรักเจ้าแห่งนี้จัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนเมษายน ปี ๒๕๕๗ นี่เอง โดย พล ต. นพ. เหรียญทอง แน่นหนา อ้างว่า “มีอดีตข้าราชการทหารกว่า 30 นายเข้าร่วมด้วย" และมีเป้าหมายสำคัญว่า
 
เบื้องต้นคือต้องจับพวกตัวเล็กๆ ต้องเล่นให้หนัก”

ก็พอดีพวกที่โดน เล่น หนักบนหน้าเฟชบุ๊คหลายคน (ไม่ทราบว่าตัวเล็กๆ กันแค่ไหน) ได้ร่วมมือกันเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงนายม้าร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟชบุ๊ค ชี้แจงให้ทราบว่ามีกลุ่มคนไทยจำนวนหนึ่งที่อาศัยความใจกว้างและไม่เล่นพวก (impartial) ของบริการเฟชบุ๊ค เอาเปรียบผู้ใช้อื่นๆ

กระทำการระดม ถล่มร้องเรียนเพื่อให้ระบบปิดหน้าชั่วคราวโดยอัตโนมัติของเฟชบุ๊ค ก่อผลร้ายในการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของผู้ที่รักประชาธิปไตย และการเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลของผู้ใช้เฟชบุ๊คที่ยึดมั่นในหลักการ “ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งความเห็นและการแสดงออก” ของปฏิญญาสากลสหประชาชาติ

จดหมายเปิดผนึกนี้ได้นำลงเป็นหน้าเฟชบุ๊คให้สาธารณะชนเข้าไปรับรู้ และ/หรือร่วมลงชื่อ แสดงความชอบใจ เสนอข้อคิดเห็นกันได้ ประดุจบัญชีหางว่าว ผู้ที่สนใจเข้าไปดูได้โดยผ่านการลงบัญชีหน้าเฟชบุ๊คส่วนตัว ตามลิ้งค์นี้ 'To Mark Zuckerberg from Thai Facebook users who cherish Democracy' และนี่จะเป็นกิจกรรมระทึกในช่วงเปลี่ยนผ่านจากปีเบ๊ไปสู่ปีแบ๊ะ

ท้ายนี้ขอนำข้อความตอนหนึ่งจากหน้าเฟชบุ๊ค 'ขอส่งเสียงถึงคุณมาร์ค ซัคเกอร์เบอร์ก จากผู้ใช้เฟซบุ๊คที่เชิดชูประชาธิปไตยชาวไทย' มาให้ชิมลางเป็นสังเขป
  
 Somsak Pakdidech ถึงคุณม้าร์คที่รักยิ่งยวด

พวกเราในรายชื่อหางว่าวต่อท้ายนี้ใคร่เรียนขอความกรุณาคุณช่วยหน่อย

เนื่องแต่พวกเราเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากหน้าเฟชบุ๊ค อันเป็นผลิตภัณฑ์จากการคิดค้นอันล้ำเลิศของท่าน ทำให้ได้ส่งข่าวคราว สื่อสาร แบ่งปันภาพ เสียง และเรื่องราวลายลักษณ์ กันเป็นประจำและติดยึด ประดุจส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เป็นความสุขที่ได้รับทราบ เรียนรู้ และแจกจ่ายกันในหมู่คนที่เข้าใจและรับได้ จนไม่คิด ไม่อยากที่จะต้องยอมสละ หรือผละหรือละไป

แต่ในความเป็นมาเกิดปัญหาบางประการ สมาชิกหลายท่านถูกปิดบัญชีเสียสิทธิ์ไปโดยไม่ต้องการเช่นนั้น หากแต่มีสมาชิกอื่นบางคนใช้วิธีการ (‘หามหมู่’) รุมถล่ม เอาเปรียบจากข้อระเบียบการรับคำร้องแจ้งเท็จโดยอัตโนมัติต่อผู้ใช้บัญชีที่ตนเองไม่พอใจ และที่ร้ายมากในกรณีประเทศไทย มีกลุ่มการเมืองคลั่งเจ้าดำเนินงานกันอย่างเป็นขบวนการ โหมกระหน่ำแจ้งเอาผิดต่อผู้เห็นต่างหรือคิดอย่างตรงข้าม เช่นนี้ทำให้พวกเราจำนวนไม่น้อยเสียประโยชน์ไปโดยมิควร

จดหมายฉบับนี้เป็นการวิงวอนให้ท่านทำการปรับกฏระเบียบและกระบวนดำเนินงานเพื่อสนองคำร้องเรียนสักเล็กน้อย มิให้พวกเราถูกกลั่นแกล้งให้ร้าย มุ่งหมายทำลายจากขบวนการคลั่งเจ้าดังกล่าว ที่บ่อยครั้งมีลักษณะหยาบคาย ก้าวร้าว ไปถึงขั้นรุนแรง ดังรายละเอียดที่ระบุไว้ในจดหมาย (English version) ฉบับนี้แล้ว”

สุขีปีใหม่ ใครต่อใคร ทุกคนนะครับ

Friday, January 16, 2015

โศกนาฏกรรมชาร์ลี เอ็บโด สะท้อนอะไรในสังคมไทย



การออกมาชุมนุมของผู้คนจำนวนกว่าล้านกลางกรุงปารีสเมื่อวันอาทิตย์ที่สองของปีใหม่ ได้รับการชื่นชมอย่างกว้างขวางว่าเป็นการแสดงพลังอย่างเป็นประวัติการณ์ สนับสนุนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทั้งที่โดยนัยยะข้างเคียงถือเป็นการรับรองจุดยืนของนิตยสารการ์ตูนชื่อดังในฝรั่งเศส (ซึ่งเพิ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกขณะนี้) ในอันที่จะเขียนถึงศาสดาแห่งศาสนาอิสลามในทางเหน็บแนม และ/หรือล้อเลียนได้

กองบรรณาธิการ ชาร์ลี เอ็บโด เพิ่งถูกผู้ก่อการร้ายสามคนบุกเข้าไประดมยิงปืนกลใส่ ตายไป ๑๒ ราย รวมทั้งตัวบรรณาธิการและนักเขียนการ์ตูนคนสำคัญๆ อีกสองสามคน คนร้ายหนึ่งในสามถูกจับในเย็นวันดียวกัน ได้อย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับอีกสองคนที่เสียชีวิตจากการบุกเข้าจับกุมของตำรวจยังสถานที่หลบซ่อนในวันรุ่งขึ้น

แน่นอนความสำเร็จในการปราบปรามอย่างฉับพลัน และความรู้สึกเห็นอกเห็นใจต่อการสูญเสียชีวิตของสื่อมวลชนในสังกัดชาร์ลี เอ็บโด ทำให้ผู้คนจำนวนมากแสดงภราดรภาพร่วมกับนิตยสารฉบับนี้ด้วยการยกวลี ‘Je suis Charlie’ (ฉันเป็นชาร์ลี) มาใช้กันอย่างเอิกเกริก

โดยเฉพาะในกรณีกลุ่มชาตินิยมราชาธิปไตยในประเทศไทยที่ออกโรงสนับสนุน ชาร์ลี กันอย่างย้อนแย้งกับพฤติกรรมของพวกเขา ในการไล่ล่า กวาดล้างผู้เห็นต่าง โดยใช้กฏหมาย วายร้าย อาญา มาตรา ๑๑๒ กับคนที่วิจารณ์หรือไม่แสดงความจงรักภักดีอย่างล้นพ้นต่อสถาบันกษัตริย์

การนี้ก็มีบทความในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์สองรายโยงใยถึงการปฏิพัทธ์ ระหว่างโศกนาฏกรรมชาร์ลี เอ็บโดกับลัทธิเชิดชูกษัตริย์เป็นล้นพ้น เอาไว้อย่างน่าสนใจ

หนึ่งนั่นคือ Atiya Achakulwisut ผู้ซึ่งมีข้อเขียน อ็อป-เอ็ดปรากฏบนวารสารออนไลน์ 'Political Prisoners of Thailand' อยู่เนืองๆ ได้เปรียบเทียบการปกป้องสิ่งที่กลุ่มคนยึดมั่นว่าศักดิ์สิทธิ์ (อย่างศาสดาโมฮัมหมัดของอิสลาม) กับสถาบันกษัตริย์ในความเชื่อของคณะทหารผู้ปกครองและ ขบวนการขวาจัดสุดโต่ง (เช่น องค์กรเก็บขยะแผ่นดิน –ผู้เขียน)

บทความชื่อ  'Balancing Lese Majeste with free speech' ของเธอ เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคมชี้ว่า สำหรับพวกที่ถือว่าสถาบันกษัตริย์มีความศักดิ์สิทธิ์ จะไม่สนใจว่ามีการบังคับใช้กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (หรือมาตรา  ๑๑๒ ในประมวลกฏหมายอาญา) อย่างรุนแรงเพียงไร หรือไม่แคร์ว่ากฏหมายนี้มีข้อเสียหนักอยู่ที่ เปิดให้ใครก็ได้ฟ้องใครก็ได้

(แถมเมื่อฟ้องแล้ว ในธรรมเนียมปฏิบัติทั้งตำรวจ อัยการ และศาล ต้องดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด อีกทั้งไม่ยอมให้ผู้ต้องหาได้รับการประกันให้ปล่อยตัวชั่วคราวเสมอ –ผู้เขียน)

ข้อเขียนของอทิยาบ่งว่า ปัญหาขัดข้องแก้ไม่ตกระหว่างกฏหมายปกป้องการหมิ่นกษัตริย์กับเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งเป็นที่ยอมรับในสังคมไทยอย่างกว้างขวางแล้วนี้ จะก่อให้เกิดความรุนแรงแบบโศกนาฏกรรมชาร์ลี เอ็บโด ตัวอย่างของการเข่นฆ่าล่าสังหารเพราะการถือมั่นจะต้องปกป้องสถาบันศักดิ์สิทธิ์เกิดขึ้นแล้วในเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙

อีกข้อเขียนเป็นของ อัญชลี คงกรุต ผู้ซึ่งเป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติแวดล้อมอีกโสตหนึ่งด้วย เธอเสนอในบทความชื่อ 'Je suis Nattanan' เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคมนี้เอง ริเริ่มกระบวนการ ฉันเป็นณัฐนันท์นักเรียนหญิงชั้นมัธยมปลายวัย ๑๗ ปี ที่ตั้งคำถามต่อประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติว่า

“จะแก้ปัญหาคอรัปชั่นได้อย่างไร ในเมื่อการเข้ามาสู่อำนาจของพวกท่าน เป็นการขโมยหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงจากประชาชนไป ซึ่งก็คือการคอรัปชั่นทางอำนาจ ที่ไม่ได้เลวร้ายน้อยไปกว่าคอรัปชั่นทางการเงินเลย”

เพราะคำถามเช่นนั้น น.ส. ณัฐนันท์ วรินทรเวช ถูกระงับไม่ให้ออกรายการเจาะประเด็นร้อน ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ๕ ซึ่งเธอได้รับเชิญให้ไปร่วมซักถามความเห็นต่อนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. ด้วยข้ออ้างว่า "เชิญมาผิดคน"

อัญชลีให้เหตุผลว่า กระบวนการ ฉันเป็นณัฐนันท์ของเธอคือการรณรงค์เพื่อเสรีภาพในการแสดงออกสำหรับประเทศไทย เพราะ “เราอาจเป็นเหมือนเด็กผู้หญิงคนนี้มากกว่าที่เราจะตระหนัก” และ “เราก็เหมือนกับคนที่ถูกขับออกไปจากงานใดงานหนึ่งเพราะเราส่งเสียงหือ ไม่ยอมสยบง่ายๆ”

“ดังนั้น เราจึงเป็นณัฐนันท์ เพราะเราไม่สามารถจะตั้งคำถามได้ ไม่ว่าเราจะพอใจหรือไม่” เธอลงท้าย

ลองกลับไปที่ประเด็นเกี่ยวข้องชาร์ลี เอ็บโดโดยตรงดูบ้าง ผู้ก่อการร้ายมุสลิมที่ลงมือบุกถล่มยิงอ้างว่านิตยสารลงภาพการ์ตูนล้อเลียนศาสดาโมฮัมหมัดจึงได้กระทำการร้ายแรงล้างแค้น อันนี้ชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธจำนวนมากมายย่อมเห็นคล้อย อย่างน้อยในประเด็นไม่พอใจการล้อเลียน แต่อาจไม่ถึงล้างแค้น

นักเขียนอีกคนหนึ่งที่เอ่ยถึงเหตุก่อการร้ายสังหารกองบรรณาธิการชาร์ลี เอ็บโดไว้น่ารับฟัง เขาอ้างว่าตนเองเป็นชาวฝรั่งเศส เป็นนักรบฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง (a radical left militant) ข้อเขียน ‘On Charlie Hebdo :A letter to my British friends’ ของเขาปรากฏบน http://blogs.mediapart.fr/blog/olivier-tonneau/110115/charlie-hebdo-letter-my-british-friends ในวันอาทิตย์เดียวกันที่มีคนกว่าล้านไปชุมนุมกลางกรุงปารีส

“เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานาเริ่มไหลหลากทั่วเว็บต้านทานชาร์ลี เอ็บโด ซึ่งถูกบรรยายว่าเป็น ผู้รังเกียจอิสลาม (Islamophobia) เหยียดเชื้อชาติ และหยามเพศ”  Olivier Tonneau อารัมภบทในจดหมายของเขา

ความรู้สึกทำนองเดียวนี้ปรากฏในที่อื่นๆ อาทิ อาดัม แช้ทซ์ เขียนไว้ใน London Book of Review:  ว่า

“ถ้าฝรั่งเศสยังคงปฏิบัติต่อผู้คนเชื้อสายอาฟริกาเหนือเหมือนดั่งว่าเป็นภัยคุกคามต่ออารยะธรรม ของเรา แล้วละก็ จะมีคนเหล่านี้ประกาศตัวเป็นภัยคุกคามแบบเดียวกับสองพี่น้องโคอาชีกันมากขึ้น นี่จะเป็นของขวัญให้แก่มารีน เลอเพ็นและพวกจิฮาดที่ปฏิบัติการบนจุดยืนเดียวกัน ที่ว่ากำลังมีสงครามจำบังระหว่างยุโรปกับอิสลามดำเนินอยู่”



โอลิวิแอร์ ทอนนูว์ อธิบายจำกัดความลักษณะของ ชาร์ลี เอ็บโด ไว้คล้ายคลึงกัน เขาว่า เป้าหมายเบื้องต้นของชาร์ลี เอ็บโด อยู่ที่พรรค Front National อันเป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวาสุดโต่งของฝรั่งเศส นำโดยนางมารีน เลอ เพ็น

นอกเหนือจากนั้นชาร์ลีไม่ได้เพียงงัดข้อกับอิสลาม หากแต่ต่อต้านกระบวนการศาสนาที่ผูกมัดความเชื่อและศรัทธาเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ชาร์ลีล้อเลียนทั้งสันตปาปา ยิวออร์โธด็อก และมุสลิม ด้วยน้ำเสียงและน้ำหนักไม่เบาเท่าๆ กัน อารมณ์ขันในการเสียดสีของชาร์ลีอยู่ในขอบข่ายที่เป็น ฝรั่งเศส แม้จะไม่รื่นหูคนชาติอื่น แต่ก็แสดงออกสำหรับสายตาของชาวฝรั่งเศสโดยตรง

โอลิวิแอร์ สรุปว่าสิ่งที่ชาร์ลี เอ็บโดพยายามทำเป็นการปกป้องแนวคิดแบบสาธารณรัฐนิยม (La république) ที่ว่า “มันไม่ใช่ศาสนาที่จะมากำหนดความมุ่งมั่นของคน หากแต่เป็นระบบยุติธรรมนั่นต่างหาก”

“การยึดมั่นประเพณีเหนียวแน่น (aggressive fundamentalism) ที่เรียกร้องให้ทุกคนแสดงจุดยืนของตนในทางจริยธรรม การเมือง และถิ่นฐาน ในมาตรการทางศาสนา...มีอันตรายและน่าเย้ยหยัน ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใด..”

โอลิวิแอร์เชื่อว่ากลุ่มการเมืองขวาจัดจะต้องฉวยโอกาสนำเหตุก่อการร้ายต่อชาร์ลีไปขยายผลเพื่อโฆษณาขบวนการของตน ซึ่งก็ตรงกับการวิเคราะห์ของสตีเว็น เออร์แลงเจอร์ แห่งหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์คไทมส์ ที่ว่า 'In cold political term, Far right and French President both gain'.

ทั้งนี้เนื่องจากผู้ก่อการร้ายซึ่งเป็นพลเมืองฝรั่งเศสแต่เชื้อชาติอาหรับ เช่นสองพี่น้องซึ่งบุกเข้าไปกราดยิงในกองบรรณาธิการชาร์ลี เอ็บโด ด้วยมาดการจู่โจมเหมือนในสนามรบที่ได้รับการฝึกอาวุธมาอย่างดีนี้ กำลังเป็นปัญหาทางการเมืองให้พรรคแนวหน้าแห่งชาติของนางเลอเพ็นใช้เป็นเป้าหมายหลักในการรณรงค์หาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี ค.ศ. ๒๐๑๗ จากประธานาธิบดีฟรังซัวส์ อัลลองด์ แห่งพรรคสังคมนิยม ที่กำลังคะแนนนิยมตกต่ำมาก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ และปัญหาคนต่างด้าวที่เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศ

สำหรับประธานาธิบดีอัลลองด์เองแม้จะได้หน้าได้ตาขึ้นมาพอดูจากการจัดให้มีการชุมนุมใหญ่สนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออกเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๑ มกราคม โดยที่ผู้นำประเทศในยุโรปไปร่วมกันมากหน้า รวมทั้งนางแองเจล่า เมอร์เกิล ของเยอรมนี เดวิด แคเมอรอน ของอังกฤษ เบ็นจามิน นาธันยาฮู ของอิสรเอล และมาริอาโน ราจอย ของสเปน

แต่การที่ไม่ยอมเชิญนางเลอเพ็นของพรรคฝ่ายขวา ซ้ำร้ายประธานาธิบดีบารัค โอบาม่าของสหรัฐ ก็พลาดที่จะเดินทางไปร่วมอย่างน่าละอาย ล้วนจะเป็นน้ำหนักถ่วงคะแนนนิยมทางการเมืองของประธานาธิบดีอัลลองด์ให้ไม่อาจกระเตื้องขึ้นได้มากนักจากโศกนาฏกรรมชาร์ลี เอ็บโด

แต่ในสายตาของโอลิวิแอร์นั้น โศกนาฏกรรมชาร์ลี เอ็บโด เกิดจากการคุกคามของลัทธิยึดมั่นประเพณีเหนียวแน่น (ฟันดาเม็นทัลลิซึม) กับลัทธิเผด็จการฟาสซิสต์ ที่มากระหน่ำคู่กันเป็นแฝดในขณะที่สภาพเศรษฐกิจอยู่ในภาวะฝืดเคือง ความเสมอภาคก็ถูกจำกัด เสรีภาพในเวลานี้เป็นเพียงหน้าไหว้หลังหลอก ในเมื่อภาคส่วนของประชากรฝรั่งเศสยังถูกเอารัดเอาเปรียบ 

"ภราดรภาพสลายหายไปเมื่อศาสนาเข้าครอบงำการเมืองด้วยการยกให้เป็นหลักการพื้นฐานของสังคม"

บนจุดยืนของโอลิวิแอร์สภาพสังคมฝรั่งเศสขณะนี้แปลกแยกแบ่งฝ่ายอย่างหนักหน่วง ทางออกแคบๆ ของเขาก็คือการต่อสู้เพื่อให้หลักการสาธารณะรัฐยืนหยัดเป็นเด่นมั่นคง นั่นคือชู Liberté, Egalité, Fraternité หรือ หลักการสามนิ้วแห่งเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ

ซึ่งในประการสาม ที่ว่าภราดรภาพนั้นนิยามตรงคำได้ว่า “รักใคร่ปรองดองฉันพี่ฉันน้อง” และนี่เป็นสิ่งที่สังคมไทยเรียกร้องต้องการมาช้านานใช่หรือไม่ มิหนำซ้ำยังใช้เป็นข้ออ้างของคณะทหารในการยึดอำนาจการปกครองไปจากรัฐบาลที่ได้อาณัติคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของประชากรจากการเลือกตั้งด้วยเช่นกัน

ครั้นเมื่อทหารหักดิบยึดอำนาจเพื่อการปรองดอง และจัดการลากตั้งคณะนายพลเข้าไปเป็นผู้ผู้บริหารประเทศ อุปโลกฝูงชนเป็นโขยงเข้าไปออกแบบกฏหมาย วาดฝัน พวกเราเหล่ามาชุมนุมผู้ปรับเปลี่ยนแบบแผนของการอยู่ร่วมกันในนามการปฏิรูป เสร็จแล้วทุกสิ่งทุกอย่างถูกกำหนดโดยผู้ปกครองในทางดิ่งทางเดียว

ดังเช่นให้มีกฏหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่จัดให้แต่งตั้งคณะบุคคลขึ้นมากำกับ ควบคุม และมีอำนาจเด็ดขาดไร้การตรวจสอบ สามารถลบล้างเนื้อหาที่ประชาชนนำขึ้นเผยแพร่บนไซเบอร์ได้อย่างเด็ดขาด นี่ไม่ต่างอะไรกับลักษณะ บิ๊กบราเธอร์ในนิยายของออร์สัน เวลล์

เลวร้ายกว่านั้นยังเป็นการคุกคามทำลายแบบแผนสังคมในหลักการสามนิ้วอีก ด้วยการโหมกระหน่ำจากลัทธิฟันดาเม็นทอลควบกันกับฟาสซิสต์ ทำให้สังคมแตกแยกไม่มีการปฏิสัมพัทธ์ของประชากร และภราดรภาพย่อมไม่มีความหมายดังนิยามที่โอลิวิแอร์ให้ไว้

ผู้ชุมนุมกว่าล้านในกรุงปารีสที่ออกมาตามเห่อกับสมัยนิยม ‘Je suis Charlie’ จึงอาจจัดได้ว่าหลงประเด็น เว้นแต่จะเน้นอ้างแต่เพียงสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออกอย่างพอเหมาะ ไม่ขยายออกไปถึงการแข็งกร้าวและท้าทายเกินไป

ดังมีผู้ชี้ให้เห็นว่าหน้าปกนิตยสารฉบับใหม่ของชาร์ลี เอ็บโดที่ขายดีหมดเกลี้ยงต้องตีพิมพ์เพิ่ม นั่นเป็นภาพการ์ตูนศาสดาโมฮัมหมัดถือป้าย ฉันเป็นชาร์ลีภายใต้ข้อความพาดหัวว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างให้อภัยหมด” นั้นลายเส้นใบหน้าแฝงลักษณะองคชาติเอาไว้อย่างแก้ตัวไม่ขึ้นเช่นกัน

อันท่าที่ของนิตยสารชาร์ลีนั้นภายนอกประเทศฝรั่งเศสซึ่งมีรสนิยมในการรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์และการล้อเล่นล้อเลียนต่างออกไป หลายแห่งไม่ได้มีอารมณ์ขันลึกล้ำเท่า บางที่ก็มีน้ำอดน้ำทนไม่พอด้วยซ้ำไป (คงต้องขอใช้คำภาษาอังกฤษที่ว่า less inclined และ intolerant มาประกอบ)

เดวิด บรู๊คส์ นักเขียนบทวิจารณ์สายอนุรักษ์นิยมประจำหนังสือพิมพ์ เดอะนิวยอร์คไทมส์ เขียนถึงปรากฏการณ์ ฉันเป็นชาร์ลี เอ็บโดทันใดในวันรุ่งขึ้นหลังเกิดเหตุในฝรั่งเศสว่า "I am not Charlie Hebdo" เขาบอกว่าถ้ามีใครในอเมริกาพยายามจะตีพิมพ์วารสารแบบชาร์ลี เอ็บโดในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งใดแห่งหนึ่งของสหรัฐในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา “รับรองอยู่ได้ไม่ถึง ๓๐ วินาฑี”

การตามเห่อ (Hoop la) อ้างตัวเป็นชาร์ลี เอ็บโดในอเมริกาในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมานั้น เดวิดบอกว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง “พวกเราส่วนใหญ่ไม่ได้หมกมุ่นกับการใช้อารมณ์ขันแสบคันวิพากษ์วิจารณ์อย่างก้าวร้าวแบบที่ชาร์ลี เอ็บโดช่ำชอง” และ  “พวกเราส่วนใหญ่มุ่งไปทางรับฟังแนวคิดซับซ้อนของสิ่งที่เป็นจริง และพร้อมให้อภัยผู้อื่น”

“การเย้ยหยัน (ridicule) กลายเป็นเรื่องไม่สนุกเสียแล้วเมื่อตัวเองเริ่มตระหนักว่าอาการน่าขันของตนนั้นมันชักเกิดขึ้นบ่อยๆ” เดวิดเขียนถึงนักเสียดสีล้อเลียน (satirist) และพวกที่ชอบกระแซะเยอะหยัน (ridiculer) ว่าพวกนี้เปิดโปงจุดอ่อนและความจองหองลมๆแล้งๆของเรา ทำให้วิมานในอากาศของเราล่มสลาย

“พวกที่ชอบกระซุ่นจุ้นจ้าน (provocateurs) กับพวกที่ชอบเย้ยหยัน (ridiculers) เหล่านี้แหละที่กระชากหน้ากากให้เห็นความโง่เขลาของพวกที่คลั่งไคล้ยึดมั่นประเพณีเหนียวแน่น (fundamentalists)" ผู้ซึ่งเดวิดให้อัตถาธิบายต่อไปว่า เป็นพวกไม่สามารถรับฟังความคิดหลากหลายได้

ในแนวคิดของเดวิด นักเสียดสีไม่เพียงแต่เปิดโปงผู้ที่ไม่สามารถหัวเราะตัวเองได้เท่านั้น ยังสอนให้คนอื่นๆ ได้คิดว่านั่นเป็นสิ่งที่เราควรทำด้วย นี่เองทำให้มาถึงเส้นแบ่งอันเรียวบางระหว่างอารมณ์ขันสร้างสรรค์กับการก้าวร้าว ที่เขาเสริมว่า

“เราต้องการรักษามาตรฐานของความสุภาพและการให้เกียรติเอาไว้ ในขณะที่ปล่อยให้มีที่ว่างสำหรับการสร้างสรรค์และการท้าทาย จากประดาผู้ที่ไม่มักคุ้นกับเรื่องมารยาทและรสนิยมสุนทรีย์” ที่ซึ่งเดวิดชี้ว่านี่แหละคือความสมดุลที่สังคมโลกส่วนมากสามารถรักษาไว้ได้

“ถ้าหากคุณพยายามที่จะดึงเอาความสมดุลอันเปราะบางนี้ออกไปด้วยการนำเอากฏหมาย เกณฑ์การแสดงความเห็น และการห้ามผู้ปาฐกถาเฉพาะกรณี เข้ามากำกับแทน มันก็จะไปลงเอยด้วยวิธีการเซ็นเซอร์ที่กร้าวหยาบ”

“ความมีน้ำอดน้ำทนในเชิงกฏหมาย (legally tolerant) ต่อเสียงวิพากษ์ที่แกร่งกร้าว นั่นแหละคือคุณลักษณะของสังคมที่มีสุขภาพ (จิต) สมบูรณ์”

คณะทหารและพวกชาตินิยมราชาธิปไตยในประเทศไทยดูจะไม่มีน้ำอดน้ำทนในเชิงกฏหมายเท่าไรนัก หากพวกเขาถือตนเป็นเสียงส่วนน้อยที่ดังกว่า ( a.k.a. มีคุณภาพมากกว่า) ละก็ ประเทศไทยคงเป็นสังคมที่สุขภาพจิตไม่สมบูรณ์เป็นแน่