Wednesday, June 25, 2014

อียิปต์โมเดลที่เป็นจริง



เพียงชั่วข้ามคืนหลังจากที่นายจอห์น แคร์รี่ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐแถลงข่าวในกรุงไคโรว่าอเมริกาพร้อมที่จะกลับไปอุดหนุนอียิปต์ทางการทหารปีละ ๑,๓๐๐ ล้านดอลลาร์ใหม่ รัฐมนตรีต่างประเทศอเมริกันก็จำต้องออกแถลงการณ์อีก เพื่อแสดงความเป็นห่วงอย่างยิ่งยวด (deep concerns) กับการที่ศาลอียิปต์ตัดสินจำคุกผู้สื่อข่าวอัลจาซีร่า ๓ คนในความผิดฐานสมรู้ร่วมคิดกับขบวนการภราดรภาพมุสลิม

นายแคร์รี่พลิกผันกลับลำมาตรการงดความช่วยเหลือทางทหารเพื่อลงโทษต่อการที่คณะทหารอียิปต์ทำรัฐประหารเมื่อปีที่แล้ว โค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนายโมฮาเม็ด มอร์ซี ซึ่งเป็นผู้นำขบวนการภราดรภาพมุสลิมอียิปต์ ไม้เบื่อไม้เมายาวนานของฝ่ายทหาร

เพราะหมายให้คณะทหารอียิปต์มาเข้าแถวร่วมสกัดกั้นสถานการณ์คับขันในอิรัก ที่กองกำลังติดอาวุธ ไอซิส ของขบวนการมุสลิมซันนี่สามารถยึดพื้นที่รุกคืบเข้าไปใกล้กรุงแบกแดดเต็มทีแล้ว

นายแคร์รี่แวะพบนายพลอับเดล ฟัตตาห์ เอล-ซิซี ประธานาธิบดีคนใหม่ของอียิปต์ระหว่างเดินทางไปอิรัก แล้วเปิดแถลงข่าวหลังเสร็จจากการสนทนา ๙๐ นาฑี ว่าสหรัฐพร้อมที่จะกลับมาให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลใหม่อียิปต์ โดยจะเริ่มจัดส่งความช่วยเหลือทางทหารงวดแรก ๖๕๐ ล้านเหรียญ อันรวมถึงเครื่องบินเฮลิค้อปเตอร์จู่โจมแบบอะปาเช่ ๑๐ ลำไปให้อียิปต์ในเร็วๆ นี้

แม้จะยอมรับว่านายพลเอล-ซิซีเพิ่งเข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีด้วยคะแนนท่วมท้นเกือบ ๙๗ เปอร์เซ็นต์ของตัวเลขผู้ไปใช้สิทธิ ๒๕ ล้านคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐก็ยังไม่วายกล่าวถึงคำมั่นของผู้นำอียิปต์ในอันที่จะ “กลับไปพิจารณาตรวจสอบตัวบทกฏหมายเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชน และกระบวนการยุติธรรม” ซึ่งย่อมรวมถึงการตัดสินลงโทษประหารชีวิตสมาชิกภราดรภาพมุสลิม ๑๘๓ คน เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายนนี้เองด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้เพราะผลจากการที่นายพลเอลซิซีและคณะทหารทำการยึดอำนาจทางการเมืองแล้วกวาดล้างฝ่ายตรงข้าม อีกทั้งตรากฏหมายกำหนดให้ขบวนการมุสลิมเป็นองค์กรก่อการร้ายนอกกฏหมาย ทำให้มีสมาชิกภราดรภาพมุสลิมถูกกำจัดเสียชีวิตไปพันกว่าราย อีกทั้งไม่สามารถเข้าแข่งขันรับเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาได้ จึงปรากฏว่าคนไปใช้สิทธิโหรงเหรงตามสังเกตุการณ์ขององค์กรนานาชาติ

แต่คณะทหารก็สามารถทำให้จำนวนผู้ใช้สิทธิมีถึง ๔๗ เปอร์เซ็นต์ หลังจากที่ประกาศอย่างกระทันหันในวันที่สองของการเลือกตั้งยืดเวลาลงคะแนนออกไปอีกหนึ่งวัน อันเป็นที่วิจารณ์ทั่วไปในกระแสสื่อตะวันตกว่าเพราะคณะทหารต้องการให้ปรากฏปริมาณความชอบธรรมจำนวนมาก ต่อการเลือกตั้งที่เป็นเสมือนตรายางรับรองความเป็นผู้นำในตำแหน่งประธานาธิบดีของนายพลเอล-ซิซี หัวหน้าคณะรัฐประหารนั้นเอง

นายพลซิซีซึ่งในอดีตเป็นผู้นำทหารฝ่ายเสนาธิการและด้านข่าวกรอง มาถึงจุดนี้ในวิถีการเมืองจากการที่เป็นหนึ่งในกลุ่มนายทหารซึ่งแอบวางแผนกำจัดประธานาธิบดีมูบารัค ด้วยการแปรพักตร์ไปยืนข้างประชาชนในช่วงที่อาหรับสปริงกำลังเบ่งบานเมื่อสามปีที่แล้ว

จากนั้นนายพลซิซีรับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมในรัฐบาลมอร์ซีอย่างเงียบขลึม แต่เบื้องลึกเขาทำการชักใยและจัดฉากให้ชนชั้นกลาง ปัญญาชน และกลุ่มประชาชนหัวสมัยใหม่ประท้วงต่อต้านรัฐบาลมอร์ซี สร้างภาพการเมืองอันร้อนแรงเดือดพล่าน เปิดทางให้คณะทหารเข้ายึดอำนาจ จนเป็น โมเดลให้ทหารไทยได้เอาอย่าง

ประเด็นนี้เป็นที่ยืนยันได้จากกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำการประท้วงต่อต้านรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และการชุมนุมปิดกรุงเทพฯ (Shutdown Bangkok) อันยืดเยื้อกว่าหกเดือน บังเอิญไปคุยโวว่ารู้เห็นกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา วางแผนทำรัฐประหารมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ แม้นว่าคณะรัฐประหารไทย (ในนาม คสช.) จะออกมาปฏิเสธอย่างทันควันก็ตามที

ลองมาดูความเป็นไปในอียิปต์กันต่ออีกหน่อย ว่าจะเป็นโมเดลให้แก่รัฐไทยในยุคประหาร การเมืองได้อย่างไร หลังจากที่หัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติของไทยแสดงอากัปอาการอันแสนจะเด็ดขาดกับผู้สื่อข่าวที่ตั้งคำถามว่าท่านต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยตนเองหรือไม่ จากนั้นก็ได้มีการออกคำสั่ง คสช. ห้ามนักข่าวไม่ให้ตั้งคำถามอย่างนั้นอีก

ในการแถลงข่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ในชุดขาวเต็มยศ ที่เขายุติกลางคันแล้วเดินลงจากโพเดี้ยมไปเมื่อนักข่าวเซ้าซี้อยากรู้กำหนดแน่นอนว่าเขาจะคืนอำนาจแก่ประชาชน ยอมให้มีการเลือกตั้งเมื่อไร เขาได้กล่าวบรรยายสรรพคุณของการยึดอำนาจโดยทหารว่า เขาแสดงบทบาทของพ่อที่มีความห่วงใยต่อลูกๆ พวกสีต่างๆ ทางการเมืองที่กำลังทะเลาะเบาะแว้ง ด้วยการส่งไปเข้ามุม 'สงบจิตสงบใจ'

เขาพูดถึงศักดิ์ศรีของตนเองและสถาบันทหารอย่างละม้ายคล้ายกันกับเมื่อนายพลอัล-ซิซีของอียิปต์พูดไว้ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน

ตามรายละเอียดคำพูดของนายพลอัล-ซิซีต่อบรรดานายทหารและผู้สนับสนุนทางการเมืองสายเอกชนของตนเมื่อเดือนธันวาคมหลังจากยึดอำนาจเมื่อกลางปีที่แล้ว ซึ่งปกปิดเป็นความลับเพิ่งรั่วออกมาไม่นานนี้ เขากล่าวถึงศักดิ์ศรีส่วนบุคคลของตนเมื่อได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีว่า จะไม่ยอมรับการวิพากษ์ที่ก้าวร้าวใดๆ เขาถือว่านั่นเป็นการจ้วงจาบส่วนตัวที่ต้องถูกดำเนินคดี อันจะถือเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างหนึ่งของการแสดงความเห็นทางการเมืองในรัฐสมัยของเขา

ในอุดมการณ์การเมืองของซิซีนั้นถือว่า รัฐ มีความสำคัญเหนือกว่าประชาชนอย่างสิ้นเชิง แม้แต่เสรีภาพในการแสดงความเห็นต่างก็มิอาจเผยอหน้าได้ เขาบอกว่า “ใครก็ตามที่คิดแย้ง ต้องถูกถือว่ามีเจตนาล้มล้างรัฐ” ขณะที่หัวหน้าคณะรัฐประหารไทยใช้อ้างอย่างเป็นรูปธรรมด้วยสถาบันกษัตริย์

ซิซีมองตนเองในฐานะผู้นำฝ่ายทหารที่จะเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีหลังเลือกตั้ง ว่าดำรงไว้ซึ่งจริยธรรมสูงส่งประดุจบิดาของประชาชน ผู้มีพันธะรับผิดชอบต่อการชี้ช่องทางและแก้ไขความผิดพลาดต่างๆ ของบ้านเมือง ซึ่งบางครั้งจำเป็นต้องใช้ไม้แข็งเข้าจัดการ

ดังเช่นมาตรการหนึ่งที่เขาระบุว่าจะดำเนินการทันทีภายใต้อำนาจในตำแหน่งประธานาธิบดีของเขา เพื่อแก้ไขปัญหาเรื้อรังในอียิปต์เรื่องพลังงานขาดแคลนก็คือ จะสั่งให้ประชาชนทุกครัวเรือนเปลี่ยนไปใช้หลอดไฟแบบประหยัดพลังงาน “ข้าพเจ้าไม่ยอมปล่อยให้ประชาชนทำกันตามใจหรอก” แม้ต้องถึงกับส่งเจ้าหน้าที่รัฐออกไปทำการหมุนใส่หลอดไฟชนิดใหม่ให้ทุกบ้านก็จะทำ

ในภาวะการณ์ที่เศรษฐกิจของอียิปต์ถดถอยไม่เป็นท่า นโยบายเกื้อหนุนผู้บริโภคพลังงานทำให้การคลังใกล้ล้มละลาย โชคดีที่อียิปต์ยุคคล้อยหลังอาหรับสปริงได้รับเงินสนับสนุนจากประมุขราชาธิปไตยในอ่าวเปอร์เซีย เช่นกษัตริย์แห่งซาอุดิอาราเบีย ซึ่งต้องการให้กำจัด บราเธอร์ฮู้ด อย่างสิ้นซาก และจะไม่มีอาหรับสปริงเกิดขึ้นได้อีก ถึงขณะนี้วงเงินช่วยเหลือหมดไปแล้ว ๒๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ

หนทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำในความคิดของประธานาธิบดีคนใหม่อยู่ที่ ทุกคนต้องขยันหมั่นเพียรทำการงาน “ข้าพเจ้าจะทำงานหามรุ่งหามค่ำ พวกท่านก็ต้องทำอย่างนั้นเหมือนกัน” นายพลซิซีกล่าวในการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ตอนหนึ่ง “เราต้องมุ่งมั่นกันอย่างไม่ต้องพัก”

จะเป็นการบังเอิญหรืออย่างไรก็สุดแท้แต่ การตอกกลับผู้สื่อข่าวที่ตั้งคำถามซึ่งเขาไม่พอใจด้วยการขึ้นเสียงดัง วาจากร้าว หลุดออกมาจากปากนายพลทหารบกที่พวกผู้สนับสนุนยกย่องให้เป็นวีรบุรุษประดุจนาวารัฐบุรุษ ในเนื้อเพลงใหม่ชื่นชมหัวหน้า คสช. ของนายยืนยง โอภากุล ละก็ อัล-ซิซีได้ทำมาแล้ว

ทั้งๆ ที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ เวลาเขาพูดปราศรัยในที่สาธารณะมักจะยกเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง เขามักอ้างว่าประชาชนมอบหมายให้เขาเข้ามาทำงานเพื่อบ้านเมือง เขาถึงกับใช้วลีโรแมนติกที่ว่าประชาชนอียิปต์นั้นเป็น “แสงสว่างในดวงตาของข้าพเจ้า” นั่นเลยทีเดียว

ส่วนแนวทางในการปกครองประเทศของพล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้าคณะรัฐประหารไทยที่มีคำสั่งและเอกสารออกมาแล้วใกล้ร้อยฉบับ โดยเฉพาะในส่วนที่จะทำการปฏิรูปก่อนจะนำไปสู่การเลือกตั้งซึ่งกำหนดเป็นโร้ดแม้พว่าใช้เวลาราวๆ ๑๕ เดือนเพื่อไปสู่สิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์บอกว่าเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น

ศาสตราจารย์ ดันแคน แม็คคาร์โก แห่งมหาวิทยาลัยลีดส์ ลอนดอน และโคลัมเบีย นิวยอร์ค บอกว่าเหมือนแผนการยกเครื่องประเทศไทยของ กปปส. ไม่มีผิด

อีกทั้งตลอดเวลาหนึ่งเดือนหลังรัฐประหารปรากฏมีการทักท้วงจากองค์กรนานาชาติต่างๆ ต่อสิ่งที่ คสช. ปฏิบัติต่อผู้ที่เคยรณรงค์เรียกร้องประชาธิปไตยในนามเสื้อแดง และไม่เห็นชอบกับการทำรัฐประหารจำนวนมาก ด้วยการเรียกไปรายงานตัว และ/หรือนำตัวไปควบคุมไว้โดยไม่แจ้งให้ครอบครัวและญาติของพวกเขาทราบ

ไม่ว่าจะเป็นคำเตือนของผู้เชี่ยวชาญพิเศษแห่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ เรื่องการควบคุมตัว และกักกันบุคคลตามอำเภอใจ หรือข้อเรียกร้องของฮิวแมนไร้ท์ว้อทช์ต่อกรณีการบุกเข้าจับกุมนักกิจกรรมเสื้อแดงอย่างน.ส.กริชสุดา คุณะเสน รายหนึ่ง นายสิงห์ทอง บัวชุ่ม อีกรายหนึ่ง แล้วปิดเงียบเป็นแรมเดือน แสดงถึงการปฏิบัติขัดแย้งต่อหลักการสิทธิมนุษยชนอย่างจะแจ้ง ทั้งๆ ที่โฆษก คสช. มักกล่าวอ้างทางตรงข้ามอยู่เสมอ

เช่นนี้ก็เป็นสิ่งที่เกิดกับสมาชิกภราดรภาพมุสลิมในอียิปต์จากการกวาดล้างโดยคณะทหารตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา จนสถานการณ์ราบคาบ และนำมาสู่การเลือกตั้งประทับตรายางให้กับนายพลเอล-ซิซีในตำแหน่งประธานาธิบดีในที่สุด

การเดินสายช่วงสัปดาห์นี้ของนางคริสตี้ เค็นนี่ย์ เอกอัคราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย เข้าพบระดับบัญชาการ คสช. บางคน รวมทั้งการเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งให้การสนับสนุนรัฐประหารครั้งนี้อย่างแน่ชัด อาจถูกตีความว่าเป็นสัญญานการยอมอ่อนข้อของสหรัฐให้กับคณะรัฐประหารไทย เช่นเดียวกับที่คืนความไว้วางใจให้แก่คณะรัฐประหารอียิปต์ขณะนี้

และจะเป็นโมเดลให้กับการเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างชอบธรรมของหัวหน้ารัฐประหารไทยในบั้นปลายนั้น ยังจะต้องมองถึงปัจจัยที่ผิดแผกกันในบางอย่าง ระหว่างสภาพการณ์ของการครองอำนาจรัฐประหารในประเทศไทยกับในอียิปต์ด้วยว่า

คณะทหารไทยกับอียิปต์แม้จะเป็นลูกหม้อสหรัฐมาเหมือนกัน แต่ว่าความผูกพันของอียิปต์แนบแน่นแม่นแฟ้นยิ่งกว่าไทยหลายเท่า การที่ระดับบัญชาการ คสช. ไปเยือนจีน แล้วได้รับการต้อนรับอย่างชื่นมื่น มิได้หมายถึงว่าสหรัฐจะต้องรีบมาเอาใจไทยจนเกินไป

การเดินสายของทูตคริสตี้น่าจะเป็นท่าทีในการตีตัวออกห่างเพื่อรักษาระยะเหมาะสม (Equidistance) ไว้กับคณะเสรีไทย (พลัดถิ่น) ที่เพิ่งประกาศก่อตั้งโดยนายจักรภพ เพ็ญแข และนายจารุพงษ์ เรืองสุวรรณ เสียมากกว่า

คณะเสรีไทยใหม่นี่เองก็เป็นเครื่องชี้บ่งถึงความแตกต่างระหว่างสถานการณ์อียิปต์กับไทยในข้อที่ว่า ฝ่ายต่อต้านคณะทหารอียิปต์ซึ่งก็คือขบวนการภราดรภาพมุสลิมนั้นเป็นองค์กรติดอาวุธมาก่อน จึงไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนโดยนานาชาติมากนัก ครั้นเมื่อถูกปราบปรามกวาดล้างหนักหน่วง ที่เหลืออยู่พากันลงใต้ดินอย่างเดิมเสียหมด ไม่อาจเป็นพลังทางเลือกการเมืองให้ชัดเจนได้

แต่ฝ่ายต่อต้านรัฐประหารไทยได้ประกาศชัดแจ้งว่าจะเป็นองค์กรพลัดถิ่น ใช้วิธีกดดันทางการเมืองต่อสู้ในเวทีนานาชาติ และเชื่อว่าจะมีฐานดำเนินงานศูนย์กลางอยู่ในประเทศตะวันตก โดยเฉพาะยุโรป หากเน้นเรื่องหลักการประชาธิปไตย ความเสมอภาคทางความคิด และสิทธิมนุษยชนอย่างเหนียวแน่น ก็จะเสาะหาการสนับสนุนในระดับสากลได้ไม่ยาก

จะทำให้คณะทหารไทยมีข้อจำกัดในการทำตามอำเภอใจได้ไม่เท่าทหารอียิปต์

ถ้อยแถลงของสมัชชากิจการระหว่างประเทศประชาคมยุโรปก็จัดว่าเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งของการใช้อียิปต์โมเดลรุ่นล่าสุดในไทย

มติสมัชชาประชาคมกล่าวว่า โร้ดแม็พคณะรัฐประหารไทยยังไม่ได้พิกัดที่จะนำไปสู่การปกครองด้วยระบบรัฐธรรมนูญได้ อีกทั้งยังไม่เห็นว่าคณะทหารละเว้นการจับกุมและควบคุมตัวประชาชนลงเลย เช่นนี้ทำให้อียูระงับการปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับประเทศไทยเอาไว้จนกว่าจะเห็นภาพชัดเจนของการปกครองที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง และต่อนี้ไปสมาชิกประชาคมทั้งหมดกว่ายี่สิบประเทศจะคอยตรวจสอบท่าทีประเทศไทยอย่างสม่ำเสมอ

ข้อสรุปจึงลงได้ว่า แม้รัฐประหารไทยจะมีต้นตอและปลายทางที่ต่างกับอียิปต์ หากแต่สิ่งที่เป็นไปหลายอย่างก็คล้ายคลึงกัน จนพอที่จะเป็นเหตุก่อความเดือดร้อนแก่ประชาชนจำนวนมากที่ไม่คล้อยตามคณะทหาร ดังเช่นที่สมาชิกภราดรภาพมุสลิมในอียิปต์ต้องจำทนรับเคราะห์กรรมกันอยู่ทุกวันนี้

Wednesday, April 2, 2014

อนุสนธิ โดยอนุมาน ต่อการไม่อนุโลม



:คำถามถึงตุลาการจากชาวบ้านอนุปริญญา

อนุสนธิจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้การเลือกตั้ง ๒ กุมภาพันธ์เป็นโมฆะ เพราะเสียง ๖ ต่อ ๓ เห็นว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จนเป็นที่ครหาไปทั่วโลกาวิวัฒน์ใบนี้ ว่าตุลาการ (ร่วมมือกับองค์กรอิสระอย่าง ปปช. และผู้ตรวจการแผ่นดิน) กำลังทำรัฐประหารอย่างเป็นขั้นตอน เปิดทางแก่การลงมติในวุฒิสภาให้ปลดนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลรักษาการพ้นจากหน้าที่ อันจะก่อให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง

แล้วจะทำการแต่งตั้งนายกฯ คนกลางที่ไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติที่ประกอบด้วยบรรดาบุคคลชั้นนำและตัวแทนสาขาอาชีพ จากในแวดวงของคนที่สนับสนุนกลุ่มชุมนุมประท้วง เป่านกหวีด ปิดกรุงเทพฯ และพรรคประชาธิปัตย์

มุ่งมาดเปลี่ยนแบบแผนการปกครองกลับไปสู่ระบอบกึ่งศักดินา- ราชาธิปไตย ตามมาตรฐานใหม่ที่ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือ กปปส. อาจจะเป็นผู้กำหนดขึ้น

โดยที่เป็นไปได้ว่าสิทธิเสียงของประชาชนจะไม่เท่าเทียมกันถ้วนหน้า คนยากจน คนไกลปืนเที่ยง แม้จะมีเสียงของตนเองแต่ก็จะได้รับการฟังไม่ทุกครั้งเสมอไป ไม่เท่ากับ คนดี มีการศึกษาที่ให้การสนับสนุน กปปส. เรื่อยมา

ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนซึ่งเรียนรู้เรื่องกฏบัตรกฏหมายแค่พอประมาณ ที่ถ้าจะเทียบตามเกณฑ์สภาประชาชนของ กปปส. คงเข้าขั้น อนุปริญญาเมื่อได้ฟังบันทึกเสียงถ่ายทอดรายการวิทยุที่ รศ.จรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์เป็นปฏิกิริยาต่อคำวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินของศาลแล้ว

ใคร่ยกมือย้อนถามอาจารย์ ด้วยความรู้สึกอย่างชาวบ้านที่ไม่ได้ศรัทธาสนับสนุน กปปส. ว่าท่านผู้บรรยายตะแบงไปหน่อยหรือเปล่า

อนุมานจากคำตอบในรายการวิทยุโดยอาจารย์จรัญได้ว่า ท่านพูดกลายๆ แทนตุลาการเสียงข้างมาก เมื่อท่านใช้คำว่า เรา กล่าวถึงคำตัดสินกลางของคณะตุลาการ กับที่ท่านให้เหตุผลวกวนต่างๆ ในอันที่จะบอกว่านั่นเป็นการร่วมวินิจฉัยอย่างถี่ถ้วนแล้ว แม้นว่าคำอธิบายของท่านออกจะแถๆ ในความรู้สึกของอนุปริญญาด้านกฏหมายไทยอย่างผู้เขียน

จับประเด็นหัวใจคำสาธยายของ อ.จรัญ ตามคลิปเสียงเกือบยี่สิบนาฑีที่ผู้เขียนสดับฟังคำต่อคำจาก 'ไทยอีนิวส์' ได้ว่า ตุลาการทั้งหกไม่สามารถจะหาตัวบทกฏหมายใดมาใช้เพื่อ อนุโลมไปตามการจัดเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ได้ จึงต้องมีมติว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ*(1)

เพราะไม่ได้จัดขึ้น ในวันเดียวกันตามที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาและจัดเลือกตั้งระบุไว้ ทั้งนี้ทำให้ข้อความที่กำหนดเลือกตั้งวันที่ ๒ กุมภาฯ ดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตุลาการเลยทำการชี้ชัดต่อไป แนะให้ออกกฤษฎีกาจัดเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด จะได้ทำให้ถูกต้องเป็นมาตรฐานถาวรจวบจนอสงไขย เหมือนการสร้างตึกยี่สิบสามสิบชั้น

แม้นว่า อ. จรัญ ท่านเองได้แก้ต่างว่าการออกกฤษฎีกาฉบับเลือกตั้งวันที่ ๒ ก.พ. นั่นทำ ถูกต้องแล้วไม่ผิดรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด แต่ไอ้การจัดเลือกตั้งนั่นสิที่ไม่เป็นไปตามที่กฤษฎีกามุ่งหมาย ในเมื่อมันขาดไป ๒๘ เขตซึ่ง ไม่ได้มีการสมัครรับเลือกตั้งเลย

ผู้เขียนฟังแล้วฉงนยิ่งนัก ว่าในเมื่อมีการออกกฤษฎีกาถูกต้อง และมีการจัดเตรียมเลือกตั้งในวันเดียวแล้ว เกิดเหตุสุดวิสัยพวกจัญไรไปขัดขวางการรับสมัคร แถมกรรมการเลือกตั้งบางเขตเป็นใจพับโต๊ะหนีก่อนผู้ประท้วงจะมาเสียอีก อย่างนี้จะบอกว่า ไม่ได้มีการจัดเลือกตั้งในวันเดียวกัน ตามรัฐธรรมนูญ อาจารย์ไม่ศรีธนญชัยไปหน่อยหรือครับ

เช่นนี้ถึงได้มีประชาชนมากมายพากันไปยื่นฟ้องคดีความเอาโทษตุลาการฐานละเมิดสิทธิของผู้เลือกตั้งเสียเอง

แถมคดีความอย่างนี้ก็เคยมีมาแล้วสามครั้ง*(2) ครั้งแรกในปี ๒๕๕๕ ประธาน นปช. ฟ้องว่าตุลาการ ๗ คนใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กรณีสั่งให้รัฐสภาชลอการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระสามไว้ก่อน
ต่อมาในปี ๒๕๕๖ ตัวแทนกลุ่มวิทยุเพื่อประชาธิปไตยก็ฟ้องอีกว่าตุลาการเสียงข้างมาก ๕ คน รับคำร้องเรื่องว่าการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราผิดรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๘ โดยมิชอบ

และล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคมนี้เอง ดร.สุนัย จุลพงศธร ส.ส.พรรคเพื่อไทยได้ยื่นถอดถอนตุลาการเสียงข้างมาก ๖ คน ที่รับคำร้องเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภาขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๘ อีก อันเป็นที่น่ากังขาอย่างยิ่งในการใช้วิจารณญานของตุลาการเหล่านั้น ต่อการรับคำร้องและพิจารณาโดยไม่ถ่องแท้ จนต้องให้ประชาชนร้องทักท้วงขอถอดถอนหลายครั้งหลายครา ซ้ำซากประดุจดัง จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

ซ้ำดีแสนดี อ.จรัญย้ำด้วยว่า กรรมการเลือกตั้งเขาทำชอบ ตั้งใจทำเต็มที่ เพียงแต่ทำแล้วไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญก็ให้ทำใหม่ซะ และต่อนี้ไปในการทำใหม่นี่น่ะรัฐบาลต้องปรึกษา กกต. นะ จะทำฝ่ายเดียว ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ได้ ผู้เขียนจึงยิ่งเป็นงงไปใหญ่ จำเป็นต้องยกมือถามอาจารย์ดังนี้

นาฑีที่ ๒.๓๗ อาจารย์บอกว่า แล้วก็ปัญหาใหญ่ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน แล้วมาตัดสิทธิประชาชนยี่สิบล้านคนนี่ ไม่ใช่ครับ ประชาชนไม่ได้ถูกตัดสิทธิว่าไม่ให้เลือกตั้ง ก็ยังกลับมาเลือกตั้งได้ เพียงแต่ว่าช้าไปอีก จะเดือนสองเดือนก็แล้วแต่จะจัดใหม่ได้เมื่อไหร่นะครับ แต่ประชาชนทั้งหมดที่ไปเลือกตั้งก็จะได้สิทธิมาเลือกตั้งครั้งใหม่อยู่นั่นเอง

นี่พอเริ่มต้นก็แถแล้วนะท่าน สิทธิที่ประชาชน ๒๐ ล้านคนถูกพวกตุลาการตัดไปนั้น เป็นสิทธิที่พวกเขาได้ไปใช้ลงคะแนนเสียงด้วยความยากลำบากมาแล้ว บางคน บางแห่งถึงกับต้องแหวกฝูงมารเข้าไป ท่านจะมาบอกว่าเอาน่า ชิ้นเก่าฉันเอาไปทิ้ง เอาชิ้นใหม่แทนแล้วกัน ในชีวิตธรรมดาของมนุษย์สามัญชน การได้ของใหม่แทนของที่เสียไปมันไม่ได้เปลื้องทุกข์สร้างสุขให้ได้เหมือนดังที่ตุลาการคิดนะครับ

แม้ท่านคิดว่าของใหม่จะดีกว่าของเก่าก็เถอะ ก็เขาอยากสร้างบ้านชั้นเดียวกันง่ายๆ แล้วท่านทุบทิ้งบอกให้ไปสร้างตึกยีสิบชั้นวิลิดสมาหราดีกว่า เสือกสนแบบนี้มันจะดีหรือครับ

นาฑีที่ ๓.๕๒ แต่พอไปตรวจดูกฏหมายแล้วนี่ มันไม่มีกฏหมายรองรับตรงนี้เลยครับ คือไม่มีถึงขนาดว่าทางท่านผู้แทนนายกรัฐมนตรีเนี่ยยังต้องบอกว่า ต้องอาศัยมาตรา ๘๘ ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เอามาเทียบเคียงใช้โดยอนุโลม...

ไอ้มาตรา ๘๘ มาตราอื่นๆ ทั้งหมดที่กฏหมายเขียนรองรับไว้เนี่ย ต้องผ่านการสมัครรับเลือกตั้งมาแล้วทั้งสิ้น...หลายมาตราเลย ให้มีการลงคะแนนกันใหม่ แต่นี่มันใน ๒๘ เขตนี่ไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งได้เลย ไม่เคยมีเลย เพราะฉะนั้นมันจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์

อันนี้ แม้จะอ้างว่าตรวจดูมาตรา ๗๘ มาตรา ๘๘ มาตรา ๑๐๓ มาตรา ๑๐๘ มาตรา ๑๐๙ หรือมาตรา ๑๑๑ แล้วล้วนไม่ใช่ทั้งสิ้น ก็ยังน่าจะเป็นการตีความโดยตุลาการทั้งหกแบบ “much too literally” ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญเคยตัดสินด้วยการอ้างพจนานุกรมบ้าง อ้างประมวลกฏหมายแพ่งบ้าง อ้างประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือ ป. วิ. แพ่งบ้าง ยังเคยทำได้

ก็แล้ว มาตรา ๘๘ นั่นมันอยู่ในกฏบัตรกฏหมายเรื่องไรล่ะครับ ใช่กฏหมายเลือกตั้งหรือเปล่า

จะดันทุรังดังธงที่ตั้งมาไม่ยอมรับฟังเหตุผลของตัวแทนนายกรัฐมนตรีจนได้ ร่ำไปเชียวหรือ นี่ไม่นับประเด็นที่ตุลาการตัดสินกลับไปกลับมา ให้ปะเหมาะตะพึดไปเลยเชียวว่า ผลร้ายได้แก่กลุ่มการเมืองฝ่ายหนึ่งเสมอ และผลดีตกแก่อีกพรรคการเมืองหนึ่งร่ำไปเช่นกัน โดยที่แต่ละคดีมีฐานการกระทำผิดอย่างเดียวกัน

นาฑีที่ ๖.๐๕ เพราะฉะนั้นมันเท่ากับมันไม่มีการเลือกตั้งใน ๒๘ เขต ในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ แล้วถ้าจะเลือกกันใหม่ต่อไปแล้วจะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้ทำในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ก็ไปขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๘ วรรคสองครับ

ความวกวนของคำอธิบายมันเริ่มเกิดขึ้นตรงนี้ เมื่อ อ.จรัญ กล่าวต่อไปในนาฑีที่ ๖.๕๔ ว่า

คือถ้าเผื่อไปถือตามวันที่ระบุในกฤษฎีกาอย่างนี้นะฮะ ไม่มีวันที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันเดียวกันได้เลยครับ เพราะฉะนั้น ณ วันที่ออกพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่พอมาถึงการการจัดเลือกตั้ง คุณต้องจัดเลือกตั้งให้ได้ภายในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร แต่ไม่ใช่ลงคะแนนนะ ลงคะแนนไม่ต้องวันเดียวกันก็ได้

อ้าว นักเรียนกฏหมายอนุปริญญาฟังแล้วสับสน ก็ในเมื่อประกาศวันเลือกตั้งทั่วประเทศพร้อมกันแล้ว ท่านว่าต้องตามรัฐธรรมนูญและตีความว่าไม่ต้องลงคะแนนในวันเดียวกันก็ได้ แต่ท่านกลับบอกว่าเมื่อไม่มีการสมัครเข้ารับเลือกตั้งใน ๒๘ เขต จึงปรับผิดรัฐธรรมนูญ เท่ากับตระบัดคารมหรือเปล่าเล่าครับ

ท่านจะตีความว่าลงคะแนนก่อน (ล่วงหน้า) ได้ แต่เลื่อนไปลงคะแนนภายหลัง (ทดแทน) ไม่ได้อย่างไร ตรรกะย้อนแย้งเสียจริง เสียจนตามไม่ทัน

นาฑีที่ ๑๒.๑๐ ประกอบกับในคำวินิจฉัยนี้จะพูดไว้นะ ว่าปัญหามันไม่ได้อยู่ที่การปฏิบัติไม่ชอบอะไรของคณะกรรมการเลือกตั้งหรอก กรรมการเลือกตั้งถึงแม้จะได้จัดการทำอย่างเต็มที่แล้ว แต่เมื่อมันทำให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญไม่ได้ก็แก้ไขเสีย แต่วิธีแก้ไขไม่ใช่ทำให้มันผิดรัฐธรรมนูญชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก

นี่ไม่เพียงแต่ท่านตีกันให้แก่ กกต. (ยังกลับกลัวว่าชาวบ้านเขาจะรู้เบาะแส) ซึ่งเป็นผู้กระทำผิดโดยตรงตามแนวคำวินิจฉัยของ ตลก. เองเท่านั้น การแก้ไขโดยทำให้ผิดรัฐธรรมนูญยิ่งขึ้นไปอีกน่าจะย้อนไปที่ ตลก. นั่นเอง

ดังกล่าวแล้วว่าผู้เขียนเปรียบได้กับนักเรียนกฏหมายระดับอนุปริญญา ไม่บังอาจสอน ตลก. แต่อย่างใด แต่ใคร่จะเรียนแนะนำไว้เล็กน้อย เพื่อให้ท่านได้มีโอกาสทำคุณแก่ประชาชนเสียงส่วนมากเสียหน่อยว่า

ลองไปอ่าน คำถาม ๖ ข้อของที่ปรึกษากฏหมายพรรคเพื่อไทย บนเว็บไทยอีนิวส์นี้เองแหละสักนิดเป็นไร จะทำให้อ่านรัฐธรรมนูญอย่างผู้ปฏิบัติ ไม่ใช่ผู้กำหนด แล้วจะได้ไม่เกิดอาการสำคัญผิดบ่อยๆ

หมายเหตุ ข้อเขียนนี้มีการปรับเพิ่มเล็กน้อยจากที่ตีพิมพ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่เว็บไซ้ท์ไทยอีนิวส์ http://thaienews.blogspot.com/2014/04/blog-post_5246.html

*
(1) ในคำพิพากษากลางที่นำลงบนเว็บไซ้ท์ของศาลรัฐธรรมนูญในภายหลัง ไม่ปรากฏมีคำว่า โมฆะในคำพิพากษา ทั้งที่ในถ้อยแถลงโดยโฆษกศาลรัฐธรรมนูญหลังจากศาลมีคำตัดสินออกมากล่าวถึงการให้เลือกตั้งเป็นโมฆะอย่างชัดแจ้ง
(2) รายละเอียดอยู่ในเรื่อง การถอดถอนองค์กรอิสระโดยช่องทางประชาชน บนเว็บไซ้ท์ของ I Law

Thursday, March 27, 2014

อียิปต์โมเดลรุ่นใหม่ :ต้องระวังอย่าให้เป็นไปได้ในไทย



เมื่อต้นอาทิตย์นี้ศาลในอียิปต์พิพากษาให้ผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐประหารต้องโทษประหารชีวิตพร้อมกัน ๕๒๙ คน นับเป็นการสั่งฆ่าทางการเมืองครั้งประวัติการณ์ แม้จะยังมีการอุทธรณ์คำสั่งได้ก็เชื่อว่านี่เป็นมาตรการไล่ล่าและไล่เบี้ยขั้นเด็ดขาด ต่อบรรดาผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งคนแรกของประเทศ

ไม่เพียงเท่านั้นในวันต่อมา ศาลเดียวกันได้เลื่อนการพิจารณาคดีคล้ายคลึงกันอีกคดีหนึ่ง ไปพิจารณาปลายเดือนหน้าพร้อมๆ กับการลงอาญาในคดีแรก แต่ว่าคดีหลังนี้มีผู้ต้องหาถึง ๖๘๓ ราย ล้วนเป็นพวกผู้สนับสนุนรัฐบาลชุดเลือกตั้งเช่นกันเกือบทั้งสิ้น

ผู้ที่ต้องโทษประหารแล้วกว่าห้าร้อยคนนั้น ส่วนใหญ่เป็นพวกภราดรภาพมุสลิมที่สนับสนุนนายโมฮาเม็ด มอร์ซี อดีตประธานาธิบดีซึ่งถูกคณะทหารยึดอำนาจแล้วจัดตั้งรัฐบาล (พลเรือน) ของตนเองขึ้นมาแทนเมื่อเดือนกรกฎาคมปีก่อน หลังจากนั้นก็ได้มีการไล่ล่ากวาดล้างโดยกองกำลังรักษาความมั่นคงของทหาร ท่ามกลางการออกมาประท้วงหลายครั้งบนท้องถนนของสมาชิก บราเธอร์ฮู้ด เป็นผลให้มีคนตายถึง ๑,๖๐๐ ราย

คดีที่ศาลตัดสินประหารชีวิตผู้ประท้วงทั้งยวงครั้งนี้ มาจากการชุมนุมต่อต้านการรัฐประหารในท้องที่จังหวัดมิเนีย เขตฐานเสียงหนาแน่นของภราดรภาพมุสลิม ที่รัฐบาลปัจจุบันภายใต้การควบคุมของทหารได้ประกาศให้เป็นองค์กรนอกกฏหมายอีกครั้ง แม้นว่าองค์กรมุสลิมซึ่งต่อสู้กับคณะทหารมาตลอดประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของอียิปต์นี้จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างเด็ดขาดภายหลังการปฏิวัติประชาชน อาหรับสปริงโค่นผู้เผด็จการฮอสนิ มูบารัค ในอียิปต์เมื่อสามปีที่แล้ว

องค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติกล่าวถึงการตัดสินคดีครั้งนี้ว่า เป็นการพิจารณาคดีอย่างรวบรัด โดยผู้ต้องหาส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าฟังการพิจารณา ทนายจำเลยไม่สามารถเรียกพยานของตนเองมาให้การ ไม่อาจต่อสู้คดีด้วยกรรมวิธีอื่นนอกจากสำนวนลายลักษณ์อักษร และศาลตัดสินความผิดหลังจากได้ฟังการนำเสนอคดีเพียงสองครั้ง

เหล่านี้นางแซร่าห์ ลีอาห์ วิทสัน ผู้อำนวยการฮิวแมนไร้ท์ว้อทช์ประจำภาคพื้นตะวันออกกลางบอกว่าล้วนขัดต่อหลักนิติธรรม หรือ Due Process of Law

สื่อตะวันตกกล่าวถึงการตัดสินคดีในอียิปต์ครั้งนี้ว่า โดยเนื้อแท้เป็นการแสดงอำนาจตุลาการในทางข่มขู่ผู้ที่บังอาจลุกขึ้นมาขัดขืนต่ออิทธิพลของทหาร และแน่ละคนเหล่านี้เป็นพวกมุสลิมที่สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีมอร์ซีผู้มาจากการเลือกตั้งในปี ๒๕๕๕

ไม่ว่าศาลที่ตัดสินคดีจะมีความรังเกียจพวกบราเธอร์ฮู้ด หรือว่าได้รับธงโดยตรงมาจากคณะทหารที่บงการรัฐบาลอยู่ขณะนี้ การตัดสินคดีได้ เปลือยให้เห็นถึงระบบที่เต็มไปด้วยการลำเอียง จงใจลงทัณฑ์ต่อผู้สนับสนุนของนายมอร์ซีอย่างลุกลี้ลุกลน แล้วยังทำไขสือไม่ยอมรับรู้ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลที่อยู่ภายใต้อุ้งเท้าทหาร

ผู้ที่ติดตามการเมืองในประเทศอียิปต์ตลอดสามสี่ปีที่ผ่านมาจะรู้สึกสัมผัสได้ถึงความละม้ายคล้ายคลึงกับปัญหาขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยอยู่ไม่น้อย (แม้แต่แกนนำ นปช. ท่านหนึ่งยังเคยอ้างถึงโมเดลอียิปต์ ลิเบีย ตูนิเซีย เอาไว้ในบริบทที่ดูเหมือนจะหมดสมัยนิยมไปแล้วขณะนี้)

บทความของผู้เขียนเอง เรื่อง "เหมือนว่าอียิปต์ก็ไม่ต่างกับไทย" ได้แตะประเด็นอันเป็นปัญหาเหล่านี้เอาไว้พอประมาณว่า ทหารไทยก็เหมือนในอียิปต์ที่ยังคงเป็นชนชั้นพิเศษในทางการเมือง จนทำให้ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ตลอดเวลาเกือบปีที่ผ่านมากระทั่งบัดนี้ มีจุดสนใจอันจะเป็น ไคลแม็กอยู่ที่ท่าทีของคณะทหาร อันเป็นคำถามเรื่อยมาไม่ขาดสายว่า ปฏิวัติหรือยัง ปฏิวัติหรือยัง

เป็นความจริงที่สถานการณ์ตามเนื้อนาทางการเมืองในประเทศไทยมิได้เหมือนกับอียิปต์ จึงไม่อาจนำมาเทียบเคียงกันให้เป็น โมเดล เอาอย่างได้เสมอไป แต่ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทางการเมืองในอียิปต์ขณะนี้อาจทำให้ใครบางคนในประเทศไทยเห็นดีเห็นงาม ไปกับการที่ทหารอียิปต์สามารถยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยมีคนชั้นกลาง คนชั้นสูง รวมไปถึงกลุ่มคนที่ภาคภูมิกับสมัญญานามแทนพวกพ้องของตนว่า ปัญญาชน ให้การสนับสนุน

และอาจหลงเคลิ้มไปว่าทหารจะพาประเทศชาติหลุดพ้นจากความชั่วร้ายของมุสลิมบราเธอร์ฮู้ด นำไปสู่การปกครองใหม่ที่อะไรๆ ก็เปี่ยมไปด้วยความ ดีทั้งสิ้นได้

การณ์กลับกลายเป็นว่า ทหารไม่เพียงฉวยโอกาสกวาดล้างอิทธิพลของมุสลิมอย่างหักโหมจนเป็นที่ตำหนิของบรรดาองค์กร และผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนนานาชาติ สร้างความผิดหวังให้แก่สหรัฐอเมริกาประเทศพี่เอื้อยที่เคยขุนทหารอียิปต์มาหลายทศวรรษ แต่ก็ไม่สามารถชักนำให้ทหารอียิปต์เดินตามครรลองประชาธิปไตยสากลอย่างเต็มรูปแบบได้ กลายเป็นความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์การเมืองอย่างมหันต์ ดังที่นายรอเจอร์ โคเฮ็น นักวิจารณ์ของสื่อเมริกันคนหนึ่งเขียนถึงไว้ในเรื่อง 'The Egyptian Disaster'

ที่สำคัญในเวลานี้เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าทหารทำทุกอย่างเพื่อตนเองเสียมากกว่า เพื่อชาติ

ทั้งสร้างพร้อปฉากละคร พร้อมด้วยวาทกรรม จะนำประชาธิปไตยมาให้ รวมไปถึงการกำหนดกฏหมายต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ตน และเป็นขวากหนามขวางกั้นกลุ่มการเมืองอื่นมาประชันขันแข่ง แม้แต่กลุ่มสื่อมวลชนและพวกเสรีนิยมที่เคยตั้งแง่กับบราเธอร์ฮู้ด บัดนี้ได้เจอเข้ากับอิทธิฤทธิ์ของอำนาจทหารกันบ้างแล้ว

ล่าสุดจอมพลอับดุล ฟัตตาห์ อัลซิซี เพิ่งประกาศลาออกจากตำแหน่งทางทหารเพื่อจะลงรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของอียิปต์ ก่อนหน้านี้ไม่นานนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลพลเรือนที่คณะทหารตั้งขึ้นมารักษาการหลังยึดอำนาจ ได้ลาออกโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยเพื่อเปิดทางแก่จอมพลอัลซิซีเปลี่ยนหมวกมาเป็นผู้นำรัฐบาลโดยตรงด้วยตนเอง

การนี้เช่นกันท่านจอมพลเคยพูดแบไต๋ไว้แล้วว่าถ้า เป็นทางเลือกของมวลมหาประชาชน และ ภารกิจร่ำร้อง ก็จะยินยอมรับตำแหน่งสูงสุดของประเทศ

อียิปต์โมเดลในเวลานี้จึงน่าจะเป็นที่จับจ้องของฝักฝ่ายการเมืองในประเทศไทย ที่เห็นว่าฐานมวลชนอันกว้างขวางของรากหญ้าอย่างเช่นภราดรภาพมุสลิมในอียิปต์นั้นปล่อยให้ได้สิทธิตามคะแนนเสียงไม่ได้ เพราะพวกนี้จะโตวันโตคืนมาเบียดบังสิทธิพิเศษของตน ต้องหักดิบตัดกำลังด้วยการรัฐประหาร โดยมีฝูงชนชั้นสูงเกื้อหนุน

ทำการปฏิรูปจัดระเบียบปกครองเสียใหม่ให้รากหญ้าเหล่านั้นไม่สามารถหือได้ จนเมื่อรวบอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จล่วงแล้ว ประเทศชาติของพวกเราก็จะถึงซึ่งศิวิลัย ต่างแต่เพียงว่าข้างฝ่ายประชาชนกลับต้องถึงแก่กาลบรรลัย

Monday, March 10, 2014

อ่านเวเนซูเอล่า เรื่องไทยๆ



เมื่อใกล้สิ้นเดือนที่แล้วขณะม็อบนกหวีดปิดกรุงเทพฯ ทำทีจะเข้าไคล้ตามมโนของแกนนำ ก็มีเหตุการณ์ในต่างประเทศสองแห่งที่เหมือนว่าจะคล้ายไทยแต่แล้วกลับไม่ใช่ นอกจากการประท้วงในยูเครนยังมีเหตุฝีแตกในเวเนซูเอล่าที่ระบมมาตั้งแต่ปลายปี

ความขัดแย้งทางการเมืองในเวเนซูเอล่าดูไม่น่าจะเหมือนไทยเพราะเป็นประเทศสังคมนิยม แต่ทำไปทำมาทำท่าจะเป็นกรณีศึกษาเก็บไว้ใช้อ่านเอาเรื่องเมืองไทยได้เหมือนกัน

อย่างน้อยๆ ในประเด็นที่ผู้นำการประท้วงรัฐบาลเขาแน่จริง ในเมื่อกล้าต่อต้านอำนาจรัฐแต่ไม่สามารถจุดติดการกบฏ เขาก็กล้าแอ่นอกรับความจริงยอมมอบตัวให้เจ้าพนักงานควบคุมไปฐานที่ก่อให้เกิดความรุนแรง

ในประวัติศาสตร์การปกครองของไทยตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีย้อนขึ้นไปถึงยุคอโยธยาการเปลี่ยนรัชกาลหลายครั้งเกิดจากการยึดอำนาจและ/หรือสังหารเจ้าองค์เก่าแล้วตั้งตัวเป็นเจ้าองค์ใหม่ โดยธรรมเนียมปฏิบัติที่ยอมรับกันมาว่าถ้าการยึดอำนาจสำเร็จผู้ชนะจะเป็นองค์อธิปัตย์คนใหม่ ผู้แพ้ก็ต้องกลายเป็นกบฏไป no matter what

คงรู้กันพอสมควรแล้วว่าเวเนซูเอล่าเป็นประเทศอุดมน้ำมันในอเมริกาใต้ที่การเมืองการปกครองอยู่ภายใต้ ระบอบชาเวซ หรือสังคมนิยมสไตล์คิวบา โบลิวาเรียซึ่งมีรัฐบาลประชานิยมเครือข่ายของอดีตประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ ได้รับเลือกตั้งติดต่อกันมาหลายครั้ง แม้กระทั่งเคยถูกรัฐประหารแล้วก็ยังกลับไปเป็นรัฐบาลได้ใหม่ด้วยคะแนนเสียงที่ประชาชนรากหญ้ามอบหมายให้

แต่ว่าหลังสุดเมื่อนายชาเวซจบชีวิตลงด้วยโรคมะเร็ง รัฐบาลใหม่จากชัยชนะเลือกตั้งอย่างสูสีของนายนิโคลาส มาดูโร (ซึ่งนายชาเวซคัดตัวให้มารับช่วงต่อจากตน) นอกจากเผชิญกับคู่แข่งที่แม้จะแพ้คะแนนเสียงแต่ก้ไม่ยอมแพ้เกมชิงอำนาจ ประจวบกับปัญหาเศรษฐกิจทรุดโทรม ค่าเงินตกฮวบ อาหารขาดแคลน และไม่สามารถทำรายได้จากทรัพยากรน้ำมันมากอย่างเคย

การประท้วงบนท้องถนนภายใต้การชักใยของฝ่ายค้านจึงเกิดขึ้น โดยมีผู้สนับสนุนและร่วมชุมนุมเป็นพวกชนชั้นสูงและชั้นกลาง ทำนองเดียวกับม็อบนกหวีดของไทย และใช้สโลแกนการประท้วงว่า 'ลา ซาลิด้า' หรือ ทางออก เรียกร้องให้ประธานาธิบดีสละตำแหน่งในทันที

การประท้วงรัฐบาลในเวเนซูเอล่าแม้จะจุดกระแสโค่นรัฐบาลไม่ติดเพราะคนส่วนใหญ่ในประเทศซึ่งอยู่ในข่ายยากจนไม่สน ไม่หนุน ไม่เอาด้วย คนจนที่เป็นฐานเสียงของรัฐบาลเหล่านี้พึงพอใจกับนโยบายประชานิยม เช่นค่าโดยสารขนส่งสาธารณะรถรางถูกมากแล้วยังมีเครือข่ายกว้างขวาง ค่าน้ำค่าไฟอยู่ในอัตราต่ำ แถมในย่านสลัมมีไวฟายอินเตอร์เน็ตบริการฟรีจากรัฐ

ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลมาดูโรที่ดำเนินมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วนำโดย เฮ็นริเก้ คาปริเลส หัวหน้าฝ่ายค้านซึ่งแพ้เลือกตั้งอย่างเฉียดฉิวต่อนายมาดูโรเมื่อเดือนเมษายนนั้น แม้จะต่อเนื่องแต่ก็มีคนร่วมน้อยครั้งละเพียงสองสามพัน

จนกระทั่งเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมากอย่างล้นหลามเป็นประวัติการณ์ภายใต้การขึ้นมานำอย่างโดดเด่นของ ลีโอโปลโด โลเปซ นักเศรษฐศาสตร์จบจากฮาวาร์ด ที่ท้ายสุดยอมมอบตัวต่อตำรวจเมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ หลังเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นระหว่างการประท้วงจนมีผู้เสียชีวิตมากหลายราย บาดเจ็บนับร้อย

ฝ่ายประท้วงในเวเนซูเอล่าประกอบด้วยสามกลุ่มที่ร่วมมือกันอย่างหลวมๆ ได้แก่พรรคฝ่ายค้านที่คับแค้นด้วยความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งหลายครั้งหลายหน ทั้งในระดับเทศบาล สภาผู้แทน และการเลือกตั้งประธานาธิบดี กับกลุ่มนักศึกษาที่เริ่มจากความไม่พอใจรัฐบาลในระบอบชาเวซ หรือ ชาวิสต้า ที่ใช้วิธีการบีบคั้นเข้าควบคุมสื่อ และเมื่อเดือนพฤศจิกายนยังได้รับอำนาจพิเศษเด็ดขาด ๑ ปีในการจัดการปัญหาเศรษฐกิจ อันไปพ้องกับความไม่พอใจของอีกกลุ่มตัวแทนชนชั้นสูงซึ่งโจมตีรัฐบาลว่าทำให้สินค้าราคาแพงและขาดตลาด

สภาพขาดแคลนที่ชนชั้นสูงอ้างบางครั้งก็เพ้อพกเสียจนน่าขัน ดังหนังสือพิมพ์ออนไลน์ อัลจาซีร่าอเมริกา รายงานความรู้สึกของผู้ประท้วงนางหนึ่งในกลุ่มชนชั้นสูงซึ่งสนับสนุนนางมาเรีย คอรีน่า มาชาโด เศรษฐีนีของตระกูลเจ้าของเครือข่ายสื่อสารยักษ์ใหญ่ในประเทศ ที่บอกว่า มีอย่างที่ไหน ราคาอาหารหมากิโลละตั้ง ๔๐๐ โบลิวาร์ (ราว ๑,๙๐๐ บาท) เหลวไหลสิ้นดี

ขณะที่ลูกชายของหล่อนเป็นสมาชิกขบวนการนักศึกษา (ORDEN) ให้การสนับสนุนแก่กลุ่มประท้วงของนายลิโอโปลโด เขาบอกว่าพรรคฝ่ายค้านนั้นเชื่องช้ายืดยาดไม่ทันใจ นักศึกษาเหล่านี้เองที่หันไปใช้วิธีการรุนแรง เช่นขึงลวดกั้นถนนเพื่อดักมอเตอร์ไซค์อันเป็นยานพาหนะนิยมใช้ในหมู่ชนชั้นรากหญ้าสมาชิกชาวิสต้า จนทำให้ผู้ขับขี่จักรยายนต์วัย ๒๙ ปีคนหนึ่งถูกลวดตัดหัวขาด

วิธีการชั่วช้านี่ก็มาจากคำแนะนำบนเฟชบุ๊คของอดีตนายพลที่สนับสนุนฝ่ายค้านคนหนึ่ง

ฝ่ายประท้วงสองกลุ่มหลังคือนักศึกษาชนชั้นกลางและพวกนักธุรกิจชนชั้นสูงนั้นมีความใกล้ชิดกันอยู่ แม้จะไม่ได้ดำเนินยุทธวิธีไปในแนวเดียวกันก็ตาม ดังจะเห็นว่าพวกนักศึกษามักประท้วงอย่างเร่าร้อนและรุนแรง ขณะที่ชนชั้นสูงเพียงแต่ออกไปชุมนุมปิดกั้นถนนถ่ายรูป เซ้ลฟี่ กันเหมือนเที่ยวงานมาดิกรา ดังปรากฏ ภาพข่าวในหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์คไทมส์ ผู้ประท้วงในท้องที่ซาน คริสโตบอลสร้างเครื่องกีดขวางถนนเหมือนรั้วริมหาด แล้วมีสตรีนางหนึ่งปูผ้านอนอาบแดดในชุดบิกินี่

ความคล้ายคลึงระหว่างการประท้วงในกรุงคารากัสกับในกรุงเทพฯ อย่างหนึ่งก็คือการแบ่งแยกด้วยสีเสื้อ ผู้สนับสนุนฝ่ายค้านใช้สีขาว กลุ่มของพวกชนชั้นสูงชอบใช้สีธงชาติ ส่วนพวกชาวิสต้าของรัฐบาลมีสีแดงเป็นเอกลักษณ์ 

แต่นี่เป็นแค่ความเหมือนที่เปลือกนอก เช่นเดียวกับการแบ่งฝ่ายตามชนชั้น และการแตกแยกทางอุดมการณ์

แม้ฝ่ายค้านเวเนซูเอล่าจะออกไปประท้วงบนท้องถนนให้รัฐบาลลาออกเพราะเอาชนะด้วยการเลือกตั้งไม่ได้เสียทีเช่นเดียวกับของไทย แต่รายงานของอัลจาซีร่าบ่งว่า การโค่นรัฐบาลในเวเนซูเอล่าไม่มีทางเป็นไปได้ถ้าหากไม่ได้รับความร่วมมือจากคนยากจนที่เป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

แม้แต่แกนนำฝ่ายประท้วงคนหนึ่งคือ เฮ็นริเก้ คาปริเลส ก็ยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงในเวเนซูเอล่าเป็นไปไม่ได้ถ้าคนในสลัมไม่เข้าไปมีส่วนร่วม

ทั้งเอ็นริเก้ และอีกสองแกนนำ (ลีโอโปลโด โลเปซ กับ มาเรีย คอรีน่า มาชาโด) ล้วนอยู่ในเครือข่ายนักธุรกิจชนชั้นผู้มีอันจะกิน แถมมีแบ็คดีดังที่ข้อมูลวิกิลี้คเปิดเผยว่า กลุ่มประท้วงเหล่านี้ได้รับผลประโยชน์จากเงินทุนเกื้อหนุนประชาธิปไตยของสหรัฐเป็นจำนวนหลายร้อยล้านดอลลาร์ โดยฝ่ายรัฐบาลก็ยึดมั่นอุดมการณ์ปฏิวัติโบลิวาร์เหนียวแน่นมาตลอด

จึงแสดงถึงอิทธิพลจากภายนอกต่อการแบ่งแยกภายในชัดแจ้ง ดังข้อสรุปของขบวนการนักศึกษาที่ว่า เวเนซูเอล่าถูกควบคุมโดยผลประโยชน์นานาชาติ ฝ่ายค้านถูกสหรัฐควบคุม ฝ่ายรัฐบาลโดยคิวบา หนทางออกอยู่ที่วิถีชาตินิยมเท่านั้น

ขณะที่ผู้ประท้วงในคาราคาสตะโกนก่นด่า เผด็จการแบบคิวบา ภาวะเศรษฐกิจก็กำลังกัดกร่อนความไว้วางใจในรัฐบาลลงไป แต่เดวิด สมิลเด กรรมการอาวุโสของสำนักงานวอชิงตันเกี่ยวกับลาตินอเมริกา (WOLA) ซึ่งเป็นองค์กรพลเรือน (NGO) ให้ความเห็นว่า ฝ่ายค้านทำแค่นั้นไม่พอ ทางที่ดีควรจะยื่นมือเข้าไปหาพวกคนยากจนเพื่อขยายฐานเสียงของตนด้วย จึงจะพร้อมเข้าไปแทนที่ได้เมื่อฝ่ายรัฐบาลเพลี่ยงพล้ำในทางใดทางหนึ่ง

ส่วนสถานการณ์ในไทยนั้นต่างออกไป ฝ่ายประท้วงในกรุงเทพฯ ดูจะไม่คำนึงถึงเรื่องฐานเสียงในหมู่ประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นชนชั้นล่าง (ดูได้จากการที่ผู้ขึ้นอภิปรายบนเวทีชุมนุมส่วนมากมักบอกว่าคนรากหญ้าเป็นพวกบ้านนอกด้อยการศึกษา ไม่เหมาะแก่การเข้าไปมีส่วนร่วมทางการปกครอง เพราะถูกหลอกถูกจูงจากนักเลือกตั้งได้ง่าย) จึงทำให้ม็อบนกหวีดไม่แยแสกับการเลือกตั้ง มุ่งแต่เสนอการปกครองโดยคนดีที่อิงกับสถาบันกษัตริย์ และคุ้มครองโดยอิทธิฤทธิ์พวกทหาร

แต่ว่าโดยทฤษฎีการปกครองประชาธิปไตยตะวันตก กับตัวอย่างในอเมริกาใต้ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเปลี่ยนมือผู้บริหารประเทศโดยปราศจากแรงสนับสนุนของคนรากหญ้า ถึงจะดันทุรังไปได้สมใจก็ไม่สามารถปกครองต่อไปได้อย่างราบรื่น

ในเวเนซูเอล่าใช่ว่าจะไม่มีความรุนแรงอย่างของไทย แต่ละฝ่ายมีสัดส่วนภายในกระบวนการของตนที่พร้อมจะใช้ความรุนแรงอยู่ทั้งคู่ ฝ่ายค้านมีกลุ่มนักศึกษา ฝ่ายรัฐบาลก็มีคอมมูน (Collectivos) ที่เคยถึงกับรัฐบาลต้องออกมาประณามกันในบางครั้ง จำนวนผู้เสียชีวิตทั้งสิ้นจนถึงบัดนี้ ๑๘ รายไล่เลี่ยกับไทย แต่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ยังมีการเลือกตั้งเป็นสรณะ ไม่ว่าฝ่ายหนึ่งจะอิงคิวบาอีกฝ่ายอิงอเมริกา

ข้อสำคัญนายลีโอโปลโดแกนนำฝ่ายประท้วงซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มที่ใช้ความรุนแรงด้วยซ้ำ ยังพอมีความกล้าหาญทางสติปัญญาและซื่อตรงต่อการกระทำของตนเอง เมื่อเกิดความเสียหายมีคนตายในความรับผิดชอบก็ทรนงพอที่จะเดินเข้าไปมอบตัวต่อทางการ ไม่ได้เสแสร้งปัดสวะพ้นตัว หรือหวังให้พวกลูกไล่ต้องรับเคราะห์แทน

Tuesday, February 4, 2014

ประเทศไทยเป็น 'loser' ไปแล้วจริงหรือ



พลันเมื่อการเลือกตั้งวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๕๗ ผ่านไป เสียงวิจารณ์จากสื่อมวลชนนานาชาติก็ตามมาอย่างระงม ว่าการขัดขวางการเลือกตั้งของฝ่ายค้าน ที่นอกจากบอยคอตการเลือกตั้งแล้วยังจัดประท้วงต่อเนื่องมากว่าสามเดือน โดยพยายามก่อความรุนแรงถึงเลือดตกยางออก นั้นเป็นการกระทำของเด็กดื้อ ที่แม้จะมีศาลรัฐธรรมนูญคอยให้ท้ายก็จะยิ่งทำให้ตกต่ำลงไปกว่าเดิม

บ้างกล่าวว่าการต่อต้านเลือกตั้งโดยอ้างความต้องการปฏิรูปการเมืองเสียก่อน และพยายามทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ (เช่นกันโดยอาศัยองค์กรอิสระและศาล) แล้วจะนำกลุ่มคนที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้งมาสวมแทนรัฐสภาละก็ จะทำให้ประเทศแตกแยกยิ่งขึ้น เป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจของชาติยาวนาน*(1)

หากแต่คำวิจารณ์อันทำให้ต้องเป็นห่วงต่ออนาคตของประเทศมากไปกว่านี้อยู่ที่ข้อเขียนซึ่งตีพิมพ์ในสื่อมวลชนต่างประเทศอันเป็นกระบอกเสียงสำคัญของชุมชนเศรษฐกิจการเงินนานาชาติสองแห่ง นั่นคือสำนักข่าวบลูมเบิร์ก และนิตยสารฟ้อร์บ

ในบทความโดย นิสิด ฮาจารี เรื่อง 'Only Losers in Thailand' นักเขียนของบลูมเบิร์กฟันธงว่า ความเป็นจริงก็คือชัยชนะใดๆ ของฝ่ายค้านโดยอำนาจตุลาการ ที่ไม่ส่งผลให้เกิดความมั่นคง และไม่สามารถทำให้เกิดความมั่นใจได้อย่างกว้างขวางแล้วละก็ ถือว่าไม่ได้เป็นชัยชนะแต่อย่างใด

บทความบลูมเบิร์กอ้างถึงการบอยคอต และก่อกวนขัดขวางการเลือกตั้งโดยฝ่ายค้าน ที่มุ่งมั่นให้นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรไม่อาจจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ได้ ขณะเดียวกันบรรดาองค์กรอิสระ และฝ่ายตุลาการก็โหมกำลังกันดำเนินคดีต่อรัฐบาล ด้วยจุดมุ่งหมายเอาชนะโดยกรรมวิธีเลวร้ายต่างๆ นั้นเป็นความเพ้อฝันซึ่ง ณ เวลานี้เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว

ข้อเขียนชี้ว่าฝ่ายค้านเองก็ต้องยอมรับด้วยเช่นกันว่าตนเองก็ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ผู้สนับสนุนของพรรคเพื่อไทยอดทนมามากนักแล้วกับการหยามหมิ่นสติปัญญาว่าถูกชักจูงด้วยสินบนที่มาทางนโยบายประชานิยม กับการโค่นรัฐบาลที่พวกเขาเลือกลงไปถึงสามครา การกำจัดรัฐบาลชุดนี้ด้วยวิธีการไม่เป็นประชาธิปไตยอีกครั้งรังแต่จะทำให้แรงหนุนส่งรัฐบาลเพิ่มเป็นสองเท่า

พร้อมกันนั้นการคว่ำรัฐบาลยิ่งลักษณ์ด้วยชั้นเชิงตุลาการจะยิ่งทำให้การลงทุนทางการเงินของต่างชาติที่ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาถอนออกไปแล้วไม่ต่ำกว่า ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จะไหลออกต่อเนื่องยิ่งกว่านี้ ส่วนอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่ลดลงไปถึงสองคราวในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานั้นก็ไม่มีโอกาสกระเตื้องได้ ในขณะที่เพื่อนบ้านอย่างพม่าและเวียตนามจะยังคงก้าวล้ำหน้าต่อไป

บลูมเบิร์กเสนอให้หันเข้าหาจุดกลาง*(2) ที่ต่างฝ่ายให้ความสำคัญแก่การเจรจาเพื่อเดินไปข้างหน้า ทั้งคู่ต้องยอมรับว่าไม่มีฝ่ายใดขยับเคลื่อนต่อไปได้ด้วยตนเอง เสียงส่วนใหญ่ที่ได้รับความนิยมมากกว่าไม่อาจที่จะยกเอาคะแนนเสียงในหีบเลือกตั้งมากลบลบข้อขัดแย้งของเสียงข้างน้อยได้ ทางด้านเสียงข้างน้อยก็ไม่อาจที่จะสร้างความชอบธรรมได้ด้วยวิธีการก่อกวนป่วนปั่นต่อเสียงส่วนใหญ่

บทความจากสื่อต่างชาติอีกชิ้นหนึ่งมาจากนักเขียนบล็อกของนิตยสารฟ้อร์บ ดั๊ค แบนดาว ซึ่งอดีตเคยเป็นผู้ช่วยพิเศษของประธานาธิบดีรอแนลด์ เรแกน ปัจจุบันเป็นนักวิจัยประจำสถาบันเคโต เขาเขียนบทความเรื่อง In Thailand - Opposition assaults democracy as voters reelect government :Yellow shirt protestors act like Mussolini's Black shirts.อย่างค่อนข้างกลั่นกร้าว ว่าประเทศไทยกำลังมุ่งไปสู่การจมปลักการเมืองที่มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

นายแบนดาวอ้างถึงผู้ประท้วงในอียิปต์และยูเครนเรียกร้องการเลือกตั้งใหม่แต่ฝ่ายค้านไทยกลับไม่เชื่อถือการเลือกตั้งอีกต่อไปแล้ว แม้ว่าผู้ประท้วงสวมเสื้อเหลืองอันเกี่ยวเนื่องกับสถาบันกษัตริย์ไทย แต่พวกนี้เทียบเคียงได้กับขบวนการเชิ้ตดำยุคใหม่ ซึ่งเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๒๒ เป็นผู้สนับสนุนเบนิโต้ มุสโสลินี ยึดอำนาจการปกครองด้วยการชุมนุมอันอื้อฉาวในกรุงโรม

ดั๊คอ้างอิงข้อเขียนของ เนอร์มอล ก๊อสช์ แห่งหนังสือพิมพ์เดอะสเตรทส์ไทม์ ที่บอกว่าความขัดแย้งของประเทศไทยเต็มไปด้วยความสับสนและซับซ้อน มันรวมเอาความขัดแย้งในบุคคลิกส่วนตัว การล้างแค้นทางการเมือง การต่อสู้ของชนชั้น ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ การแก่งแย่งทรัพยากร และความหวาดระแวงของชนชั้นกลางในเมืองว่าในเวลาอันใกล้จะถูกปกครองโดยนักการเมืองฉ้อฉลที่มีอิทธิพลสูง โดยปราศจากการทรงอยู่ของพลังยึดเหนี่ยวอันเข้มแข็งทางจริยธรรมและคุณธรรมล้ำเลิศของสถาบันกษัตริย์

จากการที่ฝ่ายค้านเป็นผู้พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งติดต่อกันมาสองทศวรรษ ทำให้พวกนี้มองการไปหย่อนบัตรออกเสียงเลือกตั้งเป็นตัวปัญหามากกว่าหนทางแก้ แกนนำของ กปปส. อย่างเช่นนางอัญชะลี ไพรีรัก บอกกับนิวยอร์คไทมส์ว่าการเลือกตั้ง ไม่ใช่จุดหมายของเรา นายเทพไท เสนพงษ์ ยอมรับว่า เราเอาชนะเขาไม่ได้ นายสาธิต วงศ์หนองเตย พวกผู้ประท้วงอีกคนก็สรุปว่า พวกเขาจะกลับมามีอำนาจอีก เรายอมให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้

ดังนั้นพวกเชิ้ตดำจึงพากันไปขัดขวางผู้สมัครรับเลือกตั้งและการเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งที่มีกำลังตำรวจถึง ๑๓๐,๐๐๐ นายรักษาการ ผู้ประท้วงไปปิดกั้นการเลือกตั้งตามหน่วยต่างๆ ในหลายจังหวัดกับในบางท้องที่ของกรุงเทพฯ แล้วนี่ก็ยังหวังว่าจะคัดค้านผลการเลือกตั้งได้

การเป็นไปดังที่สื่อต่างประเทศเหล่านี้คาดหมาย เช่นเดียวกับที่สื่อไทยหลายแหล่งฟันธงกันไว้ โดยเฉพาะในการวิเคราะห์ของสื่อออนไลน์ที่ใกล้ชิดกลุ่มชนชั้นนำของประเทศบอกว่า แม้การเลือกตั้งจะผ่านไปได้อย่างทุลักทุเล สถานะของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยอื่นๆ ก็ยังแขวนอยู่บนเส้นด้าย เนื่องจากมีเขตเลือกตั้งที่ถูกม็อบขัดขวางไม่สามารถเลือกตั้งได้ถึง ๒๘ เขต จะต้องรอให้ กกต. จัดเลือกตั้งซ่อมให้ครบภายใน ๑๘๐ วัน

สำนักข่าวอิศราประมวลอุปสรรคการกลับมาเป็นรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไว้ว่ามีด้วยกัน สี่ดาบ คือหนึ่งเป็นการชี้มูลของคณะกรรมการป้องกันและปราบการทุจริตแห่งชาติว่า ส.ส.และส.ว. ๓๑๐ คนที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๘ ที่ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญกรณีที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ถ้า ปปช.ชี้มูลให้วุฒิสภาพิจารณาถอดถอน ส.ส.กับส.ว.เหล่านั้นก็จะปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ วุฒิสภาจะเหลืออยู่แต่สมาชิกที่นิยมการสรรหาและคัดค้านการแก้ไขเกือบทั้งสิ้น

ดาบสองเป็นการชี้มูลความผิดในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่ง ปปช. มีมติให้แจ้งข้อกล่าวหาต่อนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว. พาณิชย์แล้ว ซึ่งมีปมผูกพัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ทั้งในการถอดถอนและดำเนินคดีอาญา แม้ในประเด็นหลังเรื่องการดำเนินคดีมักใช้เวลานานเป็นปีหรือสองปี แต่สำนักข่าวแห่งนี้ก็ตั้งข้อสังเกตุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะตัดสินใจเหมือนที่พี่ชายเคยถูกศาลอาญาแผนกคดีการเมืองวินิจฉัยหรือไม่

ดาบสามตามที่สำนักข่าวอิศราระบุเป็นกรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา กับนายวิรัตน์ กัลยาสิริ อดีต ส.ส. สงขลาพรรคประชาธิปัตย์ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญไว้ว่ารัฐบาลออกพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นขัดต่อมาตรา ๑๘๑ (๔) ถ้าศาลวินิจฉัยว่าไม่ชอบก็จะมีการชงเรื่องให้ ปปช. ไต่สวนชี้มูลต่อไป

สุดท้ายเป็นดาบสี่ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. เพิ่งแถลงว่าจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และตัดสิทธิทางการเมืองของรัฐบาล รวมไปถึงการยุบพรรคเพื่อไทยด้วย

ทั้งนี้เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ นายวิรัตน์ในฐานะหัวหน้าทีมกกหมายของพรรค ปชป. ได้ไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญกล่าวหารัฐบาลรักษาการดึงดันจัดเลือกตั้งทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญและกกต. ชี้แจงไว้แล้วให้เลื่อนออกไปก่อน จึงขอให้ศาลตัดสินความผิดตามมาตรา ๖๘ แห่งรัฐธรรมนูญ

ทั้งมวลเหล่านี้เป็นความพยายามด้วยเล่ห์กลของพรรคฝ่ายค้าน พร้อมด้วยเครือข่ายในองค์กรอิสระและตุลาการที่กระทำทุกวิถีทางเพื่อกำจัดกวาดล้างและทำลายกลุ่มการเมืองที่โยงใยอยู่กับอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร มุ่งหวังเปิดทางสะดวกแก่การเข้ามาเป็นรัฐบาลโดยไม่จำเป็นต้องอิงกับคะแนนเสียงประชาชนส่วนใหญ่มากนัก

หากแต่ถ้าอ้างว่าให้เป็นไปตามราชประชาสมาสัย ดังที่นาย พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรีเคยกล่าวไว้ในงานคืนสู่เหย้า ลูกวชิราวุธ เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๕

รวมไปถึงการเปิดตัวกลุ่มอดีตนายทหารและนักวิชาการที่เรียกตนเองว่า รัฐบุคคล’ (Man of the State) อาทิ พล.อ.สายหยุด เกิดผล พล.อ.วิมล วงศ์วานิช พล.อ.อ.กันต์ พิมานทิพย์ พล.ร.อ. วิเชษฐ์ การุณยวนิช ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวนิช นายปราโมทย์ นาครทรรพ และ นายสุรพงษ์ ชัยนาม เรียกร้องให้ทหารออกมาทำการยึดอำนาจแล้วจัดตั้งรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๗
 
ทั้งนี้โดยที่ ดร.อมร ซึ่งเป็นนักกฏหมายปกครองชั้นนำของไทย ได้อ้างอิงความชอบธรรมให้กับการไม่ยอมรับวิธีการเลือกตั้งเป็นส่วนประกอบสำคัญในระบอบประชาธิปไตยไทย เสนอให้แก้ตัวกับฝรั่งว่ากฏหมายเลือกตั้งของไทยกำหนดให้ผู้สมัครสังกัดพรรคการเมือง ซึ่งแตกต่างไปจากที่ไหนๆ ในโลก ดร.อมรบอกว่าถ้าอ้างอย่างนี้ฝรั่งจะยอมเชื่อ

อย่างไรก็ดี จะเห็นว่าการอ้างหลักกฏหมายหลายกรณีโดยฝ่ายค้านและกลุ่มอภิสิทธิ์ชนที่ปฏิเสธคะแนนเสียงส่วนใหญ่อันทำให้พรรคการเมืองในเครือข่ายของตระกูลชินวัตรชนะเลือกตั้งสามสี่ครั้งติดกันตลอดเวลานับสิบปีที่ผ่านมา ล้วนแต่เป็นการอ้างเหตุผลอย่างเลี่ยงบาลีแทบจะทั้งสิ้น การอ้างมาตรา ๖๘ อย่างพร่ำเพรื่อนั้นประการหนึ่ง ซึ่งแม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะขานรับเกือบตลอดเวลาก็ไม่ทำให้เกิดความชอบธรรมอย่างมั่นคงได้ ในทางกลับจะยิ่งทำให้ตัวบทกฏหมายเสื่อมสภาพ เช่นเดียวกับที่ตุลาการเสื่อมศักดิ์ศรี

ในที่นี้ผู้เขียนขอยกเอาประเด็นข้อกฏหมายที่มีผู้รู้ให้ข้อคิดเห็นไว้ต่อการยื่นคำร้องพยายามให้การเลือกตั้งวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเป็นโมฆะ แม้ข้อโต้แย้งในทางกกหมายในระบบตุลาการไทยจะต้องไปสิ้นสุดที่ศาลซึ่งมีเอกสิทธิ์ในการชี้ขาดทั้งเบื้องต้นและสุดท้าย มักไม่ได้รับฟังความเห็นสาธารณะอย่างระบบตุลาการในประเทศตะวันตก

หากแต่การรับฟังข้อคิดด้านกฏหมายจากภายนอกศาลต่อกรณีนี้จะช่วยให้เห็นว่าฝ่ายค้านและพวกต่อต้านประชาธิปไตยแท้จริงต่างก็ตะแบงมารกันเพียงใด

ตามความเห็นของ นายพุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล นักกฏหมายรุ่นใหม่ที่มีมุมมองในทางอุดมการณ์ก้าวหน้า กล่าวถึงแนวคิดอ้างอิง ม. ๖๘ เพื่อร้องศาลรัฐธรรมนูญให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะว่า รัฐธรรมนูญ ม. ๖๘ เป็นเรื่องของการใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองนอกรัฐธรรมนูญ การจัดเลือกตั้งเป็นการกระทำตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ จึงไม่เข้าข่ายความผิดโดยนัยนี้

ส่วนการที่นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ว่ารัฐบาล โดยผ่านทางผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ยังพยายามจะจัดเลือกตั้งซ่อมในวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์นี้อีกนั้น รัฐธรรมนูญมาตรา ๙๓ วรรคหกระบุชัดแจ้งให้ ต้องดำเนินการให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ครบตามจำนวนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน

และต่อการอ้างมาตรา ๑๕๗ เพื่อยื่นต่อ ปปช. เอาผิดต่อนายกฯ และ ครม. ฐานที่ไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เลื่อนการเลือกตั้งนั้น ความจริงก็คือศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยว่าจะต้องให้เลื่อนการเลือกตั้ง เพียงแต่แสดงความคิดเห็นว่าการเลือกตั้งนั้นสามารถเลื่อนได้ มิพักจะต้องพิจารณาให้ลึกยิ่งขึ้นว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจพิจารณาตั้งแต่แรกเสียด้วยซ้ำ นายพุฒิพงศ์ระบุ

สำหรับประเด็นการจัดเลือกตั้งซ่อม ๒๘ เขตที่นายอภิสิทธิ์ชี้ว่าถ้า กกต. ไม่เห็นด้วยจะกลายเป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างองค์กรที่จะต้องกลับไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยอีกว่าเป็นการเลือกตั้งอันมิชอบ นายพุฒิพงศ์เห็นว่าทั้ง กกต. และพรรคประชาธิปัตย์นั่นเองที่เป็นตัวปัญหาทำให้การเลือกตั้งมิชอบด้วยการตีรวนต่างๆ นานา รวมความว่าสิ่งที่นายอภิสิทธิ์กล่าวหารัฐบาลหลายแหล่นั้น ล้วนเข้าเนื้อตัวเองทั้งสิ้น

เช่นนี้จึงย้อนไปถึงปรากฏการณ์ โลกล้อมไทยในความหมายคล้ายกับความโดดเดี่ยวของเกาหลีเหนือ ที่บรรดาสื่อต่างประเทศทั้งปวงไม่เฉพาะแต่ในซีกโลกตะวันตก ไม่เพียงแค่พวกขวาหรือซ้าย ล้วนเตือนว่าสิ่งที่เสียงส่วนน้อยแต่เหนือชั้นกระทำความเจ็บช้ำให้เกิดขึ้นภายในประเทศ ด้วยความหวังว่าเมื่อหายปวดจะรู้สึกเหมือนขึ้นสวรรค์ นั้นล้าหลังทั้งโลกไปหลายขุม

หากประเทศไทยได้เป็นสังคมทุนนิยมที่เติบโตแล้วสักนิด อะไรๆ อาจจะแผกแปลกไปบ้างเล็กน้อย อังเดร โวลท์เช็ค นักเขียนฝ่ายซ้ายหัวก้าวหน้าของตะวันตกวิพากษ์ไว้ในบทความ 'Down and Out in Thailand'
ของเขาบนเว็บไซ้ท์เค้าเตอร์พั้นช์ เขาบอกว่า ไม่ถึงขนาดยิ่งใหญ่ ไม่เพียงดีอยู่แล้ว แต่แค่ไม่เหมือนเดิมเท่านั้น

ไทยแลนด์เป็นแดนแห่งข่าวลือ และการเมินเฉยอันแสนนาน ของการคุกคามที่เกิดได้โดยไม่มีการบอกกล่าว ประเทศไทยยังไม่ใช่ทุนนิยม อย่างน้อยในแบบของฟิลิปปินส์กับอินโดนีเชีย นายโวลท์ชิคเขียนตอนหนึ่ง แต่เป็นสังคมที่ศักดินาอย่างเข้าเนื้อ โดยที่ไม่เคยทำการปฏิรูปตัวเองได้เลยอย่างจริงจัง ไม่แม้กระทั่งจะก้าวไปข้างหน้า

โวลท์ชิคยังบอกด้วยว่า คนไทยมักจะอ้างตนเป็นคนเก่งกาจเหนือใครๆ เสมอ มีคุณค่าเลิศล้ำ ความเห็นเช่นนี้มักคาบเกี่ยวกับการเหยียดหยามผู้อื่น มันเป็นวัฒนธรรมที่สามารถเข่นฆ่านักศึกษา ยิงทิ้งกลางถนน หรือในแม่น้ำเชี่ยวติดกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในกรุงเทพฯ...วัฒนธรรมทางการปกครองนี่เองทำให้ประเทศมีอัตราอาชญากรรมสูงกว่าสหรัฐเสียอีก...

นี่แหละคือระบบที่เป็นศักดินาที่สุดแห่งหนึ่งของเอเซีย แต่กลับเชิดชูกันเหลือล้นว่าเป็นประชาธิปไตย

คนไทยทั้งในและต่างประเทศจำนวนหนึ่งที่เป็นส่วนน้อยไม่เคยสำนึกในสิ่งที่คนภายนอกสังคมโดมแก้วแห่งนี้มองเห็นดังกล่าว แต่ยังมีผู้ที่เป็นไทยอีกจำนวนส่วนมากตระหนักถึงด้วยการตื่นตัว ตาสว่างแล้วว่า ทำไปทำมาการคลั่งไคล้ดึงดันจะพาลให้ทั้งชาติกลายเป็น ‘losers’ ไปเสียหมดทั้งยวงในที่สุด


*(1) ทั้งสองประเด็นสะท้อนมาจากบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์เดอะวอลสตรีทเจอร์นอล เรื่อง
Thailand Votes for Democracy และเดอะนิวยอร์คไทม์ เรื่อง Democracy in Thailand, Interupted.ซึ่งสรุปความไว้โดยหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท เรื่อง บท บก. สื่อต่างประเทศวิเคราะห์ทิศทางหลังการเลือกตั้งไทย 
*(2) บลูมเบิร์กได้เสนอไว้ในบทบรรณาธิการเมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๕๗ เรื่อง Can an embattled Thailand find compromise? ให้สองฝ่ายร่วมกันตั้งคณะกรรมการปฏิรูปโดยมีฝ่ายที่สาม (หรือคนกลาง) เข้าร่วมกันกำหนดแนวทางปฏิรูปต่างๆ ซึ่งก็ปรากฏว่าฝ่ายค้านปฏิเสธแนวนี้โดยสิ้นเชิงไปแล้ว