Thursday, May 14, 2015

Dilemma เรื่องประชามติ เอาไงดีทั้งที่ไม่มีหวัง



จะว่าเป็นเรื่องที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกก็ใช่ ประเด็นการรณรงค์ให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๘ ที่ถกเถียงกันพอดูในหมู่ผู้ต้องการวิถีประชาธิปไตยแท้และเลือกตั้ง มากกว่าลากตั้งรัฐบาล คนดี

โดยที่ร่าง รธน. อันเต็มไปด้วยโวหารคุณธรรม หากแต่หมกเม็ดอำนาจเผด็จการไว้ให้อยู่กับคณะยึดอำนาจและองค์กรวิเศษแต่งตั้งจากกลุ่มชนชั้นนำผู้สนับสนุนวิถีรัฐประหาร ที่ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ผู้ร่างเรียกว่า เรือแป๊ะ แต่ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ผู้รู้ (วิชาการ) ท่านหนึ่งเห็นว่าเป็น ประชาชังนั้นกำลังรอ ‘water breaking’ จะคลอดมิคลอดแหล่

หากประเมินตาม สภาพัฒนาการเมือง โดย ดร.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ที่ว่าร่างฯ นี้ “ไม่แก้ปัญหาการเมือง มีการกำหนดองค์กรที่มีหน้าที่ปราบปรามจำนวนมาก แก้ปัญหาปลายน้ำ ไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุของปัญหาเลย ทั้งยังมีความล้าหลังไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก...รวมถึงการตั้งสภาขับเคลื่อนซึ่งถือเป็นสภาสืบทอดอำนาจชัดเจน” และ “เสนอให้ต้องมีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ”

ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกว่า “หากทำก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว ๒๕๕๗) วันนี้ถามอยู่ได้ว่าจะทำหรือไม่ อย่างไร ถามกันอยู่ได้ อะไรกันนักหนา ซึ่งนักข่าวถามทุกวันจนถึงวันนี้ตนรู้สึกรำคาญและจะไม่ตอบอีกแล้ว

ไม่ว่าหัวหน้า คสช. จะรำคาญแค่ไหน ข้อเท็จจริงก็คือร่าง รธน. ฉบับนี้ยี้มากๆ จนหลายฝ่ายอยากให้ทำประชามติตัดสิน ซึ่งปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แยกแยะไว้ว่ามีสี่กลุ่ม

กลุ่มแรกเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และกรรมาธิการยกร่างบางคน รวมถึงพวกที่ต้องการให้มีประชามติโดยไม่มีข้อเสนอสำหรับภาวะการณ์ที่ผลประชามติออกมาไม่รับร่างฯ กลุ่มนี้อาจเพียงต้องการความชอบธรรมสำหรับรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยความหวังว่าจะผ่านประชามติ

อีกสองกลุ่มเป็นฝ่ายการเมืองคนละขั้วที่บังเอิญมาเห็นพ้องต้องกันว่าร่างฯ ฉบับนี้ไม่เหมาะ เพราะออกแบบให้พรรคการเมืองไม่เพียงเป็นไก่รองบ่อน หากแต่ต้องอยู่ในกำกับของ นักการเมืองลากตั้ง ในคราบผู้ทรงคุณธรรม สุดยอดมืออาชีพและคนดีชุมชน

ทั้งสองกลุ่มมุ่งหวังให้มีการเลือกตั้งที่พวกตนได้ร่วมกิจกรรมอีกครั้งโดยไว ทั้งสองกลุ่มมุ่งหมายให้มีการทำประชามติเพื่อยกเลิกร่าง รธน. 'ศรีธนญชัย' นี้เสีย แล้วนำรัฐธรรมนูญฉบับเดิมที่ถูกคณะยึดอำนาจยกเลิกไปกลับมาใช้ดำเนินการ พรรคเพื่อไทยต้องการรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์อยากได้รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ (ทั้งสองฉบับถูกยกเลิกโดยคณะทหารชุดเดียวกันที่เปลี่ยนชื่อจาก คมช. มาเป็น คสช.)

กลุ่มที่สี่ที่ อจ. ปองขวัญระบุว่า “เป็นการแสดงออกที่ประนีประนอมและสันติที่สุด เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความเชื่อมโยงกับประชาชน” โดยหากประชามติไม่รับร่างฯ ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เปิดให้มีการเลือกตั้งสมาชิสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และให้ประชาชนออกเสียงอนุมัติ

ข้อเสนอของกลุ่มที่สี่ดังกล่าว (http://docdro.id/z75r) มีศูนย์กลางอยู่ที่ กลุ่มเรียกร้องประชามติที่เป็นประชาธิปไตย (รปป.) อันมาจากการรวมตัวของนักวิชาการ ศิลปิน นักกิจกรรม และนักประชาธิปไตยพันธุ์แท้ไม่ต่ำกว่า ๑๕๐ คน จัดว่าเป็นทางออกที่ตอบโจทย์วิธีการ มัดมือชก และ คลุมถุงชน ของ คสช. ได้เนียนที่สุด

แม้นว่า อจ.ปองขวัญ ได้ยกประเด็นขัดข้องที่ว่า กลุ่มต่อต้านการรัฐประหารบางส่วนก็แสดงความเห็นต่อต้านการลงประชามติต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยมองว่าเป็นไปไม่ได้ที่การลงประชามติจะเกิดขึ้นอย่างบริสุทธิ์โปร่งใส และปล่อยให้มีการรณรงค์กันอย่างกว้างขวาง ปราศจากการแทรกแซงจากผู้มีอำนาจ...

ผลสุดท้ายปรากฏว่ามีเสียงยอมรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มากกว่า จะเท่ากับเป็นการตีตราให้ความชอบธรรมกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในปี 2550 เมื่อเป็นเช่นนี้ การรณรงค์ที่น่าจะเป็นผลมากกว่าคือการ ข้ามช็อตเรียกร้องให้ทั้งพรรคการเมืองและประชาชนบอยคอตการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น จากร่างรัฐธรรมนูญอันไม่เป็นประชาธิปไตยฉบับนี้จะดีกว่า”

การนี้ ดร. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เป็นหนึ่งในผู้ไม่เห็นด้วยกับการรณรงค์ขอให้มีประชามติ ทั้งที่หัวหน้า คสช. ไม่ค่อยจะแยแสเท่าไร “ส่วนเรื่องการทำประชามติจะพิจารณากันอีกครั้งหนึ่ง ยังไม่สามารถตอบได้ในเวลานี้” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวในทำนองเดียวกันหลายครั้ง ล่าสุดเมื่อ ๑๔ พฤษภาคม ไม่ยี่หระถึงขนาดบอกว่า “ทุกวันนี้ต่างประเทศไม่ค่อยถามตนถึงเรื่องประชาธิปไตยแล้ว


ความรู้สึกผมตอนนี้คือ มีความเป็นได้เพิ่มมากขึ้นที่ คสช. เองอาจจะให้มีประชามติจริงๆก็ได้ แต่มีภายใต้สภาพแบบปัจจุบันนี่แหละ คือปิดกั้นไม่ให้มีการเคลื่อนไหวการเมืองต่อไป (ประเภทกำหนดวันนัดให้ลงประชามติ แล้วถึงเวลาก็ให้ประชาชนมาลงเท่านั้น) ไม่มีการอนุญาตให้รณรงค์สาธารณะ ชุมนุมประท้วง ประณามร่าง รธน. ฯลฯ (เพราะถ้ายอมให้ทำแบบนั้น ก็เท่ากับยอมให้มีเคลื่อนไหวการเมืองคัดค้าน คสช. นั่นเอง ซึ่งเป็นไปไม่ได้)”

ยิ่งกว่านั้น โดยการที่ คสช. สามารถกำหนดว่าถ้าไม่รับก็กลับไปเริ่มใหม่ ก็เท่ากับ แบล็กเมล์ ประชาชนว่า ถ้าอยากให้จบๆ มีเลือกตั้งใหม่ ก็ลงรับๆไปเสีย บวกกับการที่ว่า ถ้าให้ทำประชามติก็คงทำภายใต้สภาพแบบปัจจุบันที่ยังปิดกั้นการเคลื่อนไหวการเมืองต่อไปดังกล่าว ก็มีความเป็นไปได้ที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยตกอยู่ในสภาพถูกแบล็กเมล์ (และไม่มีโอกาสได้รับข่าวสารจากการรณรงค์คัดค้านด้วยดังกล่าว) จะยอม รับๆไปซึ่งก็คือ เข้าทาง คสช. ที่เอาไปอ้างความชอบธรรม”

(สมาชิกเฟชบุ๊คดูโพสต์เต็มๆ ได้ที่ https://www.facebook.com/somsakjeam?fref=nf)

แต่กระนั้น ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ (ฝ่าย รปป.) เขามีคำตอบให้

“คนที่เรียกร้องประชามติก็รู้ว่า ยากมากหรือเป็นไปไม่ได้เลยที่คสช. จะยอม แล้วเรียกร้องทำไม? ถ้ากระแสเรียกร้องประชามติมาแรงแล้วเขาดื้อไม่ให้มีประชามติ ดันทุรังผ่านรธน. ออกมาจนได้ คำตอบคือ ดีเหมือนกัน รธน.๕๘ จะยิ่งขาดความชอบธรรม ซึ่งจะกระทบไปถึงการจัดการเลือกตั้งด้วย

แต่ถ้าเขายอมให้มีประชามติ คำตอบคือ ดีเหมือนกันอีก เพราะจะเกิดการอภิปรายในพื้นที่สาธารณะประเด็น รธน.ต้องมาจากปชช. รวมทั้งอภิปรายร่างรธน.๕๘ นี้ ถึงเขาห้ามพูด ก็เชื่อว่าจะห้ามไม่อยู่ พรรคการเมืองก็จะมีบทบาทในขั้นนี้ได้ง่ายกว่า

ถ้าผลประชามติคือ ไม่ผ่าน แล้วเขายังจะขัดขืน วนกลับไปเริ่มต้นจุดเดิมด้วยสภาปฏิรูปชุดใหม่อีกรอบ ในทางการเมือง เขา สูญเสีย อย่างหนัก

ถ้าผลประชามติคือ ผ่าน ก็มีเลือกตั้ง แต่สิ่งที่ได้คือ ได้เปิดประตูอภิปรายประเด็น ที่มาของรธน.และได้วิพากษ์ร่างรธน. ๕๘ ไว้แล้ว ประเด็นเหล่านี้จะยังคงอยู่ต่อไป และพร้อมที่จะกลับมาอีกครั้งเมื่อรธน. ๕๘ ถูกฉีกในที่สุด”


แล้วก็มีคำตอบย้อนกลับมาอีก ครานี้จาก sidekick หรือไม่ก็ sideline (แสดงว่าแต่ละข้างมีพลานุภาพหนักแน่นพอทัดทานกัน)

ผู้ใช้นาม วิบูลย์ แซ่ลิ้มให้ความเห็นว่า “๑) ฝ่าย ปชต. เปนคนเรียกร้องประชามติเอง ๒) เกิด คสช. ตกลงให้มีประชามติ ๓) หากไม่ผ่านก็ดีไป แต่ถ้าเกิดผ่านประชามติจะด้วยปัจจัยใดก็ตามแต่ นั่นเท่ากับฝ่าย ปชต. ต้องยอมรับโดยปริยาย

ต่างกับการที่ คสช. ประกาศใช้เลย นั่นเท่ากับเป็นการยัดเยียด รธน. นี้ให้แก่ ปชช. ในกาลครั้งหน้าถ้ามีปัจจัยบวกด้านอื่นมาเสริม ฝ่าย ปชต. สามารถลุกขึ้นอย่างชอบธรรมในการต่อต้าน หรือแม้แต่ล้มล้าง รธน. นี้อย่างชอบธรรม
 
๔) ในกรณีที่ คสช. ให้มีการลงประชามติเอง โดยที่กลุ่มประชาธิปไตยใด ๆ ไม่ได้เรียกร้อง และกลุ่ม ปชต. ได้ออกแถลงไม่ยอมรับ รธน. ที่มีเนื้อหาสาระเช่นนี้ รธน.ที่ร่างขึ้นภายใต้อำนาจเผด็จการ การลงประชามติร่าง รธน. นี้จึงไม่ชอบด้วยทั้งตัว รธน. เอง และไม่ชอบทั้งการทำประชามติภายใต้บริบทเผด็จการ
 
นั่นเท่ากับฝ่าย ปชต. ยังยึดกุมความชอบธรรมไว้ตลอดกาล แม้ตอนนี้จะทำอะไรไม่ได้ แต่ในกาลข้างหน้าความชอบธรรมนี้อาจกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ปลุกกระแสมวลชนให้ลุกขึ้นมาได้

๕) ไม่มีอะไรการันตึได้ว่าผลประชามติจะออกมาแบบไหน ในบริบทที่อำนาจทุกอย่างอยู่ในมือ คสช. การรีโมทผลประชามติก็อาจทำได้
 
๖) และเมื่อเกิด รธน. ผ่านประชามติ นั่นเท่ากับฝ่าย ปชต. ต้องอยู่กับ รธน. นี้แบบยินยอมโดยปริยาย เพราะเป็นฝ่ายเรียกร้องเอง ทั้งที่ คสช. ก็บอกมาหลายครั้งว่าคงไม่ทำประชามติ

ที่สุด ผลประชามติถ้าผ่าน ก็จะเปนการปิดจ๊อบที่เฟอร์เฟคของเครื่อข่ายและ คสช. ผลของประชามติจะเป็นเสมือนอาวุธสำคัญที่กลับมาทิ่มแทงทุกสิ่งทุกเรื่องที่ฝ่าย ปชต. จะออกมาคัดค้านและโต้แย้งในกาลข้างหน้า และตลอดไป”

จุดเด่นของข้อโต้แย้งนี้อยู่ที่ กาลข้างหน้าและ ถ้าประชามติผ่านนั่นก็คือ รธน. ห่วยๆ ดันได้รับ ข้ออ้างความชอบธรรม นี่เองถึงได้เกริ่นแต่ต้นว่าเรื่องนี้มี dilemma ไม่ใช่แค่ กลืนไม่เข้า คายไม่ออก แต่มันติดกึกติดกัก ชิบ...พร้อมกันไป

แล้วที่ติดก็ไม่ใช่อะไรอื่น ติดที่ คสช. กดหัว-บีบคออยู่ ดังที่ รปป. อ้างไว้ ขอใช้ประชามติด้วยความหวังว่าจะปฏิเสธร่าง รธน. คสช. ได้โดยไม่เกิดการสูญเสีย และ ไม่สันติ

เช่นนี้ อ่านเกมตามที่เห็นเกือบทุกเมื่อเชื่อวัน คสช. ย่อมไม่ยอมเบี่ยงเบนไปจาก โร้ดแม็พที่วางไว้ (ส่วนจะเปลี่ยนใจเองภายหลัง พวกเขาทำง่ายได้อยู่แล้ว) ดังประยุทธ์ย้ำว่า “ไม่ควรออกมาพูดวิจารณ์รัฐธรรมนูญให้เกิดความเสียหายในเวลานี้” และอ้างตีกัน “โดยเฉพาะผู้ที่เคยอยู่ในรัฐบาลต่าง ๆ” คือนอกจากไม่สนประชามติแล้วยัง ห้าม ติติงร่าง รธน. เสียด้วย

ดังนั้นประชากร ไม่ว่าจะเป็นราษฎรหรือพลเมือง ภาคส่วนที่ต้องการประชาธิปไตยแท้ๆ และการเลือกตั้งเสรี ไม่เพียงกระอักกระอ่วน หรือติดกัก หากแต่ ติดปลักเงื่อนงำ ความรุนแรง ที่คลึ้มอยู่หาก คสช. จะเอาอย่างคณะยึดอำนาจอียิปต์บ้าง (ดูข้อเขียนก่อนหน้าในบล็อกนี้)

ทางออกเหลืออยู่แต่ทำอย่างไรจะหลุดพ้นเงื่อนงำดังกล่าวข้างต้นได้ ทางเลือกอยู่ที่จะ สู้ อย่างไรและไม่รอ ในเมื่อมีทางสู้อยู่สองแนว สู้นิ่ม กับ สู้แน่วที่เป็น dilemma กันอยู่ ไม่รู้จะลงตรงไหนดี

ไฉนไม่ผสมกันเป็น พันธุ์ทางดูสิว่าออกมากลมกล่อมไหม ซึ่งก็น่าจะได้จุดร่วมอยู่ที่ ไม่เอาร่าง รธน.เรือแป๊ะ แน่นอน ไม่เช่นนั้นต้องแก้ไขเต็มพิกัด เปิดให้รุมวิพากษ์ และหากเขายอมให้มีประชามติต่อร่างฯ ก็ไม่รับ ยืนกรานสถานเดียวว่า รธน. ต้องเชื่อมโยงประชาชน

ข้อสำคัญต้องกล้า อย่าเย็บปิดหมดทวารทั้งสาม และต้องไม่กลัวความรุนแรง ไม่งั้นจะกลายเป็นหงอ

(ขออภัยที่หลาย ต้อง)

Wednesday, March 25, 2015

โร้ดแม็พอียิปต์ที่ คสช. คงอยากเอาอย่าง


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรัฐประหาร ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ซึ่งสถาปนาตัวเป็นนายกรัฐมนตรีมาจนกระทั่งบัดนี้ กล่าวในแถลงข่าวเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๘ ไว้ว่า

“ในวันนี้มองว่าประเทศมีความเป็นประชาธิปไตยทุกอย่าง ๙๙.๙๙ เปอร์เซนต์ ตอนนี้หากจะว่าใคร ผมก็ไม่เคยว่า แต่อย่ามาต่อต้านกัน เพราะถ้าเป็นประเทศอื่นเวลาควบคุมอำนาจสั่งติดคุกหมดแล้ว หรือถ้าไม่ทำตามสั่งติดคุก ยิงเป้า ไม่ต้องมานั่งปวดหัวแบบนี้”

ประเทศอื่นที่ บิ๊กตู่ อ้างคงจะเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากอียิปต์ ซึ่งคณะทหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วทำการกวาดล้าง ปราบปรามพลพรรคและเครือข่ายทางการเมืองขององค์การ ภราดรภาพมุสลิม’ (Muslim Brotherhood) อันเป็นแก่นสำคัญแห่งรัฐบาลของนายโมฮาเม็ด มอร์ซี่ ที่ถูกโค่นล้มไป

คณะทหารอียิปต์อ้างว่าพวกภราดรภาพมุสลิมเป็นกลุ่มก่อการร้าย จึงทำการกวาดล้างไม่ยั้งอย่างถอนรากถอนโคน เมื่อปีที่แล้วศาลอียิปต์ซึ่งตัดสินคดีการเมืองอย่างลำเอียง จงใจลงโทษฝ่ายตรงข้ามกับคณะทหาร พิพากษาประหารชีวิตผู้สนับสนุนรัฐบาลมอร์ซี่ กว่าพันคน (๕๒๙ รายในเดือนมีนาคม และ อีก ๖๘๓ คนในเดือนเมษายน) ที่แม้ว่าต่อมาผู้ต้องโทษจำนวนมากได้รับการผ่อนปรนหลังอุทธรณ์ หรือกลับคำพิพากษาปล่อยตัวไป

ท้ายสุดเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ศาลยืนกรานให้ประหารผู้สนับสนุนภราดรภาพมุสลิม ๑๘๓ คนที่ปะทะกับเจ้าหน้าที่ในการประท้วงเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๖ ทำให้มีตำรวจ-ทหาร เสียชีวิตไป ๑๔ คน แต่ก่อนหน้านั้นเมื่อปลายปีที่แล้ว (พฤศจิกายน) ศาลกลับยกฟ้องคดีต่างๆ ที่ยังค้างคาอยู่ต่อฮอสนิ มูบารัค อดีตผู้เผด็จการคนก่อนจนหมดสิ้น รวมทั้งคดีสังหารผู้ประท้วง อาหรับสปริงกับคดีคอรัปชั่นที่ถูกคณะทหารชุดก่อนใช้อ้างในการปลดมูบารัคจากอำนาจในปี ๒๕๕๔

นอกจากนั้นยังมีการพิพากษาจำคุกผู้เยาว์ (อายุ ๑๓ ถึง ๑๗ ปี) อีก ๗๘ คน โทษฐานเป็นสมาชิกกลุ่มการเมืองที่ถูกประกาศ (โดยคณะรัฐประหาร) ว่าอยู่ นอกกฏหมายซึ่งก็คือกลุ่มมุสลิมบราเธอร์ฮู้ดนั่นแหละทั้งนี้เนื่องจากเด็กเหล่านี้ไปร่วมชุมนุมคัดค้านรัฐประหารที่บราเธอร์ฮู้ดจัดขึ้น รายงานข่าวอัลจาซีราระบุว่านับแต่คณะทหารยึดอำนาจจากรัฐบาลมอร์ซี่เป็นต้นมา มีประชาชน ๑,๔๐๐ คนถูกฆ่า อีก ๑๕,๐๐๐ ถูกคุมขัง รวมทั้งร้อยกว่าคนที่ถูกตัดสินประหาร

ทั้งสามกรณีดังกล่าวข้างต้น ไม่ว่าการขู่เข็ญ-คุมเข้มบรรดานักศึกษาที่มีประวัติการเคลื่อนไหวทางการเมือง(ล่าสุด ๑๙-๒๕ มีนาคม ๒๕๕๘ จำนวน ๑๗ ราย) ไปถึงการยัดข้อหาก่อการร้ายต่อผู้ที่ต่อต้านคณะรัฐประหาร การยกฟ้องหรือปล่อยให้คดีที่กลุ่มการเมืองฝักฝ่ายตนหมดอายุความ (คดี ปรส. ๘ หมื่นล้าน) ขณะที่รวบรัดคดีการเมืองเพื่อเอาผิดอาญาแก่นายกรัฐมนตรีและคณะในรัฐบาลชุดเลือกตั้งที่ถูกยึดอำนาจ

เลยไปถึงการใช้ยาแรงกำจัดผู้เห็นต่างด้วยข้อหาหมิ่นกษัตริย์ ซึ่งบัดนี้ยกระดับโดยใช้ข้อหาก่อการร้ายสมทบเข้าไปด้วย ล้วนเป็นลักษณะการกดขี่ข่มเหงประชาชน ในเส้นทาง (Road map) เดียวกับคณะทหารอียิปต์ทั้งสิ้น

เมื่อกลางปีที่แล้ว หลังจากคณะทหารบูรพาพยัคฆ์ทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลเลือกตั้งของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ไม่นาน ผู้เขียนได้ตั้งข้อสังเกตุท่าทีของหัวหน้าทีมรัฐประหารไว้ว่า ดูจะเอาอย่างเผด็จการอียิปต์ สร้างความชอบธรรมให้แก่ตนตามแบบนายพลอับเดล ฟัตตาห์ เอล-ซิซี ที่ขณะนั้นเพิ่งได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ด้วยคะแนนท่วมท้นไม่ธรรมดา

มาบัดนี้ สิบเดือนผ่านไป การยึดอำนาจที่หลายกลุ่มแสดงอาการสะใจ พวกปิดกรุงเทพฯ ป่วนเมือง ที่เรียกตนเองว่า กปปส. พากันไปฉลองใหญ่ในโรงแรมหรู แล้วจากนั้นบรรดาแกนๆ ก็พากันไปบวชหลีกลี้คดีสั่งฆ่าประชาชน เข้ายึดครองวัดสวนโมกข์ ไชยา เอามาเป็นที่ส้องสุมโดยแยบยล ขณะทหารจัดการกับเส้นสายและฐานกำลังของรัฐบาลเก่าโดยละม่อม

ทางด้าน เรือแป๊ะ ก็แล่นฉลุยไม่เหลียวหลัง เตรียมทางสะดวกสำหรับรัฐบาลชอบสั่ง (ไม่ค่อยชอบทำ) ที่จะมีกรรมการคัดสรรกันอย่างอิสระในหมู่คนดี คนเก่ง คนชั้นนำ และคนเหนือคน ไม่ต่างมากนักกับเผด็จการทหารอียิปต์ ที่ปูทางไปสู่ชัยชนะเลือกตั้งท่วมท้นด้วยการกำจัดบราเธอร์ฮู้ดคู่ต่อสู้ทางการเมืองหลักอย่างราบคาบจนไม่สามารถลงแข่งได้ จับหัวแถวตั้งแต่มอร์ซี่ลงมายัดใส่คุก เก็บหัวหอก ฮ้าร์ดคอร์ด้วยน้ำมือการ์ดฝ่ายปราบปรามและคำตัดสินประหาร ดังที่อัลจาซีรารายงานว่าตายเป็นพัน

หากแต่เส้นทางเรือแป๊ะกับเรือกอนโดล่านั่นผิดแผกกันอยู่ ประดุจดังความต่างของน้ำเจ้าพระยากับน้ำไนล์ ซึ่งว่ากันว่าคณะยึดอำนาจไทยชุดนี้ลงมือกระทำการด้วยปณิธานว่าจะไม่ยอมให้ เสียของเหมือนครั้งก่อน ครั้นพอกุมอำนาจได้มั่นมือแล้วจึงเป็นที่กระจ่างว่าการไม่เสียของก็คือ ไม่ปล่อยให้ตาอยู่ฉกเอาไปกินอีกนั่นเอง

ระยะนี้จึงเห็นมีเกจิในสายตาอยู่ออกมาบ่นเรื่อง ฝีหนอง กับ ของเสียเสียงดังทีเดียว แถมเตือนอย่างมีเลศซ่อนเร้นว่าเดือนเมษานี้แหละ ฝีจะแตก เลยทำให้เรื่องเส้นทางไปสู่การเป็นผู้ปกครองอย่างภาคภูมิในระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์ ตั้งด้วยการ แต่ง และ ลาก เห็นทีจะมีขวากหนาม

ถ้าจะเทียบเคียงดูว่าคณะยึดอำนาจไทยจะไปถึงที่สุดตามเส้นทางอียิปต์หรือไม่ ต้องดูที่พี่ใหญ่ยูเอสเพ็นตากอน คณะทหาร เอล-ซิซี แม้ตอนยึดอำนาจใหม่ๆ จะเคยถูก รมว. ต่างประเทศสหรัฐ จอห์น แคร์รี่ ตำหนิเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่ก็ได้รับสัญญานดันก้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๕๗ เมื่อนายแคร์รี่บอกว่าพร้อมกลับมาจูบปากกันอีก แม้ว่าขณะนั้นรัฐบาลเอล-ซิซีตกเป็นเป้าตักเตือนโดยองค์การ ฮิวแมนไร้ท์ว้อทช์ ค่อนข้างหนักเรื่องข่มเขงประชาชน

จนมาถึงขณะนี้นายพลเอล-ซิซีที่เปลี่ยนมาเป็นประธานาธิบดีเต็มตัว สามารถพูดกับสื่ออเมริกันอย่างเต็มปากชักนำให้เห็นความสำคัญของคณะตน ด้วยการกล่าวหาภราดรภาพมุสลิมว่าเป็นขบวนการก่อการร้าย ในการให้สัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์ เขาพูดถึงศรัทธาในศาสนาอิสลามว่าดั้งเดิมมิได้แฝงด้วยอุดมการณ์รุนแรงแม้แต่น้อย แต่มาแปรเปลี่ยนไปในราวปี ค.ศ. ๑๙๒๘ เมื่อเกิดกลุ่มหัวแข็งอย่างภราดรภาพขึ้น

อีกเหตุที่ทำให้ผู้นำทหารอียิปต์ได้รับการยอมรับจากสหรัฐในฐานะประธานาธิบดีแห่งรัฐบาลพลเรือน อยู่ที่บทบาทของเขาในการต่อกรกับขบวนการรัฐอิสลาม (Islamic State) โดยส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดไปถล่มฐานที่มั่นไอเอสทั้งในซีเรียและอิรัก (แม้นว่าเพื่อเป็นการตอบโต้ต่อการที่กลุ่มไอซิสกระทำการสำเร็จโทษตัดหัวชาวอียิปต์นับถือคริสต์ ๒๑ คน ในซีเรียก่อนหน้านั้นก็ตามที)

มิใยที่ สื่อกระแสหลักในสหรัฐบางส่วนวิพากษ์การที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโอบาม่ายังคงเอาใจรัฐบาลทหารอียิปต์ โดยคงไว้ซึ่งงบประมาณความช่วยเหลือทางทหารปีละ ๑.๓ พันล้านดอลลาร์ กับไม่ยอมปริปากถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน จับกุมคุมขังสื่อกับนักศึกษา ล่าสังหารพวกบราเธอร์ฮู้ด และจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก

รัฐบาลทหารของนายพลเอล-ซิซี จึงน่าจะเป็นที่พิสมัย เอาเยี่ยงอย่างโดยคณะยึดอำนาจไทยได้อย่างดี

แต่การมิได้เป็นเช่นเดียวกัน กลับมีการส่งนายแดเนียล รัสเซิล เจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายกิจการเอเซียตะวันออกในกระทรวงต่างประเทศไปเยือนกรุงเทพฯ เพื่อแจ้งให้คณะรัฐประหารทราบว่า สหรัฐยึดมั่นในหลักสิทธิส่วนบุคคล ประชาชนเลือกรัฐบาลของตน และแสดงออกทางความคิดอย่างเสรี ตามครรลองประชาธิปไตย ไม่สนับสนุนกฏอัยการศึก ไม่เห็นด้วยกับการใช้ศาลยุติธรรมเป็นเครื่องมือทำร้ายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

ซ้ำร้ายคณะทหารไทยดันเล่นไพ่ผิดประเภท แทนที่จะเล่นโป๊กเกอร์กลับไปเล่นไพ่เก๋า เมื่อพลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รมว. ต่างประเทศให้สัมภาษณ์ว่าถ้าไทยบาดหมางกับสหรัฐ ก็เชื่อว่าจะได้เกาหลีเหนือกับจีนมาหนุนหลัง หนักไปกว่านั้นพวกเบี้ยพลอยพยักในสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีหนังสือเรียกตัวอุปทูตอเมริกัน แพ้ทริก เมอร์ฟี่ ไปให้การตอบข้อซักถาม เลยถูกศอกกลับมาว่า ไม่มีระเบียบปฏิบัติที่ไหนให้ทำอย่างนั้น

อาการผิดผีผิดไข้ต่างๆ ที่คณะยึดอำนาจพลาดท่าเดินไม่ตรงโร้ดแม็พทั้งแบบอียิปต์และแนวสหรัฐ ซึ่งก็คงได้รับคำตอบจากผู้ช่วยโฆษกรัฐบาลคณะทหารแบบองุ่นเปรี้ยวได้ว่า เป็นแผนภาพเส้นทางที่ไม่อยู่ในสายตาของ คสช. เลยแม้แต่น้อย เพราะคณะยึดอำนาจมีโร้ดแม็พของตัวเองอยู่แล้ว

หากแต่โร้ดแม็พของ คสช. เองยังมองไม่เห็นช่องบรรลุได้โดยผ่องใส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความเป็นอยู่ ปากท้องประชาชน ที่กำลังเป็นดั่งน้ำเต้าน้อยถอยลงเวลานี้

หวังว่าเจ้าตัวหัวหน้าใหญ่จะสามารถไปชี้แจงให้แจ่มแจ้งในที่ประชุมนานาชาติ สำนักงานใหญ่ยูเอ็นในนครนิวยอร์ค ตอนเดือนกันยายนนี้ได้อย่างดี โดยไม่มีตาอยู่ หรือหัวหมู่ไหนใจร้อนมาตัดหน้าเอาไปทำเองเสียก่อนก็แล้วกัน

Sunday, February 15, 2015

คสช. เข้าใจอะไรผิดไปนิดไหม



เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะผู้ยึดอำนาจปกครอง ที่ใช้นามแฝงว่า คสช. ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการทหารบก ผู้เป็นเลขาธิการคณะยึดอำนาจดังกล่าว ออกมาแถลง เร่งทำความเข้าใจเรื่องที่ทางการอียู หรือประชาคมร่วมยุโรป ได้แสดงความเป็นห่วงและทักท้วงมาอีกครั้ง ต่อกรณีที่คณะยึดอำนาจกระทำการจับกุมบุคคลไปควบคุมตัวไว้ก่อนแล้วค่อยตั้งข้อหา กับการนำพลเรือนไปขึ้นศาลทหาร

คำชี้แจงไม่มีอะไรใหม่ หรือมีคุณค่าสลักสำคัญต่อกรณีที่อียูทักท้วงมา เนื่องเพราะยังคงใช้ข้ออ้างเดิมๆ ที่มีลักษณะเป็นวาทกรรมซ้ำซาก หรือ rhetoric ว่า “สถานการณ์ในไทยที่มีความแตกต่างจากประเทศอื่นๆ บริบทของการแก้ไขปัญหาก็ย่อมต้องมีความแตกต่างกัน

แม้กระทั่งในส่วนของข้อมูลเพิ่มเติมอีก ๔ ข้อ (ตามที่ปรากฏในรายงานข่าวของ http://news.voicetv.co.th/thailand/167274.html ) ก็ยังคงลักษณะในการใช้โวหารแก้ต่างไปพลางๆ ยิ่งเสียกว่ามุ่งหมายตอบข้อข้องใจอันใด ดังจะได้แจกแจงในรายละเอียดต่อไป

ก่อนอื่นเราย้อนไปดูเนื้อหาการทักท้วงของประชาคมยุโรปกันหน่อย

ตามรายงานข่าวเอพีตีพิมพ์ที่ http://www.salon.com/2015/02/13/eu_criticizes_detention_policy_military_courts_in_thailand/  นั้น ทางการอียูแถลงย้ำความเห็นขององค์การ Human Rights Watch ซึ่ง คสช. ทำการปิดกั้น (blocked) ไม่ยอมให้รับฟังความเห็นมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว นับแต่องค์การดังกล่าวติติงการทำรัฐประหารของคณะทหารไทย และชี้ให้เห็นการปฏิบัติที่ขัดต่อหลักการสากลว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ และประชาธิปไตยหลายครั้ง

ข้อเรียกร้องจากฮิวแมนไร้ส์ว้อทช์ เป็นเรื่องการที่เจ้าหน้าที่ทหารทำการควบคุมตัวประชาชนพลเรือนไว้เป็นเวลาเกือบสามเดือน (๘๔ วัน) โดยยังไม่ต้องตั้งข้อหา ฟ้องร้อง ดำเนินคดี ในกระบวนการยุติธรรมสากลปกติ องค์การสิทธิมนุษยชนนานาชาติซึ่งมีสำนักงานกลางอยู่ในกรุงนิวยอร์คแห่งนี้คัดค้านต่อการที่ คสช. จะนำวิธีการของกฏอัยการศึกดังกล่าวมาบังคับใช้อย่างถาวร พร้อมทั้งชี้ว่าเป็นการขัดต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิพลเรือนส่วนบุคคลและการเมือง ที่ประเทศไทยร่วมเป็นภาคี

นายแบรด แอดัมส์ ผู้อำนวยการภาคพื้นเอเซียของฮิวแมนไร้ส์ว้อทช์ระบุว่า การนำเอาวิธีการควบคุมตัว ๘๔ วันก่อนตั้งข้อหามาใช้ เท่ากับเป็นการตระบัดสัตย์อีกครั้ง ไม่ยอมรักษาคำมั่นสัญญา (broken promise) ที่จะนำประเทศกลับคืนสู่การปกครองโดยเคารพสิทธิและประชาธิปไตย

คำอ้างที่ พ.อ.วินธัย แถลงเพิ่มเติมในข้อแรกเลยทีเดียวว่า “การควบคุมตัวเป็นการดำเนินการตามกระบวนยุติธรรมปกติต่อผู้ที่สงสัยว่าจะกระทำความผิด” นี่ก็ คลาดเคลื่อน ไปมากจากหลักการสากลอันควรเป็น (ส่วนที่จะมีเจตนา บิดเบือน แอบแฝงหรือไม่ คงต้องพิสูจน์กันต่อไป เมื่อบ้านเมืองหลุดพ้นจากครอบงำของเผด็จการแล้ว)

โดยหลักการสากลเรื่องสถานะของ “ผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัย ถือว่าบริสุทธิ์จนกว่าจะสามารถพิสูจน์ความผิดชัดแจ้งแล้ว” การปฏิบัติต่อผู้บริสุทธิ์ย่อมไม่ใช่เรียกผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารไปคุยเพื่อปรับทัศนคติ 

การเปลี่ยนไปใช้คำ 'แลกเปลี่ยนมุมแนวคิด' แทน ไม่ได้ช่วยปรับเจตนาให้หลุดพ้นไปจากการก้าวร้าวได้ หากจะยืนยันว่านั่นเป็นไปตามที่กรอบกฏหมายกำหนด ก็โปรดเข้าใจไว้เสียด้วยว่ากฏหมายของท่านผิดฝาผิดไข้ไปแล้ว

ข้อสองที่ว่า “คดีขึ้นศาลทหารปัจจุบันมีอยู่สองสามฐานความผิดเท่านั้น อันเป็นลักษณะเกี่ยวกับความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย” อันนี้ชัดมากเมื่อทั่วโลกเขาเห็นว่า ความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยที่อ้าง มันเป็นของ ท่าน และ พวกท่าน เท่านั้น ไม่ใช่ของพลเมืองทั้งมวล

ดังนั้นการใช้วลี “ซึ่งมั่นใจสังคมส่วนใหญ่ยอมรับและเข้าใจ” ก็เป็นเพียงมโนจริต หรือวาทกรรมซ้ำซาก ที่ควรกลับไปอ่านคำตอบสำหรับข้อแรก จะได้กระจ่างขึ้นมาอีกนิด

ข้อสามนั่นอ้างถึง ทางพฤตินัยนี่ก็ผิดถนัด น่าจะ พจนัยคงพอฟังได้ เรื่องว่า “ยังคงยึดโยงให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ฟังเสียงความต้องการประชาชนผ่านศูนย์ดำรงธรรม ผ่านศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ ผ่านเวทีรับฟังความเห็นของในหลายๆ องค์กร เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมกับภาครัฐได้อย่างกว้างขวาง” ซึ่งก็เชื่อไม่ได้ว่าเป็นจริง

เพราะการร้องเรียนผ่านศูนย์ต่างๆ ดังว่า เห็นมีแต่พวกแฟนคลับนกหวีดปิดกรุงเทพฯ เท่านั้นที่ไปร้องกันประปราย แล้วดูจะเป็นแค่พวกอกหักกับ ไทยออยส์ ที่ท่านผู้นำคณะยึดอำนาจปกครองเป็นประธานกรรมการอยู่ด้วยน่ะ  ฉะนั้น คำว่า อย่างกว้างขวางจึงมุสาหน้าใส

ส่วนข้อสี่นี่คล้าสสิกมากทีเดียว ว่ายังต้องใช้กฏอัยการศึก ด้วยสถานการณ์ยังคงละเอียดอ่อน' ท่านบอกว่า ก็เพียงเท่าที่จำเป็น หลักๆ มีเพียง 2 ข้อคือ ขอให้งดเว้นการชุมนุมทางการเมือง กับช่วยให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงตัวผู้ต้องสงสัยกระทำความผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น

โดยเฉพาะข้อหลังนั้น ถ้าอ่านเจตนาเบื้องลึกแบบที่ ตลก. ศาลรัฐธรรมนูญชอบทำ จะได้ความว่า เพื่อพวกท่าน จะได้กุมอำนาจต่อไปได้โดยสะดวกแค่นั้นแหละ ไม่ใช่ใดอื่น

แต่หากอ่านจากเนื้อถ้อย อีกทั้งตีความอย่างผู้ที่เจริญแล้วด้วยจิตสำนึกแห่งประชาธิปไตย และความเท่าเทียมกันของมนุษย์ละก็ คงบอกว่าเป็น Stalin-esque tactics และ Orwellian dystopias อย่างที่ Elizabeth Na ’Ai เขียนวิจารณ์ไว้ในบทความเรื่อง 'THAILAND : Orwellian Dystopia at Its Finest' ที่ตีพิมพ์บนวารสาร Asia Media ของมหาวิทยาลัย Marymount ในลอส แองเจลีส

ข้อเขียนฟันธงว่า “มาตรการของ คสช. ที่ว่ามุ่งสร้างสันติและลด ความเกลียดชังหรืออาจจะอธิบายให้ใกล้เคียงยิ่งกว่าได้ว่า คือการกำจัดกลุ่มการเมือง และผู้เห็นต่าง ออกไปจากการเจรจาต่อรอง”

ผู้เขียนกล่าวถึงการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขอให้ประชาชนคอยสอดส่องกันและกัน ว่าใครมีพฤติกรรมน่าสงสัยก็ให้รายงานต่อเจ้าหน้าที่ บวกกับการเตรียมออก พ.ร.บ. สื่อไซเบอร์และเศรษฐกิจดิจิทอล “ถ้าผ่านออกมาบังคับใช้ละก็ -แล้วใครล่ะจะค้าน- คณะผู้ยึดครองมีอำนาจเต็มในการเข้าไปค้น อายัติ เข้าถึง และตัดตอนช่วงชิงการสื่อสารใดๆ ทางระบบดิจิทอล โดยไม่ต้องอิงหลักฐานหรือการวินิจฉัยจากผู้มีอำนาจตุลาการที่น่าเชื่อถือ

(เท่ากับว่า) คณะผู้ยึดอำนาจได้จัดตั้งรัฐสอดแนม (สไตล์ ‘1984’) ขึ้นมาอย่างชั่วร้าย ชนิดทำให้ ออร์เวลล์ (ผู้เขียน‘1984’) เอง ยังต้องอาย”

ผู้เขียนยังพาดพิงถึงการตั้งข้อหาความผิดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ที่มีเพิ่มขึ้นฮวบฮาบนับแต่การยึดอำนาจเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๗ กับการเรียกนักการเมืองพรรคเพื่อไทยไปปรับทัศนคติ การข่มขู่สื่อมวลชน ห้ามถามเซ้าซี้ ล้วนเป็นองค์ประกอบทำให้ประเทศตกอยู่ในสภาพ Orwellian Dystopia หรือ ขุมนรกออร์เวลล์ทั้งสิ้น

“เห็นได้แจ้งชัดว่า ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะ จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยอีกมากมายนัก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับคำจำกัดความของมัน) ถ้าคนไทยมุ่งหมายที่จะมีส่วนมีเสียงในการกำหนดทิศทางก้าวไปข้างหน้าของประเทศละก็ ควรจะร่วมกันทัดทานเผด็จการทหารชุดนี้ออกมาให้เห็น ในสิ่งที่เป็นเสรีภาพการแสดงออก และสิทธิส่วนบุคคล” บทความเน้นในตอนท้าย

“บางที เมื่อถึงจุดนั้น สภาพขุมนรกออร์เวลล์อาจจะกลับไปอยู่ในที่ๆ ควรของมัน นั่นคือ นิยายวิทยาศาสตร์เพ้อฝัน”