Wednesday, March 25, 2015

โร้ดแม็พอียิปต์ที่ คสช. คงอยากเอาอย่าง


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรัฐประหาร ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ซึ่งสถาปนาตัวเป็นนายกรัฐมนตรีมาจนกระทั่งบัดนี้ กล่าวในแถลงข่าวเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๘ ไว้ว่า

“ในวันนี้มองว่าประเทศมีความเป็นประชาธิปไตยทุกอย่าง ๙๙.๙๙ เปอร์เซนต์ ตอนนี้หากจะว่าใคร ผมก็ไม่เคยว่า แต่อย่ามาต่อต้านกัน เพราะถ้าเป็นประเทศอื่นเวลาควบคุมอำนาจสั่งติดคุกหมดแล้ว หรือถ้าไม่ทำตามสั่งติดคุก ยิงเป้า ไม่ต้องมานั่งปวดหัวแบบนี้”

ประเทศอื่นที่ บิ๊กตู่ อ้างคงจะเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากอียิปต์ ซึ่งคณะทหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วทำการกวาดล้าง ปราบปรามพลพรรคและเครือข่ายทางการเมืองขององค์การ ภราดรภาพมุสลิม’ (Muslim Brotherhood) อันเป็นแก่นสำคัญแห่งรัฐบาลของนายโมฮาเม็ด มอร์ซี่ ที่ถูกโค่นล้มไป

คณะทหารอียิปต์อ้างว่าพวกภราดรภาพมุสลิมเป็นกลุ่มก่อการร้าย จึงทำการกวาดล้างไม่ยั้งอย่างถอนรากถอนโคน เมื่อปีที่แล้วศาลอียิปต์ซึ่งตัดสินคดีการเมืองอย่างลำเอียง จงใจลงโทษฝ่ายตรงข้ามกับคณะทหาร พิพากษาประหารชีวิตผู้สนับสนุนรัฐบาลมอร์ซี่ กว่าพันคน (๕๒๙ รายในเดือนมีนาคม และ อีก ๖๘๓ คนในเดือนเมษายน) ที่แม้ว่าต่อมาผู้ต้องโทษจำนวนมากได้รับการผ่อนปรนหลังอุทธรณ์ หรือกลับคำพิพากษาปล่อยตัวไป

ท้ายสุดเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ศาลยืนกรานให้ประหารผู้สนับสนุนภราดรภาพมุสลิม ๑๘๓ คนที่ปะทะกับเจ้าหน้าที่ในการประท้วงเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๖ ทำให้มีตำรวจ-ทหาร เสียชีวิตไป ๑๔ คน แต่ก่อนหน้านั้นเมื่อปลายปีที่แล้ว (พฤศจิกายน) ศาลกลับยกฟ้องคดีต่างๆ ที่ยังค้างคาอยู่ต่อฮอสนิ มูบารัค อดีตผู้เผด็จการคนก่อนจนหมดสิ้น รวมทั้งคดีสังหารผู้ประท้วง อาหรับสปริงกับคดีคอรัปชั่นที่ถูกคณะทหารชุดก่อนใช้อ้างในการปลดมูบารัคจากอำนาจในปี ๒๕๕๔

นอกจากนั้นยังมีการพิพากษาจำคุกผู้เยาว์ (อายุ ๑๓ ถึง ๑๗ ปี) อีก ๗๘ คน โทษฐานเป็นสมาชิกกลุ่มการเมืองที่ถูกประกาศ (โดยคณะรัฐประหาร) ว่าอยู่ นอกกฏหมายซึ่งก็คือกลุ่มมุสลิมบราเธอร์ฮู้ดนั่นแหละทั้งนี้เนื่องจากเด็กเหล่านี้ไปร่วมชุมนุมคัดค้านรัฐประหารที่บราเธอร์ฮู้ดจัดขึ้น รายงานข่าวอัลจาซีราระบุว่านับแต่คณะทหารยึดอำนาจจากรัฐบาลมอร์ซี่เป็นต้นมา มีประชาชน ๑,๔๐๐ คนถูกฆ่า อีก ๑๕,๐๐๐ ถูกคุมขัง รวมทั้งร้อยกว่าคนที่ถูกตัดสินประหาร

ทั้งสามกรณีดังกล่าวข้างต้น ไม่ว่าการขู่เข็ญ-คุมเข้มบรรดานักศึกษาที่มีประวัติการเคลื่อนไหวทางการเมือง(ล่าสุด ๑๙-๒๕ มีนาคม ๒๕๕๘ จำนวน ๑๗ ราย) ไปถึงการยัดข้อหาก่อการร้ายต่อผู้ที่ต่อต้านคณะรัฐประหาร การยกฟ้องหรือปล่อยให้คดีที่กลุ่มการเมืองฝักฝ่ายตนหมดอายุความ (คดี ปรส. ๘ หมื่นล้าน) ขณะที่รวบรัดคดีการเมืองเพื่อเอาผิดอาญาแก่นายกรัฐมนตรีและคณะในรัฐบาลชุดเลือกตั้งที่ถูกยึดอำนาจ

เลยไปถึงการใช้ยาแรงกำจัดผู้เห็นต่างด้วยข้อหาหมิ่นกษัตริย์ ซึ่งบัดนี้ยกระดับโดยใช้ข้อหาก่อการร้ายสมทบเข้าไปด้วย ล้วนเป็นลักษณะการกดขี่ข่มเหงประชาชน ในเส้นทาง (Road map) เดียวกับคณะทหารอียิปต์ทั้งสิ้น

เมื่อกลางปีที่แล้ว หลังจากคณะทหารบูรพาพยัคฆ์ทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลเลือกตั้งของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ไม่นาน ผู้เขียนได้ตั้งข้อสังเกตุท่าทีของหัวหน้าทีมรัฐประหารไว้ว่า ดูจะเอาอย่างเผด็จการอียิปต์ สร้างความชอบธรรมให้แก่ตนตามแบบนายพลอับเดล ฟัตตาห์ เอล-ซิซี ที่ขณะนั้นเพิ่งได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ด้วยคะแนนท่วมท้นไม่ธรรมดา

มาบัดนี้ สิบเดือนผ่านไป การยึดอำนาจที่หลายกลุ่มแสดงอาการสะใจ พวกปิดกรุงเทพฯ ป่วนเมือง ที่เรียกตนเองว่า กปปส. พากันไปฉลองใหญ่ในโรงแรมหรู แล้วจากนั้นบรรดาแกนๆ ก็พากันไปบวชหลีกลี้คดีสั่งฆ่าประชาชน เข้ายึดครองวัดสวนโมกข์ ไชยา เอามาเป็นที่ส้องสุมโดยแยบยล ขณะทหารจัดการกับเส้นสายและฐานกำลังของรัฐบาลเก่าโดยละม่อม

ทางด้าน เรือแป๊ะ ก็แล่นฉลุยไม่เหลียวหลัง เตรียมทางสะดวกสำหรับรัฐบาลชอบสั่ง (ไม่ค่อยชอบทำ) ที่จะมีกรรมการคัดสรรกันอย่างอิสระในหมู่คนดี คนเก่ง คนชั้นนำ และคนเหนือคน ไม่ต่างมากนักกับเผด็จการทหารอียิปต์ ที่ปูทางไปสู่ชัยชนะเลือกตั้งท่วมท้นด้วยการกำจัดบราเธอร์ฮู้ดคู่ต่อสู้ทางการเมืองหลักอย่างราบคาบจนไม่สามารถลงแข่งได้ จับหัวแถวตั้งแต่มอร์ซี่ลงมายัดใส่คุก เก็บหัวหอก ฮ้าร์ดคอร์ด้วยน้ำมือการ์ดฝ่ายปราบปรามและคำตัดสินประหาร ดังที่อัลจาซีรารายงานว่าตายเป็นพัน

หากแต่เส้นทางเรือแป๊ะกับเรือกอนโดล่านั่นผิดแผกกันอยู่ ประดุจดังความต่างของน้ำเจ้าพระยากับน้ำไนล์ ซึ่งว่ากันว่าคณะยึดอำนาจไทยชุดนี้ลงมือกระทำการด้วยปณิธานว่าจะไม่ยอมให้ เสียของเหมือนครั้งก่อน ครั้นพอกุมอำนาจได้มั่นมือแล้วจึงเป็นที่กระจ่างว่าการไม่เสียของก็คือ ไม่ปล่อยให้ตาอยู่ฉกเอาไปกินอีกนั่นเอง

ระยะนี้จึงเห็นมีเกจิในสายตาอยู่ออกมาบ่นเรื่อง ฝีหนอง กับ ของเสียเสียงดังทีเดียว แถมเตือนอย่างมีเลศซ่อนเร้นว่าเดือนเมษานี้แหละ ฝีจะแตก เลยทำให้เรื่องเส้นทางไปสู่การเป็นผู้ปกครองอย่างภาคภูมิในระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์ ตั้งด้วยการ แต่ง และ ลาก เห็นทีจะมีขวากหนาม

ถ้าจะเทียบเคียงดูว่าคณะยึดอำนาจไทยจะไปถึงที่สุดตามเส้นทางอียิปต์หรือไม่ ต้องดูที่พี่ใหญ่ยูเอสเพ็นตากอน คณะทหาร เอล-ซิซี แม้ตอนยึดอำนาจใหม่ๆ จะเคยถูก รมว. ต่างประเทศสหรัฐ จอห์น แคร์รี่ ตำหนิเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่ก็ได้รับสัญญานดันก้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๕๗ เมื่อนายแคร์รี่บอกว่าพร้อมกลับมาจูบปากกันอีก แม้ว่าขณะนั้นรัฐบาลเอล-ซิซีตกเป็นเป้าตักเตือนโดยองค์การ ฮิวแมนไร้ท์ว้อทช์ ค่อนข้างหนักเรื่องข่มเขงประชาชน

จนมาถึงขณะนี้นายพลเอล-ซิซีที่เปลี่ยนมาเป็นประธานาธิบดีเต็มตัว สามารถพูดกับสื่ออเมริกันอย่างเต็มปากชักนำให้เห็นความสำคัญของคณะตน ด้วยการกล่าวหาภราดรภาพมุสลิมว่าเป็นขบวนการก่อการร้าย ในการให้สัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์ เขาพูดถึงศรัทธาในศาสนาอิสลามว่าดั้งเดิมมิได้แฝงด้วยอุดมการณ์รุนแรงแม้แต่น้อย แต่มาแปรเปลี่ยนไปในราวปี ค.ศ. ๑๙๒๘ เมื่อเกิดกลุ่มหัวแข็งอย่างภราดรภาพขึ้น

อีกเหตุที่ทำให้ผู้นำทหารอียิปต์ได้รับการยอมรับจากสหรัฐในฐานะประธานาธิบดีแห่งรัฐบาลพลเรือน อยู่ที่บทบาทของเขาในการต่อกรกับขบวนการรัฐอิสลาม (Islamic State) โดยส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดไปถล่มฐานที่มั่นไอเอสทั้งในซีเรียและอิรัก (แม้นว่าเพื่อเป็นการตอบโต้ต่อการที่กลุ่มไอซิสกระทำการสำเร็จโทษตัดหัวชาวอียิปต์นับถือคริสต์ ๒๑ คน ในซีเรียก่อนหน้านั้นก็ตามที)

มิใยที่ สื่อกระแสหลักในสหรัฐบางส่วนวิพากษ์การที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโอบาม่ายังคงเอาใจรัฐบาลทหารอียิปต์ โดยคงไว้ซึ่งงบประมาณความช่วยเหลือทางทหารปีละ ๑.๓ พันล้านดอลลาร์ กับไม่ยอมปริปากถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน จับกุมคุมขังสื่อกับนักศึกษา ล่าสังหารพวกบราเธอร์ฮู้ด และจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก

รัฐบาลทหารของนายพลเอล-ซิซี จึงน่าจะเป็นที่พิสมัย เอาเยี่ยงอย่างโดยคณะยึดอำนาจไทยได้อย่างดี

แต่การมิได้เป็นเช่นเดียวกัน กลับมีการส่งนายแดเนียล รัสเซิล เจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายกิจการเอเซียตะวันออกในกระทรวงต่างประเทศไปเยือนกรุงเทพฯ เพื่อแจ้งให้คณะรัฐประหารทราบว่า สหรัฐยึดมั่นในหลักสิทธิส่วนบุคคล ประชาชนเลือกรัฐบาลของตน และแสดงออกทางความคิดอย่างเสรี ตามครรลองประชาธิปไตย ไม่สนับสนุนกฏอัยการศึก ไม่เห็นด้วยกับการใช้ศาลยุติธรรมเป็นเครื่องมือทำร้ายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

ซ้ำร้ายคณะทหารไทยดันเล่นไพ่ผิดประเภท แทนที่จะเล่นโป๊กเกอร์กลับไปเล่นไพ่เก๋า เมื่อพลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รมว. ต่างประเทศให้สัมภาษณ์ว่าถ้าไทยบาดหมางกับสหรัฐ ก็เชื่อว่าจะได้เกาหลีเหนือกับจีนมาหนุนหลัง หนักไปกว่านั้นพวกเบี้ยพลอยพยักในสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีหนังสือเรียกตัวอุปทูตอเมริกัน แพ้ทริก เมอร์ฟี่ ไปให้การตอบข้อซักถาม เลยถูกศอกกลับมาว่า ไม่มีระเบียบปฏิบัติที่ไหนให้ทำอย่างนั้น

อาการผิดผีผิดไข้ต่างๆ ที่คณะยึดอำนาจพลาดท่าเดินไม่ตรงโร้ดแม็พทั้งแบบอียิปต์และแนวสหรัฐ ซึ่งก็คงได้รับคำตอบจากผู้ช่วยโฆษกรัฐบาลคณะทหารแบบองุ่นเปรี้ยวได้ว่า เป็นแผนภาพเส้นทางที่ไม่อยู่ในสายตาของ คสช. เลยแม้แต่น้อย เพราะคณะยึดอำนาจมีโร้ดแม็พของตัวเองอยู่แล้ว

หากแต่โร้ดแม็พของ คสช. เองยังมองไม่เห็นช่องบรรลุได้โดยผ่องใส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความเป็นอยู่ ปากท้องประชาชน ที่กำลังเป็นดั่งน้ำเต้าน้อยถอยลงเวลานี้

หวังว่าเจ้าตัวหัวหน้าใหญ่จะสามารถไปชี้แจงให้แจ่มแจ้งในที่ประชุมนานาชาติ สำนักงานใหญ่ยูเอ็นในนครนิวยอร์ค ตอนเดือนกันยายนนี้ได้อย่างดี โดยไม่มีตาอยู่ หรือหัวหมู่ไหนใจร้อนมาตัดหน้าเอาไปทำเองเสียก่อนก็แล้วกัน

Sunday, February 15, 2015

คสช. เข้าใจอะไรผิดไปนิดไหม



เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะผู้ยึดอำนาจปกครอง ที่ใช้นามแฝงว่า คสช. ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการทหารบก ผู้เป็นเลขาธิการคณะยึดอำนาจดังกล่าว ออกมาแถลง เร่งทำความเข้าใจเรื่องที่ทางการอียู หรือประชาคมร่วมยุโรป ได้แสดงความเป็นห่วงและทักท้วงมาอีกครั้ง ต่อกรณีที่คณะยึดอำนาจกระทำการจับกุมบุคคลไปควบคุมตัวไว้ก่อนแล้วค่อยตั้งข้อหา กับการนำพลเรือนไปขึ้นศาลทหาร

คำชี้แจงไม่มีอะไรใหม่ หรือมีคุณค่าสลักสำคัญต่อกรณีที่อียูทักท้วงมา เนื่องเพราะยังคงใช้ข้ออ้างเดิมๆ ที่มีลักษณะเป็นวาทกรรมซ้ำซาก หรือ rhetoric ว่า “สถานการณ์ในไทยที่มีความแตกต่างจากประเทศอื่นๆ บริบทของการแก้ไขปัญหาก็ย่อมต้องมีความแตกต่างกัน

แม้กระทั่งในส่วนของข้อมูลเพิ่มเติมอีก ๔ ข้อ (ตามที่ปรากฏในรายงานข่าวของ http://news.voicetv.co.th/thailand/167274.html ) ก็ยังคงลักษณะในการใช้โวหารแก้ต่างไปพลางๆ ยิ่งเสียกว่ามุ่งหมายตอบข้อข้องใจอันใด ดังจะได้แจกแจงในรายละเอียดต่อไป

ก่อนอื่นเราย้อนไปดูเนื้อหาการทักท้วงของประชาคมยุโรปกันหน่อย

ตามรายงานข่าวเอพีตีพิมพ์ที่ http://www.salon.com/2015/02/13/eu_criticizes_detention_policy_military_courts_in_thailand/  นั้น ทางการอียูแถลงย้ำความเห็นขององค์การ Human Rights Watch ซึ่ง คสช. ทำการปิดกั้น (blocked) ไม่ยอมให้รับฟังความเห็นมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว นับแต่องค์การดังกล่าวติติงการทำรัฐประหารของคณะทหารไทย และชี้ให้เห็นการปฏิบัติที่ขัดต่อหลักการสากลว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ และประชาธิปไตยหลายครั้ง

ข้อเรียกร้องจากฮิวแมนไร้ส์ว้อทช์ เป็นเรื่องการที่เจ้าหน้าที่ทหารทำการควบคุมตัวประชาชนพลเรือนไว้เป็นเวลาเกือบสามเดือน (๘๔ วัน) โดยยังไม่ต้องตั้งข้อหา ฟ้องร้อง ดำเนินคดี ในกระบวนการยุติธรรมสากลปกติ องค์การสิทธิมนุษยชนนานาชาติซึ่งมีสำนักงานกลางอยู่ในกรุงนิวยอร์คแห่งนี้คัดค้านต่อการที่ คสช. จะนำวิธีการของกฏอัยการศึกดังกล่าวมาบังคับใช้อย่างถาวร พร้อมทั้งชี้ว่าเป็นการขัดต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิพลเรือนส่วนบุคคลและการเมือง ที่ประเทศไทยร่วมเป็นภาคี

นายแบรด แอดัมส์ ผู้อำนวยการภาคพื้นเอเซียของฮิวแมนไร้ส์ว้อทช์ระบุว่า การนำเอาวิธีการควบคุมตัว ๘๔ วันก่อนตั้งข้อหามาใช้ เท่ากับเป็นการตระบัดสัตย์อีกครั้ง ไม่ยอมรักษาคำมั่นสัญญา (broken promise) ที่จะนำประเทศกลับคืนสู่การปกครองโดยเคารพสิทธิและประชาธิปไตย

คำอ้างที่ พ.อ.วินธัย แถลงเพิ่มเติมในข้อแรกเลยทีเดียวว่า “การควบคุมตัวเป็นการดำเนินการตามกระบวนยุติธรรมปกติต่อผู้ที่สงสัยว่าจะกระทำความผิด” นี่ก็ คลาดเคลื่อน ไปมากจากหลักการสากลอันควรเป็น (ส่วนที่จะมีเจตนา บิดเบือน แอบแฝงหรือไม่ คงต้องพิสูจน์กันต่อไป เมื่อบ้านเมืองหลุดพ้นจากครอบงำของเผด็จการแล้ว)

โดยหลักการสากลเรื่องสถานะของ “ผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัย ถือว่าบริสุทธิ์จนกว่าจะสามารถพิสูจน์ความผิดชัดแจ้งแล้ว” การปฏิบัติต่อผู้บริสุทธิ์ย่อมไม่ใช่เรียกผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารไปคุยเพื่อปรับทัศนคติ 

การเปลี่ยนไปใช้คำ 'แลกเปลี่ยนมุมแนวคิด' แทน ไม่ได้ช่วยปรับเจตนาให้หลุดพ้นไปจากการก้าวร้าวได้ หากจะยืนยันว่านั่นเป็นไปตามที่กรอบกฏหมายกำหนด ก็โปรดเข้าใจไว้เสียด้วยว่ากฏหมายของท่านผิดฝาผิดไข้ไปแล้ว

ข้อสองที่ว่า “คดีขึ้นศาลทหารปัจจุบันมีอยู่สองสามฐานความผิดเท่านั้น อันเป็นลักษณะเกี่ยวกับความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย” อันนี้ชัดมากเมื่อทั่วโลกเขาเห็นว่า ความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยที่อ้าง มันเป็นของ ท่าน และ พวกท่าน เท่านั้น ไม่ใช่ของพลเมืองทั้งมวล

ดังนั้นการใช้วลี “ซึ่งมั่นใจสังคมส่วนใหญ่ยอมรับและเข้าใจ” ก็เป็นเพียงมโนจริต หรือวาทกรรมซ้ำซาก ที่ควรกลับไปอ่านคำตอบสำหรับข้อแรก จะได้กระจ่างขึ้นมาอีกนิด

ข้อสามนั่นอ้างถึง ทางพฤตินัยนี่ก็ผิดถนัด น่าจะ พจนัยคงพอฟังได้ เรื่องว่า “ยังคงยึดโยงให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ฟังเสียงความต้องการประชาชนผ่านศูนย์ดำรงธรรม ผ่านศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ ผ่านเวทีรับฟังความเห็นของในหลายๆ องค์กร เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมกับภาครัฐได้อย่างกว้างขวาง” ซึ่งก็เชื่อไม่ได้ว่าเป็นจริง

เพราะการร้องเรียนผ่านศูนย์ต่างๆ ดังว่า เห็นมีแต่พวกแฟนคลับนกหวีดปิดกรุงเทพฯ เท่านั้นที่ไปร้องกันประปราย แล้วดูจะเป็นแค่พวกอกหักกับ ไทยออยส์ ที่ท่านผู้นำคณะยึดอำนาจปกครองเป็นประธานกรรมการอยู่ด้วยน่ะ  ฉะนั้น คำว่า อย่างกว้างขวางจึงมุสาหน้าใส

ส่วนข้อสี่นี่คล้าสสิกมากทีเดียว ว่ายังต้องใช้กฏอัยการศึก ด้วยสถานการณ์ยังคงละเอียดอ่อน' ท่านบอกว่า ก็เพียงเท่าที่จำเป็น หลักๆ มีเพียง 2 ข้อคือ ขอให้งดเว้นการชุมนุมทางการเมือง กับช่วยให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงตัวผู้ต้องสงสัยกระทำความผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น

โดยเฉพาะข้อหลังนั้น ถ้าอ่านเจตนาเบื้องลึกแบบที่ ตลก. ศาลรัฐธรรมนูญชอบทำ จะได้ความว่า เพื่อพวกท่าน จะได้กุมอำนาจต่อไปได้โดยสะดวกแค่นั้นแหละ ไม่ใช่ใดอื่น

แต่หากอ่านจากเนื้อถ้อย อีกทั้งตีความอย่างผู้ที่เจริญแล้วด้วยจิตสำนึกแห่งประชาธิปไตย และความเท่าเทียมกันของมนุษย์ละก็ คงบอกว่าเป็น Stalin-esque tactics และ Orwellian dystopias อย่างที่ Elizabeth Na ’Ai เขียนวิจารณ์ไว้ในบทความเรื่อง 'THAILAND : Orwellian Dystopia at Its Finest' ที่ตีพิมพ์บนวารสาร Asia Media ของมหาวิทยาลัย Marymount ในลอส แองเจลีส

ข้อเขียนฟันธงว่า “มาตรการของ คสช. ที่ว่ามุ่งสร้างสันติและลด ความเกลียดชังหรืออาจจะอธิบายให้ใกล้เคียงยิ่งกว่าได้ว่า คือการกำจัดกลุ่มการเมือง และผู้เห็นต่าง ออกไปจากการเจรจาต่อรอง”

ผู้เขียนกล่าวถึงการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขอให้ประชาชนคอยสอดส่องกันและกัน ว่าใครมีพฤติกรรมน่าสงสัยก็ให้รายงานต่อเจ้าหน้าที่ บวกกับการเตรียมออก พ.ร.บ. สื่อไซเบอร์และเศรษฐกิจดิจิทอล “ถ้าผ่านออกมาบังคับใช้ละก็ -แล้วใครล่ะจะค้าน- คณะผู้ยึดครองมีอำนาจเต็มในการเข้าไปค้น อายัติ เข้าถึง และตัดตอนช่วงชิงการสื่อสารใดๆ ทางระบบดิจิทอล โดยไม่ต้องอิงหลักฐานหรือการวินิจฉัยจากผู้มีอำนาจตุลาการที่น่าเชื่อถือ

(เท่ากับว่า) คณะผู้ยึดอำนาจได้จัดตั้งรัฐสอดแนม (สไตล์ ‘1984’) ขึ้นมาอย่างชั่วร้าย ชนิดทำให้ ออร์เวลล์ (ผู้เขียน‘1984’) เอง ยังต้องอาย”

ผู้เขียนยังพาดพิงถึงการตั้งข้อหาความผิดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ที่มีเพิ่มขึ้นฮวบฮาบนับแต่การยึดอำนาจเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๗ กับการเรียกนักการเมืองพรรคเพื่อไทยไปปรับทัศนคติ การข่มขู่สื่อมวลชน ห้ามถามเซ้าซี้ ล้วนเป็นองค์ประกอบทำให้ประเทศตกอยู่ในสภาพ Orwellian Dystopia หรือ ขุมนรกออร์เวลล์ทั้งสิ้น

“เห็นได้แจ้งชัดว่า ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะ จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยอีกมากมายนัก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับคำจำกัดความของมัน) ถ้าคนไทยมุ่งหมายที่จะมีส่วนมีเสียงในการกำหนดทิศทางก้าวไปข้างหน้าของประเทศละก็ ควรจะร่วมกันทัดทานเผด็จการทหารชุดนี้ออกมาให้เห็น ในสิ่งที่เป็นเสรีภาพการแสดงออก และสิทธิส่วนบุคคล” บทความเน้นในตอนท้าย

“บางที เมื่อถึงจุดนั้น สภาพขุมนรกออร์เวลล์อาจจะกลับไปอยู่ในที่ๆ ควรของมัน นั่นคือ นิยายวิทยาศาสตร์เพ้อฝัน”

Sunday, January 18, 2015

รู้แระ เหตุไร unwise :ว่าด้วยอาการเสล่อของ 'กลุ่มคนไทยรักเจ้าเกินกว่าวิสัยของเจ้าเอง'



(บทความนี้ปรับปรุงและแต่งเติมจาก บทคุยเรื่อง รู้แระเหตุไร ‘unwise’ (แหะ แหะ ในหน้าเฟชบุ๊ค) ตีพิมพ์ครั้งแรกที่ Thai E-News เมื่อ ๑ มกราคม ๒๕๕๘)



เมื่ออาทิตย์ที่แล้วได้รับข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐแถลงตอบ ต่อการที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของคณะรัฐประหารไทย บอกกับอุปทูตอเมริกันว่า “การเลือกตั้งจะมีได้อย่างเร็วที่สุดก็เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๙” โน่นแน่ะ

“เรา...เชื่อว่าการยืดเยื้อเลือกตั้งออกไปถึงปี ๕๙ นั่นไม่ฉลาดและเป็นสิ่งที่รับไม่ได้” โฆษก กต. สหรัฐกล่าวด้วยว่า ประชาชนไทยควรที่จะได้เลือกตั้งรัฐบาลของตนตามวิถีทางประชาธิปไตย “โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้”

ข่าวรอยเตอร์ยังอ้างนักการทูตอาวุโสผู้ไม่ประสงค์ออกนามคนหนี่งว่า มองไม่เห็นความเป็นไปได้ที่นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะอยู่ในอำนาจแค่สองสามปี “หวั่นว่าผู้บัญชาการทหารบกที่ก่อการรัฐประหารจะหาเหตุมาเลื่อนการเลือกตั้งออกไป” อีกจนได้

ก่อนหน้านี้ราวหนึ่งเดือน ประดาแก่นแข็งคนสำคัญในคณะรัฐประหารนับตั้งแต่ตัวหัวหน้า คสช. กับพี่ใหญ่สายพยัคฆ์ภาคตะวันออกที่คุมกลาโหม ไปจนถึงราชสีห์วงศ์เทวัญหลานป๋าที่ได้นั่งกระทรวงธรรมการ รวมทั้งแม่ทัพภาค ๑ ผู้ควบคุมขุมกำลังปราบความเห็นต่าง (ล่าสุดเมื่อต้นเดือนธันวาคมนี้เอง) ล้วนออกมาตอกย้ำความมั่นคงกันว่า กฏอัยการศึกน่ะเหรอเลิกยากส์

ข้ออ้างอย่างเดียวตรงกันก็คือ ยังช่วยชาติไม่เสร็จ 

แล้วก็พากันสาละวน เติมความสุขให้ประชาชนอีกเมื่อตอนจะขึ้นปีใหม่ ด้วยการส่งทหารไปเที่ยวปรับภูมิทัศน์เพื่อความร่มรื่น ทำความสะอาดศาสนสถานและแหล่งชุมชน เปิดศูนย์เพื่อการเรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสองร้อยกว่าแห่งให้ชาวบ้านไปใช้บริการในค่ายทหาร การนี้สภากลาโหมเลยลงมติปรับขึ้นเบี้ยเลี้ยงนักเรียนทหารอีก ๒๘ เปอร์เซ็นต์ กับเบี้ยเลี้ยงทหารพรานเป็นวันละ ๒๐๐ บาท

อันนี้นอกเหนือจากงบประมาณการทหารต่อปี (๒๕๕๘) เกือบสองแสนล้านบาท ที่ ดร.กานดา นาคน้อย นักเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยคอนเน็คติกัตเคยเปรยว่า ทั้งที่งบประมาณมากมาย “ฉันสงสัยว่าทำไมนายพลไทยจึงมีเวลาว่างจนไปแจ้งความจับพลเมืองด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง? หรือว่าไทยมีนายพลมากเกินไปเลยทำให้นายพลว่างงาน? ลองค้นคว้าดูแล้วพบสถิติที่น่าอัศจรรย์มาก

ไทยมีนายพลมากกว่าสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันกองทัพไทยมีนายพลประมาณ 1,400 คน [1] ส่วนสหรัฐฯซึ่งเป็นมหาอำนาจทางการทหารมีฐานทัพหลายแห่งทั่วโลกกลับมีนายพลทุกเหล่าทัพรวมกันไม่ถึง 1,000 คน [2]

( [1] http://www.freedomhouse.org/report/countries-crossroads/2011/thailand#.VEIKUPldWQw
[2] http://truth-out.org/index.php?option=com_k2&view=item&id=5920%3Athe-pentagons-biggest-overrun-way-too-many-generals)”

กรณีนายพลแจ้งจับพลเมืองที่ ดร.การดาอ้างถึงนั่น หนีไม่พ้นเรื่องไล่ล่าประชาชนด้วย ม. ๑๑๒ ซึ่งดูจะเป็นความสามารถพิเศษ และงานหลักของทหารไทย แทนที่งานวิจัยและค้นคว้าพัฒนา ซึ่งก็ตรงตามที่นักวิจารณ์ของนิตยสารฟอร์บนายหนึ่งว่าไว้ 
 
“เครื่องมือกดขี่ที่ได้ผลมากที่สุดของคณะทหารไทยก็คือ กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกษัตริย์ ที่ใช้ลงโทษแม้กระทั่งการถกเถียงกันโดยบริสุทธิ์ในเรื่องของสถาบันกษัตริย์”

นายดั๊ก แบนดาว ผู้เขียนยังอ้างรายงานของ แบร๊ด แอดัมส์ แห่งองค์การฮิวแมนไร้ท์ว้อทช์ ด้วยว่า “การเคารพต่อเสรีภาพพื้นฐานและหลักประชาธิปไตยในประเทศไทยตกต่ำเหมือนดิ่งลงเหวที่ปราศจากก้นบึ้ง”

จึงปรากฏว่าช่วงคริสต์มาสที่ผ่านมานี่เอง ท่านผู้นำพูดข่มขู่สื่อสิ่งพิมพ์ฉบับหนึ่งอย่างก้าวร้าว “แต่มีหนังสือพิมพ์บางฉบับ เขียนวิจารณ์ไปหมดไม่ว่ารัฐบาลไปไหน” ท่านว่า

"ผมอดทนมานาน เป็นไร บ้าหรือไง ไม่ว่าใครเป็น ด่าทั้งหมด แล้วมันจะดีตรงไหนวะ ผมไม่อยากอ่าน อ่านแล้วมันโมโห ทำให้เสียกริยา เสียมาดผู้นำหมด คราวนี้ผมจะปิดจริงๆ ไม่งั้นจะมีกฎอัยการศึกไว้ทำไม มาตรา 44 ใช้ในทางสร้างสรรค์...”


อันว่ามาตรา ๔๔ นี้เป็นอย่างไรถึงได้เกรงกลัวกันนัก คงต้องเรียนรู้จากท่านรองนายกฯ ที่เขียนมากับมือ

นายวิษณุ เครืองาม ไขข้อข้องใจไว้ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมว่า “แบบแผนของการมีมาตรา 44 นี้มีมาในอดีตทุกครั้งที่มีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว โดยมองว่าการที่องค์กรยึดอำนาจยังคงต้องอยู่ต่อ แล้วไม่มีอำนาจพิเศษไว้ในมือ ในบางสถานการณ์ก็ไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ ลงท้ายก็ต้องเกิดการยึดอำนาจซ้อนขึ้นมาอีก”

และนี่เป็นเนื้อสันในของมาตราที่เลียนแบบ (แต่คนเขียนว่าไม่เหมือน) มาตรา ๗ ของประกาศคณะปฏิวัติยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ว่า “ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอำนาจสั่งการ ระงับยับยั้ง หรือกระทําการใดๆ ได้ ไม่ว่าการกระทํานั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคําสั่งหรือการกระทํา รวมทั้งการปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าว เป็นคําสั่งหรือการกระทําหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้ และเป็นที่สุด”

แล้วที่ท่านผู้นำบอกว่าจะใช้อย่างสร้างสรรค์ ก็คงไปตามร่องในคำให้สัมภาษณ์ของท่านรองฯ นั่นแหละว่า “อนาคตต้องติดตามว่า คสช.จะใช้ประกาศิตนี้ในทางสร้างสรรค์หรือทำลาย ส่งเสริมหรือกำราบ เป็นเหมือนดาบที่มีสองคม”

กับ “วิธีใช้อำนาจในมาตรา 44 คงไม่ใช่อำนาจประจำวัน หรือนึกจะใช้ก็ใช้ได้ หากไม่เขียนไว้ก็ไม่ได้ เพราะบางเรื่องกฎหมายที่มีอยู่ไม่เพียงพอ แต่มีแล้วจะใช้หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง” ชัดเจนนะ

แน่นอน ใช้ประกาศิตทางสร้างสรรค์ทำให้หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นรับสนองพินอบพิเทาทันควัน แม้จะด้วยสำนวนเหน็บแนมนิดๆ

เพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้หายเหนื่อยในการที่อุตส่าห์เสียสละเวลาเข้ามาแก้ไขปัญหาประเทศชาติ ไม่ว่านโยบาย พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นการคืนความสุขให้กับประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่”

“และหวังว่าพลเอกประยุทธ์จะได้นำกฏอัยการศึกที่มีสิทธิ์เบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปจัดการในเรื่องทางสังคม...โดยอยากให้นำไปจัดการกับคนพวกนั้นโดยเด็ดขาด แทนที่จะเสียเวลานำมาใช้กับสื่อเล็กๆ อย่างเรา”

ซึ่งในเรื่องทางสังคมที่อ้างก็เป็นเพียงผลข้างเคียงจากอาการอกหักอักเสบที่เกิดขึ้น ทั้ง “โครงการรับจำนำข้าว, ราคายางพาราตกต่ำ, การถอดถอนนักการเมือง...และการละเมิดหมิ่นสถาบัน” เป็น agendas ของฝักฝ่ายการเมืองรังเกียจประชาธิปไตยที่เรียกร้องไว้แล้วไม่ได้อย่างใจ จากการก่อกวนอย่างหักหาญและรุนแรง จัดตั้งเวทีประท้วง ปิดถนน ปิดพื้นที่ ทำร้ายผู้สัญจรบาดเจ็บถึงขั้นสาหัส ทอดสะพานให้คณะทหารเข้าทำการยึดอำนาจในที่สุดนั้น

แท้จริงเป็นประเด็นหนังหน้าไฟสำหรับฝักฝ่ายดังกล่าว ใช้อ้างสร้างภาพสำหรับเกาะขบวนอำนาจนอกระเบียบ แต่ก็ผิดหวังเมื่อคณะทหารยึดอำนาจได้แล้วแค่เต้นไปตามเพลง คืนความสุข ลงมือกันจริงตรงที่การเงินงบประมาณ เร่งผ่านออกมาแล้วเกือบสี่แสนล้านบาท อีกทั้ง โปรดเกล้าฯ เงินประจำตำแหน่ง เงินเพิ่มหัวหน้า คสช. ประธาน สนช. เดือนละกว่าแสน

ซ้ำร้ายพวกลิ่วล้อเสือสิงห์ที่ติดขบวนเกิดทำเลินเล่อตกหล่นให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นกรณีจ่ายค่าไมโครโฟนทำเนียบรัฐบาลสูงลิบลิ่ว กับการจัดสร้างหนังสั้นส่งเสริมค่านิยม ๑๒ ประการของบิ๊กตู่ ที่ มล.ปนัดดา ดิสกุล ไม่รู้ไม่ชี้ หรือการที่กรรมการ กสทช. พากันตัดสูทราคาเรือนแสน

อันเป็นที่มาของการแก้เกี้ยวโหนกระแสการบังคับคนให้จงรักภักดีบนผืนนภากาศของการสื่อสารไร้พรมแดน

ในจริตวิธีของรัฐมนตรีสำนักนายกฯ ที่สื่อสารบนหน้าเฟชบุ๊คอย่างจัดจ้านทีเดียวว่า "เกิดมาเป็นคน อย่าทำตนหนักแผ่นดิน" นั่นไม่เป็นผลดีกับตัวผู้โพสต์เองและจุดหมายในการรณรงค์เชิดชูสถาบันฯเท่าไรนัก จึงมาถึงบทบาทของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติบ้าง

โดยนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการเปิดเผยว่า “กสทช. จะเชิญเฟชบุ๊คประเทศไทยร่วมหารือเพื่อหาแนวทางป้องกัน รวมทั้งดำเนินการกับผู้โพสต์ข้อความหรือเนื้อหาที่เป็นการหมิ่นสถาบันฯ” ในวันที่ ๒๙ ธันวาคม แต่แล้วการปรากฏว่า
 
เฟซบุ๊ก ไม่ได้มา และไม่ได้ส่งตัวแทนร่วม บอกเพียงว่าไม่ว่าง” ไปร่วมหารือในวันดังกล่าวแต่อย่างใด

เรื่องนี้เลยกลายเป็น ‘talk of the (Thai cyber) town’ อาทิ เครือข่ายพลเมืองเน็ต @thainetizen บอกว่า “ในภาวะที่สถานะองค์กร​ระส่ำ กสทช. จึงแสดงออกให้สังคม​​เห็น​ว่า​ตัวเอง​ยัง​ สำคัญ ด้วย​การ​ โหนเจ้า บอกว่า​ตน​ปิดเว็บได้เร็วกว่า ก.ไอซีที​นะ” 
  
ร้อนถึงกรรมการคนดัง Supinya Klangnarong @supinya ต้องออกมาแก้ต่างเป็นขบวนยาว เธอว่า ตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ อำนาจในการปิดเว็บเป็นของกระทรวงไอซีที โดยต้องผ่านศาล เว้นแต่ใช้อำนาจ คสช. ผ่านกฏอัยการศึก ซึ่งไม่จำเป็นต้องผ่าน กสทช.”

“ถ้าเป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่า *สนง.กสทช.* จะมีส่วนร่วมในการสั่งปิดเว็บ แต่ในทาง กม.หรือทางปฏิบัติก็คงไม่ต่างจากที่กระทรวงไอซีทีทำมา”

“โดยเฉพาะการจะปิด social media หรือ fb คงเป็นปัญหาโลกแตกพอสมควร ทางออกเดียวจริงๆ คือรัฐไทยอาจต้องสร้าง social network ของตนเอง งดใช้ fb ไป”

“แม้แต่ประเทศที่เขาใช้ model การปิดกั้นทั้งระบบ แต่คนเขาก็รู้กันเองทางเทคนิคว่า ถ้าจะเข้าใช้ social network ของ ตปท. จะต้องทำอย่างไร”

สรุปว่าคราวนี้ กสทช. ก็ หน้าแตกโดยมีดร. Pavin Chachavalpongpun มาช่วย ไม่ เย็บอีกคน

“ขอ Facebook ช่วยบล็อคเพจหมิ่นเจ้า ขอ Google ช่วยหารายละเอียดคนหมิ่นเจ้า ขอ YouTube ปิดวีดีโอหมิ่นเจ้า ขอ Twitter เซ็นเซอร์ข้อความหมิ่นเจ้า ขอ Instagram ไม่ลงรูปหมิ่นเจ้า ขอ Line ให้ให้ข้อมูลคนหมิ่นเจ้า....ไม่สำเร็จซักรายครับ”

โดยเฉพาะรายกูเกิ้ลและยูทู้บ มีข้อเท็จจริงออกมายิ่งกว่าหน้าแตก ตามข้อมูลแท้จริงไม่เขรอะจาก Google Transparency Report เผยออกมาว่าช่วงเดือนกรกฎาคมถึงธันวาคมเมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลไทยขอให้กูเกิ้ลลบเนื้อหาที่อ้างว่ารับไม่ได้ถึง ๑๑ ครั้ง (ซึ่งแต่ละครั้งอาจมีมากมายหลายรายการด้วยกัน) จึงเป็นผลให้รายการยูทู้บที่ทางการไทยขอให้ลบในช่วงนี้มีถึง ๒๙๘ รายการ

ข้อสำคัญในเรื่องนี้อยู่ที่ กูเกิ้ลปฏิเสธไม่ยอมทำตามที่รัฐบาลไทยร้องขอแม้แต่ครั้งเดียว

ถึงแม้ว่าสองสามปีก่อนหน้านั้น (ค.ศ. ๒๐๑๑) กูเกิ้ลยอมปิดกั้นไม่ให้คนเข้าถึงวิดีโอยูทู้บ ๑๐๐ รายการ แต่ไม่ได้ลบออกหมดตามที่รัฐบาลไทยร้องขอ ทั้งนี้ให้เหตุผลว่ายอมผ่อนปรนเพื่อแสดงสัมมาคารวะต่อกฏหมายท้องถิ่น

นอกเหนือจากนี้ยังมีการขอทราบรายละเอียดส่วนตัวผู้ใช้บัญชีกูเกิ้ล ๑๙ ราย ที่กูเกิ้ลไม่ยอมทำตามอำเภอใจรัฐบาลไทยอีกเช่นกัน รวมทั้งการร้องขอจากสมาชิกสภาของไทยรายหนึ่งให้ลบเนื้อความที่เกิดจากผลการเสาะหาข้อมูลด้วยกูเกิ้ล อ้างว่าเป็นเนื้อความที่ทำให้ตนเสียหาย แต่กูเกิ้ลไม่อาจให้เกียรติสำหรับการนี้ เพราะหากทำไปก็เท่ากับเป็นการลบทั้งหมดทั่วโลก ทำไม่ได้

ด้วยลักษณะการกระทำที่ไม่ต้องครรลองสากลเหล่านี้ ดร.ปวินถึงได้ย้อนถามเอากับทางการไทยว่า “...มันบอกอะไรกับเรา?

...มันบอกว่า ไม่มีประเทศไหนเค้าแคร์เรื่องนี้ มันยังบอกด้วยว่า ต่างประเทศเค้ากลับเห็นว่ามันเป็นการล่าแม่มด (witch hunt) และละเมิดสิทธิมนุษยชน”

ดร.ปวินย้อนแย้งให้อีกว่า “...มีทางเดียวครับ รัฐบาลไทยต้องบล๊อคมันให้หมดไอ้พวกโซเชี่ยลมีเดียทั้งหลาย ไม่ต้องอยู่ร่วมกับนานาประเทศ ไม่ต้องตามกระแสโลกาภิวัฒน์ หากต้องการปกป้องสถาบันจริงๆ คนไทยต้องยอมเสียสละ (sacrifice) การอยู่ร่วมกับชาวโลกในโซเชี่ยลมีเดีย...ทำได้ไหม?

คำตอบโดดเดียวคือ “ทำไม่ได้” ดังที่คุณสุภิญญานั่นเองว่าไว้ “เป็นปัญหาโลกแตก” และรัฐไทยคงจะต้องสร้างเครือข่ายสื่อสังคมของตนเองขึ้นมาใช้แทน แบบเดียวกับจีน ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถเบียดบังหรือไสส่ง Social Network สากลออกไปได้

ตัวอย่างเพิ่งมีให้เห็น กรณีภาพยนตร์เรื่อง The Interview อันเป็นเรื่องราวล้อเลียนผู้นำเกาหลีเหนือที่ถูก hacked ล้วงข้อมูล และข่มขู่ว่าจะเกิดเหตุร้ายกับโรงฉายถ้ามีการปฐมทัศน์ในวันคริสต์มาส จนในตอนต้นบริษัทโซนี่ผู้ผลิตต้องสั่งระงับการฉายรอบแรก แล้วมาเปลี่ยนใจในสองวันก่อนถึงกำหนด หลังจากถูกต่อว่าหนักหน่วงรวมทั้งจากประธานาธิบดีโอบาม่า กระนั้นก็เปิดฉายเฉพาะตามโรงย่อย และปล่อยสตรีมวิดีโอออนไลน์เป็นหลัก

ทั้งที่การเริ่มออกฉายทางอินเตอร์เน็ตพร้อมกับในโรงเป็นครั้งแรกไม่เคยมีการทำอย่างนี้มาก่อน หนังเรื่องนี้ก็ประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง และเหนือชั้นของความน่าทึ่งนั้นก็คือ มีการเข้าชมออนไลน์จากภายในประเทศจีนในวันแรกมากมายถึง ๓ แสนราย แถมข่าวบอกด้วยว่าผู้ชมจีนส่วนใหญ่ถูกใจในหนังเรื่องนี้

ตัวอย่างชัดแจ้งของการ unwise ในหมู่คนไทยที่เชิดชูกษัตริย์พยายามนำความเชื่อลุ่มหลงของพวกตนไปเที่ยวย้อนแย้งอารยธรรมสากล ก็คือการระดมกันไปลงข้อความแสดงความเป็นปฏิปักษ์และชิงชังต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่สหประชาชาติด้านผู้ลี้ภัย (UNHCR) เนื่องจากหน่วยงานด้านมนุษยธรรมนานาชาติแห่งนี้ให้การรับรองการขอลี้ภัยอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์ของนายเอกภพ เหลือรา หรือที่รู้จักกันในนาม ตั้ง อาชีวะ ผู้ที่ถูกคณะรัฐประหารตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพระมหากษัตริย์ไว้

กลุ่มคนไทยผู้ใช้เฟชบุ๊คที่เรียกตัวว่า V For Thailand ระดมกันทำความกดดันต่อต้าน UNHCR อย่างเป็นกระบวนการขนานใหญ่ ดังเช่น “ร่วมกันลงชื่อและแชร์แคมเปญรณรงค์กันให้มากที่สุดค่ะ เพราะ UNHCR ทำตัวเป็นปรปักษ์กับคนไทยรักในหลวงทั้งประเทศ” บางรายประกาศงดการบริจาคให้แก่หน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยต่างด้าวในประเทศไทยมานมนานแห่งนี้

ท้ายที่สุดสำนักงานผู้ลี้ภัยได้ทำการปิดหน้าเฟชบุ๊คไป และออกแถลงการณ์ พร้อมยกเนื้อความตาม อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยปี พ.ศ. ๒๔๙๔ มายืนยันว่า "เป็นหน่วยงานด้านมนุษยธรรมที่เป็นกลางและไม่เกี่ยวข้องทางการเมือง" 

กลับยิ่งทำให้เกิดอาการแสลงจากกลุ่มสลิ่มเสล่อมากขึ้น บ้างบริภาษณ์ว่าร้าย ถึงขั้นเรียกร้องให้ผลักดันองค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติหน่วยนี้ออกไปจากประเทศไทย

มิใยที่คณะทหารผู้ยึดอำนาจปกครองมาครอบ จะพยายามร้องขอให้ประเทศนิวซีแลนด์ยกเลิกสถานะผู้ลี้ภัยของนายเอกภพ นอกเหนือจากรัฐบาลนิวซีแลนด์จะไม่แสดงท่าทีสนองตอบแล้ว หนังสือพิมพ์เดอะนิวซีแลนด์เฮรัลด์ยังเขียน บทบรรณาธิการในเรื่องนี้  

ชี้ว่าถึงแม้นายเอกภพจะนำภาพตนเองกับพาสปอร์ตสัญชาตินิวซีแลนด์ลงแพร่ตามสื่อสังคม อันเป็นการแสดงออกอย่างเด็กๆ ก็มิได้หมายความว่าจะใช้การกระทำอย่างนั้นเป็นเครื่องตัดสินสิทธิในการอยู่อาศัยของเขา ซึ่งต้องอยู่บนรากฐานแห่งสถานะผู้ลี้ภัยของเขาที่ในแก่นแท้ของมันก็น่าเชื่อถือได้เสียด้วย

บทบรรณาธิการเดียวกันกล่าวอีกตอนหนึ่งว่า 

“การวิจารณ์ราชวงศ์นั้นแน่นอนว่าเป็นส่วนหนึ่งและมีขนาดพอดูทีเดียวของเสรีภาพในการแสดงออกในประเทศนี้ การห้ามทำก็ดูเหมือนทางปฏิบัติในยุคโบราณของโลกสมัยกลาง แท้จริงแล้วการเสนอว่าเชื้อพระวงศ์ควรได้รับภูมิคุ้มกันจากการวิพากษ์วิจารณ์เท่ากับเป็นการย่ำยีต่อหลักการที่เป็นพื้นฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตยอันพร้อมมูล”

จากนั้นก็ไม่เหนือความคาดหมาย ยังมีประดากลุ่มคนไทยรักเจ้าเกินกว่าวิสัยของเจ้าเองที่ถูกเรียกเหมารวม (stereotype) ว่า สลิ่มได้พากันแสดงอาการ เสล่อออกมา ด้วยการรณรงค์ชวนให้คนเลิกเล่นเฟชบุ๊ค อ้างว่าเฟชบุ๊คไม่จงรักภักดีกษัตริย์ไทยเท่าที่พวกเขาต้องการ 

แต่มีข้อน่าสังเกตุว่าพวกเขาต่อต้านเฟชบุ๊คแล้วใยใช้เฟชบุ๊คเป็นฐานการรณรงค์ เพราะหากว่าถ้าประสบความสำเร็จทุกคนที่เห็นชอบพากันออกไปจากเฟชบุ๊คเสียหมด ก็จะไม่เหลือใครให้ขยายผลการรณรงค์ได้อีก

(เช่นนี้เลยทำให้ถึงบางอ้อในเรื่องที่มาของคำ สลิ่ม ว่าเป็นสำเนียงเพี้ยนมาจากความหมาย เสล่อ นั่นเอง และเลยเถิดไปถึงประเด็นการใช้คำ ‘unwise’ ในถ้อยแถลงของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ที่เป็นปฏิกิริยาต่อการที่รัฐบาลของคณะรัฐประหารไทยแจ้งว่าจะถ่วงเวลาการจัดเลือกตั้งในทางประชาธิปไตยออกไปอีกอย่างน้อยหนึ่งปี กับจะยังใช้กฏอัยการศึกโดยไม่มีกำหนดสิ้นสุด คำ unwise ในที่นี้จึงเทียบใช้ได้กับความโง่เขลาในคำไทยที่ให้น้ำหนักของคุณภาพทางปัญญาตรงกับ เสล่อ ได้อย่างพอดิบพอดี)

จำเพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่ตั้งชื่อตนว่า องค์กรเก็บขยะแผ่นดินทำการรณรงค์ด้วยการ “ตั้งประเด็นคำถามให้สมาชิกเพจแสดงความคิดเห็น โดยคำถามระบุว่า “…ทำธุรกิจด้านสังคมออนไลน์ แต่กลับไม่สนใจงานเพื่อสังคม ประชาชนรู้สึกกันอย่างไรล่ะครับ?…”

คำตอบที่ตามมาประมาณว่า...

“ผิดต่อกฏหมายความมั่นคง บล็อกสักปีก็ดีนะ คนไทยจะไม่ต้องก้มหน้าเดิน”

“ปิดเฟสทำเหมือนจีน กับเกาหลีเหนือ”

“ผมว่าลองขู่แบน เฟสบุ๊ค ดู น่าจะมีการขยับตัวมั้งหละ คนไทยใช้กันหลายล้านคน”

“ต้องทำเหมือนจีนที่เขียนโปรแกรมใช้เองแล้วปิดไม่ให้ใช้ FB

(Expletives) ปิดเฟสเลยก็ได้ ไม่ใส่ใจ ด่า (...) หมิ่นเจ้า เคยแจ้งไป มันบอกเหตุผลเราไม่เพียงพอ ปิดเฟสไปเลยก็ดี เมื่อก่อนไม่มีเฟสอยู่ได้ ไม่ตายนิ”

อันองค์กรเก็บขยะแผ่นดินนี้มีผลงานการไล่ล่าคนไทยที่แสดงออกถึงจิตสำนึกประชาธิปไตย โดยใช้ข้ออ้างว่าเป็นการปกป้องสถาบันกษัตริย์ และขจัดผู้เห็นต่างอย่างหนักหนาสาหัสมาแล้ว กลุ่มคนรักเจ้าแห่งนี้จัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนเมษายน ปี ๒๕๕๗ นี่เอง โดย พล ต. นพ. เหรียญทอง แน่นหนา อ้างว่า “มีอดีตข้าราชการทหารกว่า 30 นายเข้าร่วมด้วย" และมีเป้าหมายสำคัญว่า
 
เบื้องต้นคือต้องจับพวกตัวเล็กๆ ต้องเล่นให้หนัก”

ก็พอดีพวกที่โดน เล่น หนักบนหน้าเฟชบุ๊คหลายคน (ไม่ทราบว่าตัวเล็กๆ กันแค่ไหน) ได้ร่วมมือกันเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงนายม้าร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟชบุ๊ค ชี้แจงให้ทราบว่ามีกลุ่มคนไทยจำนวนหนึ่งที่อาศัยความใจกว้างและไม่เล่นพวก (impartial) ของบริการเฟชบุ๊ค เอาเปรียบผู้ใช้อื่นๆ

กระทำการระดม ถล่มร้องเรียนเพื่อให้ระบบปิดหน้าชั่วคราวโดยอัตโนมัติของเฟชบุ๊ค ก่อผลร้ายในการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของผู้ที่รักประชาธิปไตย และการเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลของผู้ใช้เฟชบุ๊คที่ยึดมั่นในหลักการ “ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งความเห็นและการแสดงออก” ของปฏิญญาสากลสหประชาชาติ

จดหมายเปิดผนึกนี้ได้นำลงเป็นหน้าเฟชบุ๊คให้สาธารณะชนเข้าไปรับรู้ และ/หรือร่วมลงชื่อ แสดงความชอบใจ เสนอข้อคิดเห็นกันได้ ประดุจบัญชีหางว่าว ผู้ที่สนใจเข้าไปดูได้โดยผ่านการลงบัญชีหน้าเฟชบุ๊คส่วนตัว ตามลิ้งค์นี้ 'To Mark Zuckerberg from Thai Facebook users who cherish Democracy' และนี่จะเป็นกิจกรรมระทึกในช่วงเปลี่ยนผ่านจากปีเบ๊ไปสู่ปีแบ๊ะ

ท้ายนี้ขอนำข้อความตอนหนึ่งจากหน้าเฟชบุ๊ค 'ขอส่งเสียงถึงคุณมาร์ค ซัคเกอร์เบอร์ก จากผู้ใช้เฟซบุ๊คที่เชิดชูประชาธิปไตยชาวไทย' มาให้ชิมลางเป็นสังเขป
  
 Somsak Pakdidech ถึงคุณม้าร์คที่รักยิ่งยวด

พวกเราในรายชื่อหางว่าวต่อท้ายนี้ใคร่เรียนขอความกรุณาคุณช่วยหน่อย

เนื่องแต่พวกเราเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากหน้าเฟชบุ๊ค อันเป็นผลิตภัณฑ์จากการคิดค้นอันล้ำเลิศของท่าน ทำให้ได้ส่งข่าวคราว สื่อสาร แบ่งปันภาพ เสียง และเรื่องราวลายลักษณ์ กันเป็นประจำและติดยึด ประดุจส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เป็นความสุขที่ได้รับทราบ เรียนรู้ และแจกจ่ายกันในหมู่คนที่เข้าใจและรับได้ จนไม่คิด ไม่อยากที่จะต้องยอมสละ หรือผละหรือละไป

แต่ในความเป็นมาเกิดปัญหาบางประการ สมาชิกหลายท่านถูกปิดบัญชีเสียสิทธิ์ไปโดยไม่ต้องการเช่นนั้น หากแต่มีสมาชิกอื่นบางคนใช้วิธีการ (‘หามหมู่’) รุมถล่ม เอาเปรียบจากข้อระเบียบการรับคำร้องแจ้งเท็จโดยอัตโนมัติต่อผู้ใช้บัญชีที่ตนเองไม่พอใจ และที่ร้ายมากในกรณีประเทศไทย มีกลุ่มการเมืองคลั่งเจ้าดำเนินงานกันอย่างเป็นขบวนการ โหมกระหน่ำแจ้งเอาผิดต่อผู้เห็นต่างหรือคิดอย่างตรงข้าม เช่นนี้ทำให้พวกเราจำนวนไม่น้อยเสียประโยชน์ไปโดยมิควร

จดหมายฉบับนี้เป็นการวิงวอนให้ท่านทำการปรับกฏระเบียบและกระบวนดำเนินงานเพื่อสนองคำร้องเรียนสักเล็กน้อย มิให้พวกเราถูกกลั่นแกล้งให้ร้าย มุ่งหมายทำลายจากขบวนการคลั่งเจ้าดังกล่าว ที่บ่อยครั้งมีลักษณะหยาบคาย ก้าวร้าว ไปถึงขั้นรุนแรง ดังรายละเอียดที่ระบุไว้ในจดหมาย (English version) ฉบับนี้แล้ว”

สุขีปีใหม่ ใครต่อใคร ทุกคนนะครับ