Monday, February 6, 2012

อธรรมศาสตร์ และการเมืองไทยๆ


สังคมไทยไม่ยอมให้คนยืนบนความถูกต้อง และพอดีพองามเลยหรือไง

เป็นประโยคที่ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เขียนลงในหน้าเฟชบุ๊คของเขาหัวข้อ เป็นอธิการ มธ. ก็ลำบากหน่อย อันเป็นเรื่องตลกร้ายเหลือหลาย ในเมื่อ ดร.สมคิดเขียนข้อความทั้งหมดเพื่อที่จะออดอ้อน (whining) หาความชอบให้แก่คำสั่งห้ามคณะนิติราษฎร์ทำการรณรงค์แก้ไขประมวลกฏหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ในรั้วมหาวิทยาลัย

ทั้งๆ ที่ประโยคดังกล่าวถ้าคณะนิติราษฎร์เป็นฝ่ายปรารภเสียเองน่าจะเหมาะเจาะกว่าด้วยหัวข้อว่า เป็นนักกฏหมายของ มธ. ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยลำบากมากกว่าเป็นอธิการบดีหลายเท่านัก

ไหนจะถูกข่มขู่จากนักเลงอีแอบที่ใช้ชื่อว่า พล. ๑ รอ. ไหนจะฝ่ายทหารนับแต่ระดับบังคับบัญชา อย่าง ผบ.ทบ. พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา และ ผบ.สส. พล.อ. ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ที่ออกมาค้านอย่างนวมๆ (แบบเจ้านาย) ไปถึงระดับบังคับจิตใจ อย่างประธานมูลนิธิเตรียมทหาร พล.อ. บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ที่บอกว่า ถ้าถึงที่สุด ถ้ามันมากเกินไปจนทนไม่ไหว ทหารก็อาจจะปฏิวัติแน่นอน

ไหนจะพวกที่คัดค้านอย่างไม่ยอมฟังเหตุ ตั้งแต่กลุ่มคนไทยรักชาติ (จึงต้องฟาดฟันกับเขมร) ของนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ไปเผาหุ่นอาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หนึ่งในคณะนิติราษฎร์ ในธรรมศาสตร์ กับกลุ่มวารสารศาสตร์ราวสิบคน จัดโดยนายกนก รัตน์สกุลวงศ์ ผู้ประกาศโทรทัศน์ช่องเนชั่นที่ชอบก้าวร้าวด้วยปากต่อคนเสื้อแดง และทำลามกด้วยมือโจมตีนายกฯ ยิ่งลักษณ์บนเฟชบุ๊คจากคำพูด เอาอยู่ ไปยกป้ายหน้าอนุสาวรีย์ปรีดี พนมยงค์ บอกว่า นิติราษฎร์ไม่ใช่ธรรมศาสตร์ และธรรมศาสตร์ไม่ใช่นิติราษฎร์

อีกทั้งการใช้ข้ออ้างข้างๆ คูๆ อย่างกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ที่ได้รับเชิญให้ไปจัดสัมนาที่คณะนิติศาสตร์มธ. แล้วหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มคือนายทวีเกียรติ มีนกนิษฐ เขียนบทความส่งไปให้หนังสือพิมพ์มติชนกล่าวหาคณะนิติราษฎร์ว่า หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจาก ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ที่ให้พระมหากษัตริย์ต้องปฏิญาณตน เสมือนเป็นการแสดงความอกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ เสมือนจงใจลดพระราชฐานะของพระองค์ จึงถือได้ว่าเป็นการจาบจ้วง

กับการออกแถลงการณ์ต่อต้านของสถาบันพระปกเกล้าฯ กล่าวว่าการรณรงค์แก้ไข ม. ๑๑๒ ของคณะนิติราษฎร์ นำไปสู่การละเมิด พาดพิง วิพากษ์วิจารณ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นสถาบันของชาติให้เกิดความเสียหาย นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ นายกสมาคมจึงเรียกร้องนิติราษฎร์หยุดการเคลื่อนไหว และให้ต้นสังกัดดำเนินการคุมประพฤติ ไม่เช่นนั้นทางสมาคม จะทำการตอบโต้จากเบาไปหาหนัก ทั้งนี้นายมหรรณพยังอ้างว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของกฏหมาย แต่เป็นเรื่องของศรัทธา”*(1)

แล้วยังมีการไปปลุกระดมกันถึงอเมริกา จากการประสานงานระหว่างนางอัญชะลี ไพรีรัก จากประเทศไทย และนายอรรคเดช ศรีพิพัฒน์ ในลอส แองเจลีส นำนักพูดสองคนที่เคยได้ดิบได้ดีจากคณะรัฐประหาร คมก. คือ ดร.เสรี วงษ์มณฑา กับนายแก้วสรรค์ อติโพธิ์ และผู้ดำเนินการโทรทัศน์ดาวเทียมทีนิวส์ (เส้นสายของผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์) นายสนธิญาน (หนูแก้ว) ชื่นฤทัยในธรรม ไปแสดงปาฐกถารายการ รักในหลวง เกลียดยิ่งเละ ที่เมืองโร้สสมีด

โดยมีการชักชวนให้ต่อต้านนิติราษฎร์โดยไปเผาบ้านของอาจารย์วรเจตน์

เป็นที่น่าสังเกตุว่าการต่อต้านคณะนิติราษฎร์ของกลุ่มพันธมิตรฯ (พมธ.) ในย่านลอส แองเจลีสเน้นอาการมุ่งร้าย ใช้ความรุนแรง โดยไม่ต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริง และข้อกฏหมาย เช่นเดียวกับผู้ฟังรายการ คิดได้ คิดดี โทรศัพท์เข้าไปแสดงความโกรธแค้นถึงขนาดต้องการตัดหัวคณะนิติราษฎร์ ครั้นเมื่อ นายวีระ ธีรภัทรนนท์ ผู้ดำเนินรายการถามว่าได้อ่าน และทราบรายละเอียดข้อเสนอนิติราษฎร์หรือเปล่า ก็ยอมรับว่าไม่ได้อ่าน แต่สร้างความรู้สึกเกลียดชังของตนจากพาดหัวข่าวของสื่อสิ่งพิมพ์ในประเทศ

นั่นเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นชัดเจนว่าสื่อไทยสายหลักนั้นเป็นตัวป่วนให้เกิดปัญหาแตกแยกขัดแย้งในบ้านเมืองตลอด ๕-๖ ปีที่ผ่านมาอยู่มากทีเดียว สดๆ ร้อนๆ จากกรณีที่มีนักศึกษาคนหนึ่งที่ต่อต้านคณะนิติราษฎร์แล้วกล่าวพาดพิงถึง ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี หนึ่งในคณะกรรมการรณรงค์แก้ไข ม. ๑๑๒ ปรากฏว่าหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ของนายโรจน์ งามแม้น ได้นำเอาคำพูดของนักศึกษาผู้นี้ไปตีพิมพ์เป็นข่าวในทางร้ายต่อ ดร. ชาญวิทย์

แต่นักศึกษาผู้นั้นเกิดสำนึกได้ว่าพาดพิงเกินกว่าเหตุจึงเขียนจดหมายขอโทษ ดร. ชาญวิทย์ โดยมีเนื้อความตอนหนึ่งว่า . อนึ่งในบทสัมภาษณ์ที่ได้ให้ไว้กับทางไทยโพสต์ เนื้อหาใจความบางส่วนถูกบิดเบือนไปมาก ผมไม่ได้ให้สัมภาษณ์ในเนื้อหาเช่นนั้นทั้งหมด...”*(2)

แสดงว่าสื่อสิ่งพิมพ์เช่นไทยโพสต์ที่ตีพิมพ์ข่าว และบทความต่อต้านอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) และขบวนการเสื้อแดงอย่างสม่ำเสมอ  ขณะที่สนับสนุนเป็นครั้งคราวให้ประเทศไทยไม่ต้องมีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย เป็นพวกล่าแม่มดที่กระทำการรังควาญต่อผู้ที่มีความคิดเห็นเปลี่ยนแปลงให้ประเทศไทยไปสู่มาตรฐานที่ดีขึ้นทางการบังคับใช้กฏหมาย การแสดงออกทางความคิด และสิทธิมนุษยชน

เรียกได้ว่าเป็นตัวถ่วงไม่ให้ไปประเทศชาติไปถึงซึ่งความเจริญอย่างนานาอารยะสากล ตัวพ่อทีเดียว

เช่นนี้กลุ่ม ครก. ๑๑๒ หรือ คณะรณรงค์แก้ไข มาตรา ๑๑๒ อันประกอบด้วยนักวิชาการสันติประชาธรรม นักสิทธิมนุษยชนอาร์ติเกิ้ล ๑๑๒ และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ที่รวมตัวกันดำเนินการรวบรวมรายชื่อประชาชน ๑ หมื่นคนยื่นต่อรัฐสภาภายใน ๑๑๒ วันให้รับพิจารณาแก้ไขประมวลกฏหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ตามร่างของคณะนิติราษฎร์ จึงได้จัดแถลงข่าวและตอบคำถามที่อนุสรณ์สถาน ๑๔ ตุลา ถนนราชดำเนิน เรียกร้องให้ผู้คัดค้านอธิบายด้วยสาระ และเหตุผล ไม่ใช่เอาแต่กล่าวหาว่าล้มเจ้า รวมทั้งสื่อมวลชนควรนำเสนอในเนื้อหาของข้อกฏหมายไม่ใช่เสนอแต่อารมณ์*(3)

นับวันการคัดค้านนิติราษฎร์ยิ่งก้าวร้าว เอาตายโดยไม่ใช้เหตุผลมากขึ้น สมดังที่มีนักเขียนรับเชิญของเว็บไซ้ท์นิวแมนเดลาท่านหนึ่งซึ่งใช้นามปากกา เอลิซาเบ็ธ ฟิทซ์เจราลด์ ตั้งข้อสังเกตุเอาไว้ตั้งแต่เมื่อปลายๆ เดือนมกราคมว่า

นี่หมายความว่าอะไร สำหรับการเมืองในปัจจุบัน และอนาคต เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในนิติธรรม เกี่ยวกับการปกป้องสิทธิมนุษยชน และเกี่ยวกับสถานะแห่งเสรีภาพในการแสดงออกในประเทศไทย นี่หมายความว่าความเห็นต่าง ไม่ว่าจะในรูปแบบใด ทำให้คนๆ หนึ่งถูกถอดความเป็นมนุษย์ออกไปละหรือ ในรูปการณ์ทางการเมืองขณะนี้ บางทีคงเป็นเช่นนั้น*(4)

เอลิซาเบ็ธไม่ได้ตั้งข้อสังเกตุลอยๆ เธออ้างอิงด้วยข้อมูลที่ว่าเฉพาะอาการก้าวร้าวที่แสดงบนเว็บไซ้ท์ ผู้จัดการ แห่งเดียวก็ท่วมท้นด้วยการบริภาษณ์นิติราษฎร์รุนแรง บ้างว่าไม่ใช่มนุษย์ (๑๘๐ ข้อความ อีก ๕๐ ข้อความบอกว่าเป็นสุนัข) บ้างเรียกร้องทหารเข้ามาจัดการ (ขอให้ทำรัฐประหาร ๑๔๘ ข้อความ เย้ยหยันทหารไม่มีศักดิ์ศรี๑๕๐ ข้อความ) รวมทั้งให้ช่วยกันเปิดโปงข้อมูลส่วนตัวคณะนิติราษฎร์ (ลงรายชื่อคณะนิติราษฎร์ทั้งหมดพร้อมบอกให้ช่วยจดจำกันไว้ ๑๕๐ ข้อความ อีกกว่าร้อยข้อความขอให้นำชื่อ ที่อยู่ และแผนที่บ้านคณะนิติราษฎร์มาลงตีพิมพ์ ซึ่งพวกพันธมิตรฯ ในนครลอส แองเจลีสนำไปต่อยอด)

ชุดข้อความบริภาษณ์รุนแรงที่สุดเป็นการเรียกร้องให้ทำร้าย และใช้ความรุนแรงต่อนิติราษฎร์ รวมถึงการ ฆ่าทิ้งเสียแม้ในจำนวนนี้มากที่สุด ๑๗๙ ข้อความเป็นเพียงการกระตุ้นให้ขว้างปาขยะใส่นิติราษฎร์ แต่รองลงมา ๑๕๓ ข้อความกลับเป็นการขู่ฆ่าทั่วๆ ไป อีกสองชุด ๑๑๑ ข้อความเท่ากันบอกให้สำเร็จโทษนิติราษฎร์ และเผาธรรมศาสตร์เป็นผุยผง ๑๐๕ ข้อความให้ใช้วิธี ตาต่อตา ฟันต่อฟัน อีก ๘๕ ข้อความบอกให้ตัดหัวแล้วเอาไปเสียบประจานหน้าทางเข้าธรรมศาสตร์

อีกสองข้อความรุนแรงที่นิยมใช้กันน้อยหน่อยแค่ ๔๕ และ ๔๔ ข้อความบอกว่ านิติราษฎร์ควรถูกแขวนคอแล้วเผาทั้งเป็นหน้าบ้านพวกเขา และให้ทหารกำจัดให้สูญสิ้นด้วยการจับขึ้นเฮลิค้อปเตอร์เอาไปโยนทิ้ง

โดยเนื้อหาของการแสดงความเกลียดชังนิติราษฎร์โดยอ้างความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ในขณะนี้ไม่ต่างอะไรกับสภาพก่อนเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่สื่อเช่นหนังสือพิมพ์ดาวสยาม และวิทยุยานเกราะได้โหมโจมตีนักศึกษาที่ชุมนุมอยู่ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ เป็นสายลับเวียตนาม เป็นพวกไม่จงรักภักดีต่อสถาบันฯ

ในขณะนี้ก็เช่นกันที่นิติราษฎร์ถูกป้ายสีว่า ล้มเจ้า หรือมีเจตนาซ่อนเร้น ทั้งๆ ที่นิติราษฎร์ได้ตอบข้อกล่าวหาเหล่านั้นอย่างกระจ่างแจ้งครั้งแล้ว ครั้งเล่า*(5) พวกที่ออกมาแสดงการคัดค้านทั้งหลายก็ไม่เคยที่จะเข้าสู่การโต้แย้งด้วยหลักการ เหตุผล และข้อกฏหมายกันบ้าง

จริงอยู่ว่าจะเปรียบเทียบสภาพการณ์ขณะนี้กับภาวะก่อน ๖ ตุลา ๑๙ ทั้งหมดเลยไม่ได้ ดังที่แอนดรูว์ สปูนเนอร์ นักวิชาการชาวออสเตรเลียแสดงความเห็นไว้ในการแลกเปลี่ยนกับนิค น้อสทิตซ์นักหนังสือพิมพ์ชาวเยอรมันที่เว็บไซ้ท์นิวแมนเดลา*(6) เพราะว่าขณะนี้ไม่มีกลุ่มกระทิงแดงเป็นตัวป่วน หมู่ประเทศรอบบ้านก็ปราศจากทฤษฎีโดมิโน ที่สำคัญมิได้มีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอยู่อีกแล้ว

แต่ทั้งคู่เห็นพ้องกันว่าปัญหาอันทำให้ข้อเสนอแก้ไข ม.๑๑๒ กลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตายในเมืองไทย อยู่ที่ ความกลัวการเปลี่ยนแปลง เป็นปัจจัยสำคัญ

นิค น้อสทิตซ์นั้นพูดถึงปัญหาใหญ่ที่รายล้อมข้อเสนอแก้ไข ม.๑๑๒ ว่าเป็นความกลัวต่างๆ นานา แม้ในหมู่ผู้ที่ไม่นิยมการแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์อย่างสุดโต่ง กลัวว่าจะถูกโจมตีโดยทั้งสองฝ่ายของข้อขัดแย้ง หวาดหวั่นในความปลอดภัยของตัวเอง เกรงว่าไทยจะสูญสิ้นสถาบันกษัตริย์อันถือว่าเป็นภาพลักษณ์ของชาติ และของตน กลัวว่าความเจริญของประเทศจะหยุดชะงัก และเหนืออื่นใดกลัวจะเกิดเหตุร้ายรุนแรง

น้อสทิตซ์กล่าวต่อไปว่าแต่ละข้างต่างก็มีพวกใจร้อนที่พร้อมจะเดินเข้าสู่สถานการณ์เลวร้าย และ น่าเศร้า ที่สองฝ่ายเกิดเห็นต้องตรงกันอย่างหนึ่งว่า พัฒนาการไปสู่ความรุนแรงมีทางเกิดได้แน่ อย่างไรก็ดีสปูนเนอร์แย้งว่าแม้ที่เป็นมาจะมีความรุนแรงอยู่เกลื่อนกราด ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่พยายามเปลี่ยนแปลงอย่างสันติเท่าที่จะสามารถทำได้ แถมยังแสดงความกล้าหาญท่ามกลางการข่มขู่ต่างๆ

คนไทยเหล่านั้นอย่างเช่นนิติราษฎร์แสดงความกล้าเผชิญกับการคุกคาม...ควรได้รับการสนับสนุน ไม่ใช่ถูกหาว่าล้ำหน้าเกินไป

แต่ผู้บริหารธรรมศาสตร์ก็อ้างว่าสั่งห้ามนิติราษฎร์เคลื่อนไหวในรั้วมหาวิทยาลัยเพราะ กลัว จะเกิดเหตุร้ายความรุนแรง เหมือนอย่าง ๖ ตุลา ๑๙ จึงต้องการ ตัดไฟแต่ต้นลม (เหตุผลของดร.สมคิด) ซึ่งหากดูจากที่ท่านอธิการไปเขียนออดอ้อนไว้บนเฟชบุ๊คแล้วกลับพบว่า ความกลัวแท้จริงเป็นดังที่หลายๆ คนคิด ดร.สมคิดกลัวจะถูกโจมตีจากฝ่ายต่อต้านว่าเข้าข้างนิติราษฎร์เสียละมากกว่า

ทั้งสี่ข้อที่ ดร.สมคิดเขียนบนเฟชบุ๊คเรื่องการเป็นอธิการบดีนั้นยาก (นิด) หน่อย ล้วนบ่นว่า (ข้อ ๑) พอคัดค้านนิติราษฎร์คนกลุ่มหนึ่งก็ออกมาข่มขู่คุกคามให้ออกจากตำแหน่ง (ข้อ ๒) พออนุญาตให้นิติราษฎร์ใช้สถานที่ คนอีกกลุ่มก็ออกมาคัดค้านต่อว่า (ข้อ ๓) ก็เลยบอกว่าพอกันทีกับนิติราษฎร์ คนกลุ่มแรกออกมาค้านอีก (ข้อ ๔) ครั้นพอทำดียอมให้ก้านธูปเข้าเป็นนักศึกษา มธ. คนกลุ่มแรกชม แต่คนอีกกลุ่มด่า

ท้ายสุดท่านเลยตัดนิติราษฎร์เสียที่ปลายเหตุ ไม่ใช่ตัดไฟต้นลมดังอ้าง รวมทั้งในข้อ ๑ ก็ไม่ได้ค้านนิติราษฎร์ทางวิชาการเช่นกัน ท่านค้านอย่าง เหน็บแนมแกมประชด แล้วจะมาออดอ้อนว่าหาที่ยืนบนความถูกต้องไม่ได้ คิดไหมว่าเพราะตัวของตัวเองหรือเปล่า

ในสถานการณ์ ๖ ตุลา อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อธิการบดีขณะนั้นเผชิญกับความยากลำบากใหญ่หลวง ทางหนึ่งท่านพยายามปกปักเสรีภาพที่มีให้แก่นักศึกษาทุกตารางนิ้ว อีกทางหนึ่งก็ถูกกดดันอย่างแรงจากผู้มีอำนาจ แต่ท่านก็แอ่นอกรับความกดดันเพื่อรักษาสัจจธรรมของธรรมศาสตร์เอาไว้ จนกระทั่งตัวท่านเองต้องเผชิญชะตากรรมทางการเมืองในเวลาต่อมา

ดร.สมคิดก็ไม่ได้เห็นด้วยกับนิติราษฎร์แต่ต้น ในประเด็นแรกเลยทีเดียวเกี่ยวกับการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ซึ่งกล่าวกันว่าส่วนหนึ่งเพราะตัวเองก็เป็นผลพวงของ คมก. เหมือนกัน ถึงกระนั้นก็ดีในกรณี ม. ๑๑๒ ที่นิติราษฎร์เสนอแก้ไขในข้อกฏหมายที่เปิดช่องให้มีการนำไปใช้ทำลายล้างทางการเมือง เนื่องจากใครจะฟ้องใครก็ได้ (แถมในปัจจุบันยังมีการแกล้งฟ้องแบบเดินสายทั่วประเทศให้ผู้ถูกกล่าวหาอย่างนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ที่นอกจากถูกปฏิเสธคำร้องขอประกันตัวครั้งแล้วครั้งเล่า ยังต้องเดินทางไปขึ้นศาลตั้งแต่อิสานยันใต้) หรือว่าประเด็นอัตราโทษหนักหนากว่าข้อหาโจรป่าห้าร้อย ดร. สมคิดกลับไม่ให้ความสนใจ

จุดยืนของท่านจึงไม่สามารถอยู่บนความพอดีพองามได้ คำเสียดสีที่ว่ามหาวิทยาลัยซึ่งเคยเป็นที่พึ่งของประชาชน เป็นแสงส่องนำทางอุดมการณ์สิทธิเสรีประชาธิปไตย บัดนี้ภายใต้การบริหารแบบตัดไฟที่ปลายเหตุของท่านกลายเป็น อธรรมศาสตร์ เพราะท่านชอบแสดงจุดยืนทางการเมืองบนเฟชบุ๊คคัดง้างกระแสประชาธิปไตย

ต่างกับนักวิชาการเด่นๆ ทั่วโลกจาก ๑๖ ประเทศ ทั้งสิ้น ๒๒๔ คนรวมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านไทยศึกษา ที่เขียนจดหมายถึงนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อสนับสนุนการรณรงค์แก้ไขประมวลกฏหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ว่า การปฏิรูปกฎหมายนี้เป็นสิ่งจำเป็นในการที่จะคุ้มครองสิทธิพื้นฐานของประชาชนไทย และเสริมสร้างประชาธิปไตย และนิติรัฐในความหมายที่กว้าง *(7)

นักวิชาการเหล่านี้ อาทิ ศาสตราจารย์โนม ชอมสกี้ แห่งเอ็มไอที ศ.เบน เคียแนน แห่งมหาวิทยาลัยเยล ศ.เครก เรย์โนลด์ แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ศ.ชาร์ล คีย์ส แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ศ.เควิน ฮิวสัน แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ธ แคโรไลน่า ศ.แคทธรีน บาววี่ แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ที่แมดิสัน ศ.ปีเตอร์ แจ็คสัน แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย และคริส เฮ็ดจ์ นักเขียน-นักข่าวรางวัลพูลิเซอร์ชาวอเมริกัน เป็นต้น

หลายคนศึกษาเกี่ยวกับประเทศไทยมาอย่างดี และที่แน่นอนคือมีจุดยืนทางวิชาการเหนียวแน่นพอที่จะเป็นแบบอย่างแก่นักวิชาการไทยให้รับฟังได้

แต่อนิจจาท่านรองนายกรัฐมนตรีของไทยกลับไล่พวกเขาไปแก้กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศของตนเสียนี่ วิธีการไล่ผู้ที่พูดถึงประเด็นความไม่ต้องตามครรลองนิติธรรม (Rule of Law) และนิติรัฐ (Rechtsstaat) ของการบังคับใช้ ม.๑๑๒ ให้ไปอยู่ต่างประเทศนี่มิใช่มีแต่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่แสดงความห้าวหาญเท่านั้น เคยมีคนใหญ่คนโต อย่าง ผบ.ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคนกล้าคนกร่างอย่างพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง กับ (กู) บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ใช้มาแล้วอย่างได้ผลให้ผู้คนคลื่นเหียนเป็นทิวแถว

แทนที่ผู้ห้าวหาญเหล่านี้จะสำเหนียกว่าเพราะการบังคับใช้ ม.๑๑๒ อย่างขาดหลักความถูกต้องของกฏหมาย และไร้มนุษยธรรม (ดังคดีอากง เป็นตัวอย่าง) ทำให้ทั่วโลกเขาจับตาดูประเทศไทยเหมือนบ้านเมืองที่ยังล้าหลังในเรื่องจริยธรรมสังคม และขาดตกบกพร่องในด้านอารยธรรมสากล อย่างโซมาเลียในอาฟริกา หรือแคว้นอาหรับหลายแห่งที่จำเป็นต้องมี การเบ่งบาน (Spring) กันอย่างลูกโซ่ตลอดสองปีที่ผ่านมา แล้วยังจะอีกหลายปีไปข้างหน้า

หากข้อเสนออย่างเป็นวิชาการ และมีวัฒนธรรมของความเป็นประชาธิปไตยสากล ในประเทศไทยยังถูกตีตกด้วยอคติ และ ศรัทธา อันอาจไม่ถึงกับบอด หรือบอดไม่หมด เป็นแต่เพียงมัวเมา เช่นศรัทธาของนายกสมาคมพระปกกล้าฯ ละก็

อีกไม่ช้าไม่นานคงมีการเบ่งบานเป็น ไทยสปริง ให้เห็นกันจนได้


*(1)http://www.go6tv.com/2012/01/blog-post_4560.html
*(2) ดูรายละเอียดที่ http://www.prachatai.com/journal/2012/02/39120
*(4) http://asiapacific.anu.edu.au/newmandala/2012/01/24/a-catalogue-of-threats-against-the-khana-nitirat/
*(5) หาชมได้จากรายการสนทนากับวรเจตน์ที่ว้อยซ์ทีวี และไทยพีบีเอส กับที่ น.ส.พ.มติชนนำไปตีพิมพ์หลายวาระ
*(6) http://asiapacific.anu.edu.au/newmandala/2012/02/01/pushing-nitirat-to-the-edge/#more-17456
*(7) http://www.prachatai.com/journal/2012/02/39045


Monday, January 16, 2012

ทำใหม่



คิดใหม่ ทำใหม่ เป็นคำคมที่ทำให้พรรคไทยรักไทยได้รับเลือกตั้ง และต่อมาเป็นนโยบายที่จับใจคนรากหญ้า สร้างศักดาให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มากเสียจนต้องถูกรัฐประหารจากการประสานหลายส่วนของฝ่ายทหาร นายทุนสื่อ องคมนตรีบางคน และผู้นำศาล ในรายการ ชิมปลาดิบ จิบไวน์”*(1)

แถมด้วยการตามล้างจากองค์กรอิสระ และตุลาการภิวัฒน์ ยุบพรรค ทรท. ไปแล้วไม่พอ เด็ดพรรคพลังประชาชนอีกหน พร้อมทั้งเช็ดรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวชด้วยหน้ากระดาษพจนานุกรม เลยทำให้วรรคหลังของนโยบายนั้นทำไม่เสร็จ

มาถึงคราวพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง จึงยังไม่มีการทำใหม่ หากแต่จะทำในสิ่งที่เคยคิดใหม่เอาไว้แล้วให้เสร็จ ด้วยสโลแกน ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ

การทำโดยเพื่อไทยอาจไปได้สวยกว่าที่เป็นในขณะนี้ถ้าไม่เกิดอุทกภัยร้ายแรงที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษ กระทบพื้นที่ของประเทศไม่น้อยกว่า ๔๖ จังหวัด รวมทั้งกรุงเทพฯ-ธนบุรี และปริมณฑล เมื่อเริ่มต้นรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำให้รัฐบาลเพื่อไทยไม่เพียงลื่นถลำเพราะน้ำหลาก หากแต่ซวนเซเกือบจะตั้งตัวไม่ติดเพราะน้ำลายของฝ่ายค้าน และบริวารจัดตั้งที่สวมเสื้อหลากสี

อาการซวนเซอาจทำให้รู้สึกว่าอยากสลับสับขาเปลี่ยนที่ยืนไปสู่พื้นฐานอื่นให้หลากหลายบ้าง ดังที่มีการนำกรณียึดสนามบินกับระเบิดปิงปองหน้าทำเนียบมายำรวมเป็นหลักการเยียวยาเดียวกัน และยังจะมีการบีบมะนาวนำเอาผู้เสียหายจากสถานการณ์ภาคใต้ใส่อีกด้วย ซึ่งไม่วายฝ่ายเสียหน้าก็ยังทำตัวหัวหมอฟาดหางให้เป็นเรื่องใหญ่*(2) อ้างว่าผิดหลักความเสมอภาคตามกฏหมายอาญา มาตรา ๑๕๗

แท้ที่จริงคงไม่เพียงเรื่องซวนเซ แต่เป็นส่วนหนึ่งของท่าทีที่รับปากกันไว้ในข้อตกลงสามเส้า (ซึ่งน.ส.พ.ไทยโพสต์เคยเอามาปูดว่ามีการเจรจาระหว่างนายวัฒนา เมืองสุข พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ) อันเป็นผลให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะยอมประกาศยุบสภา และเลือกตั้งใหม่เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔

โดยมีข้อแม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะต้องไม่เข้าไปแตะต้องการโยกย้ายทหาร และดำเนินการให้เป็นที่ประจักษ์ว่ามีความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์เป็นล้นพ้นไม่ยิ่งหย่อน หรือยิ่งกว่ารัฐบาลที่แล้วๆ มา

ข้อเท็จจริงในการเจรจาสามเส้าจะเป็นเช่นไร หรือแม้แต่ว่ามีการเจรจาเช่นนั้นจริงหรือไม่ ผู้เขียนขอยกประโยชน์ หรือโทษให้แก่น.ส.พ.ไทยโพสต์ เนื่องจากเนื้อหาเหล่านั้นไม่ก่อให้เกิดความสำคัญแก่บทความนี้ เพียงแต่การเอออวยกับฝ่ายทหาร พร้อมด้วยการโหมกำหราบ และกำจัดเว็บไซ้ท์ที่ล่อแหลมต่อการดูหมิ่นสถาบันฯ รวมถึงการประกาศมติคณะรัฐมนตรีไม่รับพิจารณาข้อเสนอแก้ไขกฏหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ บังเอิญไปเข้าทางข่าวปูดของไทยโพสต์อย่างช่วยไม่ได้

ทั้งสองกรณีที่กล่าวถึง เป็นท่าทีของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ถอยห่างจากการ ทำใหม่ อย่างน้อยชั่วคราว แต่จะเป็นการทำไปตามข้อตกลง หรือทำให้นุ่มนวลเพื่อการไหลลื่นทางการเมือง อันรวมไปถึงข้อเสนอแก้ไขระเบียบคณะกรรมการกลาโหมเกี่ยวกับการแต่งตั้งนายทหารที่ถูกชลอเอาไว้ เพราะสายการบังคับบัญชาของกองทัพเวลานี้ยังเห็นว่าไม่เหมาะที่จะให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปมีเอี่ยว ย่อมเกี่ยวข้องแต่กับสวัสดิภาพของรัฐบาลเพียงลำพัง

ผู้เขียนนำเอาประเด็นการทำใหม่มาเป็นข้อสังเกตุในครั้งนี้เพราะอยากเห็นรัฐบาล และพรรคการเมืองที่ทำตามความคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณนั้นก้าวต่อไปไม่หยุดยั้ง แม้นว่าในความเป็นจริงทางการเมืองการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และกลุ่มการเมืองที่ยังเหนียวแน่นกับอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้สามารถกลับมา ทำอีก ได้ก็นับว่าเป็นผลงานที่ชื่นชมได้เหลือหลายแล้ว

มิพักจักต้องเอ่ยถึงพลังมวลชนที่เป็นหินผาศิลาอาสน์ให้เกิดเป็นรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยขึ้นได้

การทำใหม่ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทยที่ผู้เขียนอยากเห็น นั้นอยู่ในกรอบความหมายของคำที่ฝรั่งมังค่ามักใช้กันว่า Reinvent เป็นการทำใหม่ในลักษณะที่ประนาธิบดีบารัค โอบาม่าของสหรัฐพยายามจะทำเมื่อเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันในการรักษาตำแหน่งประธานาธิบดีไว้อีกสมัย ในปลายปีนี้

ผู้ติดตามการเมืองอเมริกันอย่างใกล้ชิดจะเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงภายในทำเนียบขาวตั้งแต่กลางปีถึงปลายปีที่ผ่านมา เรื่อยมาถึงต้นปีนี้ การจากไปของหัวหน้าคณะที่ปรึกษาประธานาธิบดี ราห์ม เอ็มมานูเอล ไปรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีนครชิคาโก และการเปลี่ยนตัวโฆษกทำเนียบขาว รอเบิร์ต กิ๊บบ์ เป็น เจย์ คาร์นี่ย์ ล้วนเป็นผลของความพยายาม ทำใหม่ ตีตัวจากการเมืองอย่างเดิมๆ ของวงในกรุงวอชิงตัน

ดังเป็นที่เปิดเผยในหนังสือเล่มใหม่เกี่ยวกับครอบครัวโอบาม่า*(3) ที่ชี้ให้เห็นบทบาทของภริยาประธานาธิบดี นางมิเชล เมื่อเห็นว่าทีมงานทำเนียบขาวจมปลักกับการเมืองรายวันของการต่อรอง และรอมชอมจนเป็นผลให้วิสัยทัศน์ของนายโอบาม่าเมื่อครั้งหาเสียงเลือกตั้งครั้งแรกเลือนหาย และออกห่างจากการสัมผัส หรือแตะมือทางความคิดกับฐานเสียงของท่านไปไกลทีเดียว

ดังที่ปรากฏเมื่อกลางปีที่แล้วว่าคนหนุ่มสาวที่เคยเป็นแรงผลักดันอันสำคัญให้โอบาม่าชนะฮิลลารี่ คลินตันในการเลือกตั้งเบื้องต้น และเป็นฐานศิลาแลงกำแพงหินให้โอบาม่าชนะจอห์น แม็คเคน ในการเลือกตั้งใหญ่ในที่สุดนั้นตีตนออกห่างจากโอบาม่ากว่าครึ่ง เพราะโอบาม่าในตำแหน่งประธานาธิบดีอ่อนปวกเปียกกับพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม จนทำให้รีพับลิกันสามารถช่วงชิงเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรไปได้ขาดลอยเมื่อปี ค.ศ. ๒๐๑๐

การ reinvent ความเป็นประธานาธิบดีในแนวที่เคยได้รับอาณัติมาจากคะแนนเสียงเลือกตั้งในปี ค.ศ. ๒๐๐๘ ของบารัค โอบาม่า ไม่เพียงปรากฏในการปรับท่าทีต่อนโยบายในประเทศ ดังที่เผชิญหน้ากับเสียงข้างมากรีพับลิกันในสภาผู้แทนฯ ภายใต้การนำของนายจอห์น เบเนอร์ ที่ตั้งแง่ค้านไปเสียทุกอย่าง ในแผนงานแก้ปัญหางบประมาณขาดดุล หลังจากที่คณะกรรมาธิการรัฐสภาชุดพิเศษจากสองพรรคที่ประธานาธิบดีตั้งขึ้นมาล้มเหลวไม่เป็นท่า

แสดงให้เห็นว่าที่พึ่งสุดท้ายทางการเมืองของประธานาธิบดีอยู่ที่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับฐานคะแนนเสียงของตนเอง ไม่ใช่ไม่ทำเพราะกลัวว่าฝ่ายค้านจะก่อกวน และไม่ใช่ทำเพื่อเอาใจกลุ่มการเมืองภาคประชาชน อย่างเช่นทีพาร์ตี้

อุปมาอุปมัยด้วยหลักคิดเดียวกัน การทำใหม่ที่อยากเห็นในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย มิใช่จะต้องคิดค้นโครงการใหญ่ขึ้นมาใหม่เสมอไป ทางรถไฟเชื่อมทุกภาค กับการวางแผนบริหารจัดการน้ำในระยะยาวก็น่าจะเหลือบ่าแล้ว ยังมีการทำใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาลจนต้องหันไปทำเก่าเอาอย่างรัฐบาลที่แล้วด้วยการออกโรงถล่มธนาคารแห่งประเทศไทยในปัญหาดอกเบี้ยเงินกู้กองทุนฟื้นฟูฯ*(4) ที่เป็นอุจจาระเปรอะเปื้อน และส่งกลิ่นก่อกวนมาตั้งแต่สมัยนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ รัฐมนตรีคลังของนายกฯ ชวน หลีกภัย แก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ต้มยำกุ้ง แบบปัดสวะขอไปที

นั่นคือการ reinvent ความเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากเสียงข้างมากในการเลือกตั้งทั่วประเทศ ด้วยการกลับไปหาอาณัติของประชาชนเช่นเดียวกับที่ประธานาธิบดีสหรัฐกำลังพยายามทำ และเดินหน้าปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และแก้ไขธรรมเนียมปฏิบัติแบบไทยๆ ที่เป็นขวากหนามของความเจริญทัดเทียมนานาอารยะประเทศในเรื่องจิตสำนึกแห่งหลักการประชาธิปไตย

อย่างน้อยๆ ต้องให้มีการยอมรับโดยถ้วนหน้าว่าทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันหมดเสียที

ชนิดที่ไม่ควรเกิดกรณีอย่างที่เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ทำการบรรยายใส่หน้านายกฯ อย่างสาดเสียว่า เป็นหน้าที่ของพวกคุณ ไม่ใช่หน้าที่ผม ไม่มีใครมาจ้างผมทำงาน แม้แต่นายกรัฐมนตรีเองก็ไม่ได้จ้างผม เขาขอให้ผมมาทำช่วยชาติ เลยเสียตัว ตอนนี้ท่านทำผมท้องแล้วต้องรับผิดชอบ นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบ ทำผมท้องแล้วจะมาทำผมแท้งไม่ได้”*(5) ประดุจดังเจ้านายสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชตรัสต่อข้าราชบริพารฉะนั้น

ข้อสำคัญในสิ่งที่เป็นการพัฒนาระบบกฏหมาย และกระบวนการตุลาการให้ขยับขึ้นมาอยู่ในระดับของอารยะสากลนั่นจำเป็นอย่างยิ่ง หลังจากที่มีการตัดสินคดีอากง หรือที่ต่างประเทศรู้กันถ้วนทั่วว่า “Uncle SMS” ให้จำคุก ๒๐ ปีด้วยข้อหาส่งข้อความอันเป็นการหมิ่นสมเด็จพระราชินี และพระมหากษัตริย์ ทั้งที่โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้แจ้งชัดว่าจำเลยกระทำผิดจริง ศาลเลยใช้หลักฐานแวดล้อมของโจทก์มาตัดสินว่าผิดแทน

นานาชาติเขาเห็นว่าเป็นการใช้กฏหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ตัดสินเกินกว่าเหตุกันทั้งนั้น แต่พวกผู้ลากมากดีบ้านเรานับตั้งแต่ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เรื่อยไปถึงพล.ต.อ.วสิษฐ์ เดชกุญชร และน.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ กลับพากันแถกแถไปข้างๆ คูๆ ว่าเป็นกฏหมายไม่มีพิษมีภัยถ้าไม่มีใครฝ่าฝืน

แต่ประเด็นที่ทั่วโลกเห็นว่าถึงแม้จะไม่ตั้งใจฝ่าฝืนพวกผู้จงรักภักดีทั้งหลายก็สามารถเอามายัดเยียดให้จนได้ ท่านผู้ประเสริฐเหล่านั้นกลับมองไม่เห็น

ครั้นมีกลุ่มนักวิชาการกฏหมายอย่างคณะนิติราษฎร์สามารถคิดสูตรใหม่เพื่อถอดสลักวงจรอุบาทว์ของการรัฐประหาร และการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง รวมทั้งผู้คิดต่างด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกษัตริย์ ราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยเสนอให้ลบล้างผลพวงแห่งรัฐประหาร และแก้ไข ม. ๑๑๒ รัฐบาลซึ่งเคยถูกฝ่ายตรงข้ามใช่เล่ห์กลยัดเยียดข้อหามาแล้วไฉนรีบออกตัวไม่ขอแตะต้อง

นั่นเป็นเพราะรัฐบาล (โดยพรรคเพื่อไทย) นี้วางกรอบนโยบายไว้แล้วว่าจะทำตามแต่เพียงที่ทักษิณคิดเท่านั้นหรือ ข้อเสนอนิติราษฎร์เป็นความคิดใหม่ที่จะปฏิรูปการเมืองไทย และปรับระเบียบสังคมให้พ้นจากมายาคติเรื่อง คนดี ในทางการเมืองที่บอกว่า โสเภณียังดีกว่าคนโกง นั้นยังต้องมีการให้คำจำกัดความอีกมากทั้งในส่วนของ โสเภณี และคนโกง ถ้าเป็น โสเภณีการเมือง และ คนดีขี้โกง เล่าจะว่าอย่างไร เขายายเที่ยง กับ ทีดินรัชดา และ ที่ดินหนองน้ำมักกะสัน ต่างกันมากไหม

ถ้าหากทักษิณติดขัด และขลุกขลักไม่อยากคิดใหม่ ในเมื่อบังเอิญนิติราษฎร์เขาคิดใหม่ได้แล้ว รัฐบาลเพื่อไทยจะเอามาทำใหม่ไม่ได้หรือ

ไหนๆ ก็คิดใหม่ให้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกได้แล้ว ทำใหม่ให้ใครก็ตามที่ก่อรัฐประหาร หรือสั่งฆ่าประชาชนต้องได้รับโทษสาสมดูบ้างเป็นไร



*(1) คำของคุณ รักในหลวงห่วงลูกหลาน แห่งเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน ยุคปี ๒๕๕๒
*(2) ดังที่นายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางให้สั่งยกเลิกมติ ครม. อนุมัติงบประมาณเยียวยา ดูข่าว น.ส.พ.โลกวันนี้ที่ http://www.dailyworldtoday.com/hotnews.php?hotnews_id=53603
*(4) ดูความเห็นต่างกับรัฐบาลในเรื่องนี้โดยอาจารย์กานดา นาคน้อย นักเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยเพอร์ดิว ได้ที่ http://www.konmuankan.com/~liberal/index.php?showtopic=52162
*(5) http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9550000006000


Sunday, January 1, 2012

ปรองดองได้ก็ไม่สมานฉันท์



ก่อนสิ้นปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านไปท่ามกลางปัญหาค้างคาเรื่องการบังคับใช้กฏหมายบางฉบับต่อประชาชนอย่างไม่เสมอภาค ให้คุณให้โทษแก่ผู้มีจุดยืนทางการเมืองแตกต่างกัน ดังเช่นประมวลกฏหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ล้วนยังมองไม่เห็นข้อยุติ หรือแม้แต่จะมีการยอมรับให้เปิดเวทีสาธารณะสำหรับวิภาษถึงความเหมาะสมเพื่อสร้างให้เกิดความสมานฉันท์อย่างถาวร

รัฐบาลอันมีแกนหลักเป็นพรรคเพื่อไทยที่ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนจากประชาชนเกือบ ๑๖ ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่มีจุดยืนทางการเมืองอยู่ในฝ่ายเสื้อแดง ไม่ว่าจะด้วยความเชื่อมือ และ/หรือศรัทธาในอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือว่าเพียงแค่ต้องการรัฐบาลที่เห็นคุณค่าในความเท่าเทียมของผู้มีสิทธิออกเสียงตามระบอบประชาธิปไตย พร้อมที่จะบริหารงานรัฐกิจเพื่อผลประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนไม่ด้อยไปกว่าการยกย่องเชิดชูองค์พระประมุข

กลับมุ่งปรองดองด้วยการเกี๊ยเซี้ย (คำของ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ) โดยการนิรโทษกรรมทุกฝ่าย ทั้งผู้ถูกล้างผลาญ และผู้ก่อการทำเข็ญ

จากคำพูดของนายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาแบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานกรรมาธิการวิสามัญเพื่อสร้างการปรองดอง กล่าวไว้เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ ว่าสถานการณ์บ้านเมืองตั้งแต่เริ่มปีใหม่ไปจนถึงกลางเดือนเมษายนที่คดีเสื้อแดงเสียชีวิต ๑๖ ศพจากการสลายชุมนุมโดยทหารจะเข้าสู่การพิจารณาคดีของศาล เป็นระยะอันตรายที่อาจมีการประท้วงใหญ่จากฝ่ายผู้สูญเสียถึงขั้นอาจมีการขับไล่รัฐบาลที่พวกเขาเลือกมากับมือก็ได้*(1)

นายวิทยาอ้างหลักการของ คอป. หรือคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ และค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ ซึ่งตั้งขึ้นในรัฐบาลที่แล้วหลังจากที่มีการร้องเรียนว่า ศอฉ. หรือศูนย์อำนวยการสถานการณ์ฉุกเฉินในขณะนั้นใช้กำลังทหาร และพลแม่นปืนยิงกระสุนจริงทำการกระชับพื้นที่ชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์อย่างรุนแรง ทำให้ผู้ชุมนุมเสียชีวิตเกือบร้อยราย บาดเจ็บถึงสองพัน รวมทั้งมีการปลิดชีวิตอาสาสมัครบันเทาภัยในเขตอภัยทานวัดปทุมวนาราม ทั้งนี้โดยมอบหมายให้ ดร. คณิต ณ นคร เป็นประธานต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

คอป.ได้เสนอข้อสรุปต่อรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้วยังไม่มีการตอบรับใดๆ จนเมื่อนำเสนอต่อรัฐบาลปัจจุบัน ได้มีการประกาศรับแนวทางเยียวยาตามที่ คอป. เสนอมา*(2) ล่าสุดนั้น คอป. ได้ทำหนังสือด่วนที่สุดลงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๔ ถึงรัฐบาลเสนอให้ดำเนินการแก้ไขประมวลก.ม.อาญา ม. ๑๑๒ ร่วมกับรัฐสภา และประชาชน โดยระบุในรายละเอียดมีสาระสำคัญ ๕ ประการ*(3)

ดังเช่น ให้ถือว่าความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็น ความผิดที่ต้องให้อำนาจ ตามอย่างความผิดต่อบุคคลสาธารณะในเยอรมนี นั่นคือแม้จะถือว่าเป็นความผิดทางอาญา แต่ก็ต้องให้ผู้เสียหายแสดงความสมัครใจในการดำเนินคดี ในกรณีของไทย คอป. เสนอให้เลขาธิการพระราชวังเป็นผู้ดำเนินการแทนพระมหากษัตริย์ในฐานะสถาบัน มิใช่แทนพระองค์ในฐานะส่วนบุคคล

นอกจากนั้น คอป. ยังเสนอให้กำหนดระวางโทษใหม่เป็นจำคุกไม่เกิน ๗ ปี หรือปรับไม่เกิน ๑ หมื่น ๔ พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อีกทั้งยังเสนอให้ดำเนินการแก้ไขกฏหมาย ม. ๑๓๓ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับการดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้ายต่อพระราชาธิบดี หรือประมุขของต่างประเทศด้วย โดยให้มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี และปรับไม่เกิน ๖ พันบาท ซึ่งถือได้ว่าเป็นการสนองต่อข้อกระแนะกระแหนของนักกฏหมายแบบศรีธนญชัยผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ที่ว่าการยกเลิกมาตรา ๑๑๒ เท่ากับยกย่องราชาธิบดีต่างชาติยิ่งกว่าของไทยไปโดยปริยาย

ผู้เขียนมิได้เห็นคล้อยไปกับข้อเสนอของ คอป. ในรายละเอียดบางอย่าง โดยเฉพาะในประเด็นระวางโทษ ๗ ปีซึ่งเป็นเกณฑ์ที่มาจากการแก้ไขในสมัยเผด็จการ รับ...ชอบแต่ผู้เดียว และเชิดชูสถาบันอย่างลอยฟ่องของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทางที่ควรน่าจะกลับไปสู่ยุคสมบูรณายาสิทธิราช รัชกาลที่ ๕ ซึ่งกำหนดโทษจำคุก ๕ ปี จะดูมีความจงรักภักดีต่อราชวงศ์มากกว่า

แต่ก็เห็นควรบันทึกบทบาทของ คอป. ไว้ ณ ที่นี้ว่า อย่างน้อยๆ ความเห็นของ คอป. ยังพอเป็นเครื่องชี้ทางแก่นักการเมืองทั้งในรัฐบาลนี้ และรัฐบาลที่แล้ว ที่ คอป. อ้างอิงเป็นผู้มอบหมายภารกิจเยียวยาโดยการแก้ไข ม. ๑๑๒ ว่า ก็ควรที่จะผลักดันให้กฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นด้วย เพื่อช่วยกันสร้างสันติและความปรองดองของคนในชาติ

และในฐานที่ คอป. ยอมรับข้อเสนอนิติราษฎร์ว่าเป็นประโยชน์ต่อการสร้างสันติ และการปรองดอง จึงเป็นที่น่ายินดีว่ากลุ่มสันติประชาธรรมได้เข้ามาร่วมดำเนินงานอย่างสร้างเสริม ประกาศรวบรวมรายชื่อประชาชน ๑ หมื่นคนยื่นเสนอต่อรัฐสภาให้ดำเนินการแก้ไขมาตราดังกล่าว โดยเริ่มด้วยนักวิชาการ และบุคคลสาธารณะ ๑๑๒ ท่านนำร่องเปิดการรณรงค์ในวันที่ ๑๕ มกราคมนี้

ส่วนการที่มีผู้ไม่ใช่ฝ่ายค้านบางท่านกล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในประเด็นที่เป็นประโยชน์ทางการเมืองแก่นักการเมืองดังที่นายวัฒนาเสนอว่าควรแก้ไขมาตรา ๖๗ กับมาตรา ๑๙๐ เสียก่อน ว่ามีความสำคัญเร่งด่วนกว่า หรืออย่าไปแตะ ม. ๑๑๒ และควรให้ความสำคัญแก่นักการเมืองในกลุ่ม บ้านเลขที่ ๑๑๑ ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง และจะพ้นบ่วงรั้งในเดือนพฤษภาคมที่จะถึง ดังที่นายบรรณหาร ศิลปอาชา ให้สัมภาษณ์นั้น ผู้เขียนเห็นว่าไม่น่าที่จะสร้างสันติ และมีสมานฉันท์อันมั่นคงขึ้นได้ภายในกรอบนโยบาย และท่าทีที่เป็นอยู่ของรัฐบาลชุดนี้

โดยเฉพาะเป้าหมายในการออกกฏหมายนิรโทษกรรมทุกฝ่ายในแนวทางของกรรมาธิการปรองดองซึ่งมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตนกลิน อดีตประธาน คมช. หรือคณะรัฐประหารปี ๒๕๔๙ เป็นประธาน อาจเป็นทางออกที่สละสลวยแก่พรรคเพื่อไทย ก็แต่ในระยะสั้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว เช่นเดียวกับการนิรโทษกรรมทุกฝ่ายหลังเหตุการณ์สังหารนักศึกษาที่ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ซึ่งไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะมีการเคารพสิทธิเสียงของประชาชน จนทำให้เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ๒๕๓๕ ขึ้นอีก

แล้วในที่สุดก็มีการยึดอำนาจรัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งอย่างท่วมท้นในปี ๒๕๔๙ อันเป็นต้นเหตุมาสู่การเข่นฆ่าประชาชนอีก ๓ ครั้งในเดือนเมษายน ๒๕๕๒ และ ๑๐ เม.ย. ๑๙ พ.ค. ๒๕๕๓

เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่จะ forget และ forgive ง่ายๆ ด้วยจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อให้การเมืองราบรื่น หรือหลีกเลี่ยงการที่จะมีผู้ชุมนุมเสียชีวิตด้วยน้ำมือเจ้าหน้าที่อีก เพราะผู้ที่สูญเสียไม่ว่าจะเป็นครอบครัวของผู้ตาย ญาติพี่น้องของผู้บาดเจ็บ และลูกหลานของผู้ที่ถูกคุมขังจองจำ ย่อมเป็นฝ่ายสูญเสียอยู่วันยันค่ำ มิได้มีความหวังที่ดีกว่าหลังออกจากป่าเหมือนพวกนิสิตนักศึกษาที่เข้าไปร่วมขบวนการต่อสู้ด้วยอาวุธกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ตามนโยบาย ๖๖/๒๓

สิ่งที่ผู้ถูกกระทำในเหตุการณ์ เมษา ๕๒ เมษา ๕๓ และพฤษภา ๕๓ มุ่งหวังต้องการอยู่ที่สิทธิมนุษยชนอันเท่าเทียมในการปฏิบัติตามกฏหมาย และความเสมอภาคแท้จริงในระบอบประชาธิปไตย มิใช่ต้องถูกตัดสินจำคุก ๒๐ ปี เพียงเพราะมีใครคนหนึ่งซึ่งมีตำแหน่งแห่งหนอยู่ในพรรคการเมืองอันเป็นที่โปรดปรานของบุคคลชั้นสูงกล่าวหาว่าหมิ่นสถาบันฯ ดังที่ลุงเอสเอ็มเอส หรืออากงถูกก่อกรรม และนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยอีกหลายคนกำลังถูกตีตรวนกำจัดอิสรภาพอยู่ขณะนี้

การสร้างสันติ และความปรองดองจะต้องให้หลักประกันด้วยว่า การกระทำผิดในเรื่องสิทธิมนุษยชนจะต้องได้รับโทษตอบแทนตามกระบวนการอันเที่ยงตรงของกฏหมายอันเป็นสากล สันติภาพย่อมเกิด และเบิกบานได้ในสถานภาพที่มีความเสมอภาคเท่านั้น

หากใครคนหนึ่งถูกรังแกจนบอบช้ำ แล้วจำต้องทำลืมเรื่องที่แล้วให้แล้วกันไปเพื่อไม่ให้ถูกทำร้ายหนักยิ่งขึ้นอีก นั่นไม่ใช่การปรองดอง แต่มันเป็นการกดขี่ให้จำยอมต่างหาก เมื่อใดที่อดรนทนไม่ไหว และลืมตาอ้าปากได้ ก็จะต้องถึงคราวเอาคืน เป็นกงกรรมกงเกวียนเช่นนี้ไม่มีที่สิ้นสุด

รัฐบาล และพรรคเพื่อไทยหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปแตะประเด็นกฏหมายหมิ่นกษัตริย์ไม่ว่าในแง่มุมใด แม้แต่ในข้อเท็จจริงดังที่องค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติมองเห็นว่า ม. ๑๑๒ ถูกนำมาใช้อ้างละเมิดสิทธิมนุษยชนเพื่อความได้เปรียบทางการเมือง อาจจะมิใช่เพราะต้องการสงวนไว้ใช้ด้วยตนเองบ้างเมื่อถึงคราว หากแต่เพียงต้องการลดแรงเสียดทานจากฝ่ายค้าน ฝ่ายแค้น และฝ่ายขุน ก็เลยจำยอมให้ฐานยืน และตั่งนั่งของตนถูกบั่นทอนจนผุเจียนจะพัง

ดังจะเห็นว่าบรรดาลำโพงขยายเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ฝ่ายค้านต่างดาหน้ากันออกมาใส่ไคล้ข้อเสนอแก้ไข ม.๑๑๒ กันขนานใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต หรือนายอรรถพร พลบุตร เสริมด้วยประดาลิ่วล้อเบี้ยหัวแตกของพรรคอย่างพวกดาราใกล้ดับที่ชอบใช้สรรพนามนำชื่อให้กร่างอย่าง กูบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ที่พยายามอิงข้างทหารใหญ่ฝ่ายขุน ผู้บัญชาการทัพบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยการไล่ใครก็ตามที่ต้องการแก้ไข หรือยกเลิกกฏหมายหมิ่นฯ ให้ไปอยู่ต่างประเทศ

รวมทั้งฝ่ายขุนอีกหลายคนนับแต่ พล.ต.อ.วสิษฐ์ เดชกุญชร นายสุมธ ตันติเวชกุล และนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เรียงหน้าเก่าๆ ออกมาคัดง้างข้อเสนอแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ด้วย ตรรกะแก่ๆ ดังที่วสิษฐ์กล่าวหา คนไทยอกตัญญูเนรคุณจำนวนหนึ่งกำลังพยายามทำลายการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งได้รับความกรุณาจาก อจ. ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ ชี้ทางแห่งสัจจะให้หลายประการว่าข้อมูลที่ท่านวสิษฐ์นำมาใช้นั้นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

ส่วนนายสุเมธบอกว่าขนาดคนแต่งโคลงล้อประธานาธิบดีอเมริกันยังถูกศาลตัดสินจำคุก ๓ ปี ทำให้นักวิชาการที่ยังไม่แก่แต่หัวขาวอย่าง ดร. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ต้องถือเป็นภาระสอนหนังสือสังฆราชในข้อเท็จจริงอีกว่า ความผิดที่ผู้ต้องหาอเมริกันโดนจำคุกนั้นเป็นการขู่ฆ่าล่าสังหาร ไม่ใชวิจารณ์สถาบันอย่าง ม. ๑๑๒*(4)

สำหรับอาจารย์มีชัยก็น่าเสียดายที่เคยสอนกฏหมายสร้างนิติกรเพื่อบริการเอาไว้หลายรุ่น แต่มาตกหล่นหลงลืมในประเด็นความจริง และแก่นกระพี้ของสิทธิมนุษยชนในทางการบังคับใช้กฏหมายเมื่อปลายอายุขัย การพูดถึงหลักการเสรีภาพของบุคคลโดยไม่ไปละเมิดสิทธิของคนอื่นนั้นเป็นวิชาหน้าที่พลเมือง ๑๐๑ ที่ป้าแดง บ้านนาบอนเข้าใจลึกซึ้งเสียยิ่งกว่าน้องกรอนงค์ รักในหลวง ณ เฟชบุ๊ค

น่าจะมีลูกศิษย์ลูกหา อจ. มีชัย กระซิบข้างหูท่านด้วยความเคารพว่า สาเหตุที่ต่างประเทศเขาตำหนิการบังคับใช้ ม. ๑๑๒ อยู่ที่นอกจะกำหนดความผิดเกินแก่มาตรฐานของมนุษย์แล้ว ยังเปิดช่องให้เกิดกลียุคได้ง่ายๆ ด้วยการที่ใครก็ตามอยากจะฟ้องใครที่ไหนในเรื่องนี้ย่อมได้ทั้งนั้น สังคมที่เจริญแล้วเขาไม่กล้าทำกันอย่างนี้

ขณะที่ฝ่ายแค้นอย่างนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ยังไม่วายจมปลักอยู่กับการใช้เล่ห์กลผูกโยง และโจมตีทุกอย่างไปที่ทักษิณ แสร้งกล่าวหาไว้เสียก่อนว่า ยุทธศาสตร์สุดท้ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือต้องการให้ตัวเองพ้นผิด มีอำนาจล้มเจ้าได้ และได้ทรัพย์สินคืน ผมไม่เชื่อการเมืองไทยจะเปลี่ยนผ่านโดยสันติอย่างประนีประนอมได้ การเปลี่ยนผ่านจะต้องเสียเลือดเนื้อ เว้นแต่ประเทศไทยไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณ”*(5)

เลยทำให้ท่านรองฯ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มือซ้ายสายบู๊ของนายกฯ ต้องรีบออกมาตีปลาหน้าไซ ทั้งตวาด ประกาศค้านสุดลิ่มทิ่มประตู และขย่มเสียยกใหญ่ต่อผู้ใดก็ตามที่คิดล้มเจ้า ทั้งๆ ที่ควรรู้อยู่แก่ใจว่าจะหาใครที่เข้าลักษณะความผิดอย่างจะแจ้งตามประมวลกฏหมายอาญา ม. ๑๑๒ นั้นไม่ค่อยได้ พอจะมีก็แต่เบี้ยร่ายปลายทางซึ่งล้วนแต่เป็นแพะด้วยกันทั้งสิ้น

ร.ต.อ. เฉลิมท่านนี้เช่นกันในนามพรรคเพื่อไทยวันแถลงนโยบาย ๒๓ สิงหาคม ปีที่แล้ว แสดงบทสำคัญในการเปิดฉากกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ต่างกับที่คณะนิติราษฎร์เสนอไว้ไม่มาก แต่ก็ไม่น้อย เมื่อยังไม่เข้าไป แตะ มาตรา ๓๐๙ ที่จะลบล้างผลพวงแห่งรัฐประหารตรงกล่องดวงใจในบริบทที่ว่า ผู้กระทำการยึดอำนาจปกครองย่อมได้รับนิรโทษกรรมทั้งก่อน และหลังโดยสิ้นเชิง หากแต่พุ่งเป้าไปที่มาตรา ๒๙๑ เพื่อจะได้มีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมาใหม่เป็นครั้งที่ ๓

แม้บัดนี้ปรากฏว่ามีร่างข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่สภาในต้นปีใหม่ถึง ๓ ฉบับ คือของพรรคเพื่อไทย ของกลุ่มเชียงใหม่ ๕๑ นำโดย ส.ส. ลำพูน พรรคเพื่อไทย นายสงวน พงษ์มณี ซึ่งต้องมีรายชื่อประชาชน ๕ หมื่นคนสนับสนุน และร่างของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เดิมที่เรียกว่าร่าง หมอเหวง (นพ. เหวง โตจิราการ ปัจจุบันเป็นส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย) ทั้งหมดนี้ไม่มีข้อเสนอใดเข้าไป แตะ ม. ๑๑๒ เหมือนๆ กัน

นางธิดา (ถาวรเศรษฐ์) โตจิราการ ประธาน นปช. บอกว่าเรื่องการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ให้เป็นเรื่องของคณะนิติราษฎร์ ซึ่งคงหมายความว่าแม้แต่ นปช. ก็ยังไม่อยากจับเผือกร้อน เช่นเดียวกับที่จับๆ ปล่อยๆ มันไหม้ที่ยังอยู่ในคุกอีกมากมาย จนทำให้คนที่รักชอบ นปช. มาแต่อ้อนแต่ออกเกิดความรู้สึกตะขิดตะขวงบ้างเป็นบางครั้งว่า นปช. กลายเป็นสาขาหนึ่งของพรรคเพื่อไทย แบบเดียวกับที่กลุ่มยุวประชาธิปัตย์ถูกจัดตั้งขึ้น และกำลังเป็นมดงานสำคัญของพรรคฝ่ายค้านในการตามล้างตามผลาญเสื้อแดงหรือไร

สรุปว่าถ้าการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ยังไม่มีความจำเป็นสำหรับการขับเคลื่อนไปข้างหน้าของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทยในช่วงต้นปี ๒๕๕๕ แล้วถ้าบังเอิญการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม. ๒๙๑ ไปได้ดีจนถึงกลางปีเมื่อมีบุคคลากรทางการเมืองจากบ้านเลขที่ ๑๑๑ มาเสริมในรัฐบาล ทั้งด้านพรรคเพื่อไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา จะมีการรับฟังแนวทางของคณะนิติราษฎร์บ้างไหม

ผู้เขียนได้แต่หวังว่าเป็นเรื่องของการขยิบตาแล้วสามารถมองเห็นเบื้องลึกแห่งหัวใจ โดยเฉพาะในส่วนของพรรคร่วมขาใหญ่ที่มีนายชุมพล ศิลปอาชา เป็นหัวเรือ แต่ก็ยังมีนายบรรหารเป็นผู้ถือบังเหียน จะช่วยกันพายช่วยกันถ่อด้วยหรือเปล่า

แน่นอนว่าพรรคชาติไทยพัฒนามีความหวังเป็นอย่างยิ่งในผลพวงของการออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับที่ ๒๓ *(6) เช่นเดียวกับบุคคลากรการเมืองของพรรคภูมิใจไทย องค์ประกอบของการเกี๊ยเซี้ยเหล่านี้จะกลายเป็นถุงสัมภาระเหนี่ยวรั้งไม่ให้การปฏิรูปการเมืองประชาธิปไตยแท้จริงซึ่งเสียงข้างมากที่ให้แก่พรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งที่ผ่านมามุ่งหมายได้หรือเปล่า

คำตอบไม่ได้พริ้งเพราะอยู่ในสายลมเหมือนดั่งเสียงเพลง แต่ว่ามันเสนาะอยู่ในโสตประสาทของนักการเมืองพรรคเพื่อไทยทุกคนว่า

นอกเหนือจากนโยบายที่ประกาศไว้ในการหาเสียงแล้ว อาณัติมอบหมายที่ได้รับจากความไว้วางใจ ศรัทธา และจิตสำนึกเบื้องลึกอันต้องตรงกับหลักการประชาธิปไตยแท้จริงนั้นต่างหาก ที่จะนำไปใช้ขับเคลื่อนรัฐบาลให้เข้มแข็ง และยืนเคียงข้างประชาชนส่วนใหญ่ในระยะเวลายืนยาว อย่างมีสมานฉันท์

ผู้เขียนไม่เชื่อว่าคะแนนเสียงที่มอบแก่พรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งที่ผ่านมาจะมุ่งมาดเพียงได้ผู้บริหารประเทศที่มีความเก่งกาจสามารถ ตอบสนองความต้องการอุปโภคบริโภคของประชาชนส่วนใหญ่ได้เท่านั้น

ความมุ่งหวังของประชาชนส่วนใหญ่นับแต่นี้ไปจะอยู่ที่ผู้บริหารประเทศมีความรับผิดชอบต่อสิทธิเสียงอันเสมอภาค และการปฏิบัติต่อพวกเขาในทางนโยบาย และกฏหมายอย่างเท่าเทียมในมาตรฐานเดียวกันด้วย

ไม่ว่าเสียงส่วนใหญ่ต่อไปข้างหน้าจะมีพื้นฐานการเมืองมาจากขั้วสีใด เหลืองหรือแดง พวกเขาคงไม่ต้องการให้มีอำมาตย์ฝูงใหม่ หรือรับช่วงฝูงเก่าเอาไว้อีกต่อไปเช่นกัน



*(1) ดูคำให้สัมภาษณ์ของนายวัฒนา เมืองสุข ผู้ได้ชื่อว่าเป็นคนสนิทของ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่http://www.matichon.co.th/วัฒนาชี้ต้องเร่งนิรโทษกรรม และhttp://www.prachachat.net/วัฒนา เมืองสุข
 *(2) ดูเอกสารประกอบ คอป. เสนอยิ่งลักษณ์ ๑๕ กันยา.pdf
*(4) http://prachatai3.info/journal/2011/12/38372
*(6) ดูรายละเอียดกฏหมายนิรโทษกรรม ๒๑ ฉบับได้ที่ http://thaienews.blogspot.com/2011/12/2475-2.html








Monday, December 5, 2011

คดีอากงทำให้ออกอาการ


หากจะเล่นลิ้นสะบัดสำนวนถึงภาวะการเมืองอันลุ่มๆ ดอนๆ ของไทยเวลานี้คงต้องบอกว่าเข้าข่าย น้ำลด หัวนมโผล่ เนื่องเพราะการตัดสินจำคุก อากง เป็นเวลา ๒๐ ปีด้วยข้อหาส่งข้อความทางโทรศัพท์หมิ่นพระราชินี และสถาบันกษัตริย์

คดีอากง หรือนายอำพล ตั้งนพกุล ชายไทยวัย ๖๑ ปี ซึ่งถูกผู้พิพากษาศาลอาญา นายชนาธิป เหมือนพะวงศ์ตัดสินเมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่ามีความผิดในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพสถาบันกษัตริย์ ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในแวดวงสื่ออินเตอร์เน็ตทั้งไทย และเทศ ว่าเป็นการลงโทษที่รุนแรงเกินเกณฑ์มนุษยธรรม (Humane) ทั้งๆ ที่คำพิพากษาก็ยอมรับว่า แม้โจทก์จะไม่สามารถนำสืบพยานให้เห็นได้ชัดแจ้งว่าจำเลยกระทำผิดตามคำฟ้อง”*(1)

ด้วยเหตุที่การลงโทษอย่างหนักในลักษณะไร้อารยะต่อจำเลยซึ่งต่อสู้คดีว่าตนไม่รู้จักวิธีส่งข้อความเอสเอ็มเอส และขณะเกิดเหตุก็นำโทรศัพท์มือถือเครื่องที่มีหมายเลขไอเอ็มอีไอ (ที่ศาลเรียกว่าอีมี) ตามคำฟ้องนั้นไปซ่อม หากแต่ไม่สามารถยืนยันแจ้งชัดได้ว่าเป็นร้านไหน

ชุมชนสัมมนาทางอินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าคำพิพากษามีลักษณะทารุณกรรม และเรียกร้องให้มีการปลดปล่อยนายอำพล พร้อมด้วยนักโทษทางการเมืองทั้งหลาย รวมถึงในคดี ม. ๑๑๒ กับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องการเมือง ไม่ใช่เรื่องความยุติธรรม

การนี้ได้มีการเรียกร้องจากองค์กรสิทธิมนุษยชนที่สำคัญบางแห่ง อาทิ องค์การสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย องค์การฮิวแมนไร้ท์ว้อทช์ และแม้กระทั่งองค์การนิรโทษกรรมสากลที่เคยแสดงท่าทีอ่อนน้อมต่อกฏหมายหมิ่นฯ (Lese Majeste) ของไทย และไม่ได้แสดงปฏิกิริยาใดๆ อย่างเป็นทางการต่อคดีอากง

ทว่านายเบ็นจามิน ซาแว็คกิ นักวิจัยของแอมเนสตี้ประเทศไทย ได้เขียนความเห็นของตนประณามคำตัดสินว่าเป็นการกดขี่เสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน

เขาให้สัมภาษณ์ต่อสำนักข่าวเอพีว่า ประเทศไทยมีสิทธิเต็มเปี่ยมในการมีกฏหมายห้ามหมิ่นสถาบันกษัตริย์ แต่ว่ากฏหมายนี้ในรูปแบบที่เป็นอยู่ และในการบังคับใช้ ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในสภาพขัดแย้งต่อพันธกรณีแห่งกฏหมายกับนานาชาติ เขายังกล่าวด้วยว่าท้ายที่สุดแล้วในทุกวันนี้ประเทศไทยก็ยังมีการกดขี่ในเรื่องเสรีภาพของการแสดงออก และ นายอำพลก็คือนักโทษการเมือง ดีดีนี่เอง*(2)

นี่แหละคือประเด็นที่ทำให้ระบบตุลาการของไทยถูกเพ่งเล็งในชุมชนโลกว่ายังล้าหลังในคุณค่าแห่งการมีมนุษยธรรม การตัดสินจำคุกบุคคลถึง ๒๐ ปีด้วยข้อหาอันเป็นการเมือง ซ้ำร้ายทั้งที่ศาลไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ด้วยหลักฐานโดยตรงว่าเขากระทำผิด ผู้พิพากษากลับหันไปใช้ข้อวินิจฉัยอย่างขาดสามัญสำนึกแห่งปุถุชน (เอาใจเขามาใส่ใจเรา) และไม่พะวงถึงหลักการรับผิดเมื่อทำพลาด (Accountability) โดยอ้างว่า ผู้กระทำความผิดดังกล่าวย่อมจะต้องปกปิดการกระทำของตนมิให้บุคคลอื่นได้ล่วงรู้ แล้วใช้ ประจักษ์พยานแวดล้อมที่โจทก์นำสืบเพื่อชี้วัดให้เห็นเจตนาที่อยู่ภายใน ของจำเลยว่ามีความผิดจริงจนได้

ด้วยเหตุที่ตัวบทกฏหมายของไทยเชิดชูตุลาการไว้อย่างสูงส่งจนไม่สามารถตั้งข้อสงสัยใดๆ ต่อการตัดสินของผู้พิพากษา ความรู้สึก (ตามที่ปรากฏในสื่อไซเบอร์) ที่ว่าระบบตุลาการไทย ในคดีอากง และคดี ม. ๑๑๒ กับ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์อื่นๆ มักขาดมนุษยธรรม จึงไปออกในทางวิพากษ์ถึงการง่อยเปลี้ยเสียขาของกฏหมาย มากกว่าที่จะลงลึกถึงคุณภาพของผู้ตีความ หรือผู้บังคับใช้ มีการเรียกร้องให้ปฏิรูปกฏหมาย แม้แต่ผู้ได้ชื่อว่าเชิดชูสถาบัน (Royalist) ตัวเอ้ (ยกเว้นกรณีที่วิกิลี้คส์เอามาเผย) อย่างนายอานันท์ ปันยารชุน ก็ยังเห็นพ้องด้วยนั้น

ทำให้มองข้ามตัวการ (Culprit) สำคัญในเรื่องนี้ไป ว่าผู้ซึ่งตีความ และบังคับใช้กฏหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ กับ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ๒๕๕๐ อย่างไม่สมแก่หลักเหตุ และผลตามครรลองสิทธิมนุษยชนสากลที่ให้ความสำคัญแก่สวัสดิภาพส่วนบุคคลเป็นเบื้องต้นแล้ว การวิพากษ์ แม้กระทั่งหยามเหยียดสติปัญญาย่อมแพร่หลายออกไปในวงนอก โดยที่ผู้กระทำผิดพลาด และสังคมไทยภายในประเทศไม่รู้ตัว เพราะต่างก็ปิดหู ปิดตา และปิดปากกันเสียหมด ความเสื่อมย่อมจะเกิดแก่ระบบตุลาการโดยรวมต่อไป

ใครที่ได้ชมรายการเดอะเดลี่โด๊สของคุณปลื้ม หรือ มล. ณัฏฐกรณ์ เทวกุล ทางว้อยซ์ทีวี เกี่ยวกับคดีอากงที่ผู้จัดบอกว่าอ่านดูคำพิพากษาแล้วเห็นว่ามันไม่มีเหตุมีผลอยากจะวิพากษ์วิจารณ์แต่ว่าพูดไม่ได้ นี่เป็นสิ่งที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมของไทยอ่อนแอ จึงไม่ขอวิจารณ์เกี่ยวกับคำพิพากษา แต่บอกว่าประชาคมโลกเขาประณาม และประจานเพราะเขาทนไม่ได้กับกระบวนการพิจารณาคดีของไทย คุณปลื้มบอกว่าจะไม่โทษผู้พิพากษา แต่จะโทษที่ตัวกฏหมาย และโทษรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ไม่ทำการแก้ไข ถ้ารัฐบาลนี้ไม่ทำก็ไม่ใครอีกแล้วที่จะทำ*(3)

นั่นเป็นปฏิกิริยาที่แสดงออกมาด้วยความอัดอั้นผ่านสื่อ และดูเหมือนจะเป็นแห่งเดียวภายในประเทศนอกเหนือจากการประท้วงในภาคประชาชนที่ออกอาการกันอย่างแปลกพิศดาร

ดังเช่นการเปลื้องอก และเปลือยก้นเขียนข้อความรณรงค์ให้ปล่อยตัวอากง ถ่ายภาพไปลงตามเว็บไซ้ท์ ที่กำลังแพร่ขยายไปอย่างรวดเร็วบนอินเตอร์เน็ตขณะนี้ โดยมีที่มาจากการริเริ่มของ ดร. ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการสถาบันศึกษาเอเซียอาคเนย์ในสิงคโปร์ ที่เขียนชื่ออากงบนฝ่ามือแล้วนำภาพไปลงไว้ในหน้าเฟชบุ๊ค

จากนั้น คำ ผกา นักเขียนสตรีชื่อดังได้เขียนข้อความ “No Hatred for Naked Heart” บนร่างเปลือยส่วนบนของเธอบ้าง*(4) ตามด้วยข้อเสนอของ ดร. สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์การเมืองไทยเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์ เรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองระดับรากหญ้าทั้งหมด แต่ให้ละเว้นระดับแกนนำ*(5)

เหล่านี้จัดว่าเป็นปฏิกิริยาต่อการตัดสินจำคุกอากงที่เกิดจากความรู้สึกว่าระบบตุลาการของประเทศไทยนั้นออกอาการผิดผีผิดไข้อย่างไร้มนุษยธรรมแล้วจริงๆ มิใช่เพียงแค่คดีอากงซึ่งอยู่ในวัยชราผู้ป่วยเป็นมะเร็งในช่องปาก ที่นายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ให้รายละเอียดกล่าวหาว่าส่งข้อความสั้นผ่านระบบสื่อสารเอสเอ็มเอสทางโทรศัพท์เข้าสู่หมายเลขของตน เป็นการดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย และใส่ความทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมราชินีนาถทรงเสื่อมเสียพระเกียรติ

นายสมเกียรติเขียนในเฟชบุ๊คว่าข้อกล่าวหาของเขามีหลักฐานเป็นจริง (ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยได้ตามกระบวนการพิจารณาคดีแบบไทยๆ) แต่อัยการซึ่งเป็นโจทก์ก็ไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันแน่ชัดว่าอากงเป็นผู้ส่งข้อความนั้นจริงๆ ด้วยเช่นกัน

ไม่ว่าศาลไหนๆ ในโลกที่พบแสงสว่างแห่งอารยธรรมแล้วย่อมยกผลประโยชน์ให้แก่จำเลย และยกฟ้องคดีไป ไม่เที่ยวเสาะหาหลักฐานแวดล้อมเพื่อเอาผิดให้จงได้อีก ดังเช่นที่ผู้เข้าไปสนทนากระทู้ Thailand’s fearlessness : Free Akong” ของเว็บ นิวแมนเดล่า ผู้หนึ่งชี้ว่า เป็นกระบวนการที่ ลงทัณฑ์เสียก่อน แล้วตัดสินให้ผิดทีหลัง (Sentence first – Verdict Afterward)*(6)

จริงอยู่ว่าวลีดังกล่าวข้างต้นเป็นเพียงคำบริภาษณ์ ทว่าการตัดสินคดีที่เกี่ยวกับการเมือง หรืออยู่บนพื้นฐานของกฏหมายอาญา ม. ๑๑๒ กับ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์หลายๆคดี พบว่าเหมือนดั่งเป็นการตัดสินตามธง เช่นตั้งธงว่าอากงผิดไว้ก่อนแล้วหาหลักฐานแวดล้อมมาหนุน หรือคดียุบพรรคประชาธิปัตย์รับเงินหาเสียงผิดระเบียบเลือกตั้ง ก็ตั้งธงไม่ผิดไว้ก่อนแล้วเอาเงื่อนเวลามาใช้พิพากษาให้หลุด เป็นต้น

เห็นได้ว่าอาการผิดผีผิดไข้อยู่ที่ผู้ตัดสินพอๆ กับตัวกฏหมาย การปฏิรูป หรือเพียงแก้ไขกฏหมายทั้งสองฉบับไม่เพียงพอทำให้กระบวนการยุติธรรมของไทยฟื้นจากอาการเน่าเฟะทางการเมืองได้ ตราบเท่าที่ผู้ใช้ยังคร่ำครึอยู่กับโลกทัศน์ที่ว่าตัวบทกฏหมายสำคัญกว่าสิทธิมนุษยชน

เช่นเดียวกันกับที่การยกเลิกกฏหมายทั้งสอง หรือแม้แต่ ม. ๑๑๒ อย่างเดียวก็เป็นไปไม่ได้เช่นกันในสภาพการเมืองที่รัฐบาลเงาถูกทำให้เฉิดฉาย และผู้ปกครองที่มองไม่เห็นทรงพลานุภาพยิ่งกว่ารัฐบาลในที่แจ้ง

สภาพกลืนไม่เข้า คายไม่ออกเช่นนี้แหละที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาออกอาการพิสดารขึ้นมา และจะพิสดารยิ่งขึ้นมากกว่านี้ถ้าการบังคับใช้ ม. ๑๑๒ ยังเป็นแขนรัดคอ (Chokehold) ต่อเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนต่อไปอย่างมองไม่เห็นแสงไฟที่ปลายอุโมงก์ ดังที่มีการวิจารณ์กันบนเว็บบอร์ดรอบๆ บ้านเรา

ทางออกเพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย และอาการอึดอัดขัดข้องของประชาชนหมดไป จึงอยู่ที่รัฐบาลซึ่งฐานเสียงรากหญ้าของตนเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนกว่าใครๆ จากกฏหมายทั้งสองฉบับ แม้ว่าภาวะการเมืองจะทำให้ไม่สามารถยกเลิก ม. ๑๑๒ ได้ทั้งหมด การแก้ไขก็จำเป็นต้องครอบคลุมให้ถูกจุด อย่างน้อยๆ ในประเด็นผู้ฟ้องร้องกล่าวโทษต้องยึดหลักผู้เสียหายโดยตรงเท่านั้น ไม่ใช่ใครเกิดอาการตกมันด้วยความจงรักภักดีอยากจะยื่นฟ้องใครก็ได้

รวมทั้งประเด็นโทษจำคุกขั้นต่ำ ๓ ปี ขั้นสูง ๑๕ ปี ซึ่งรุนแรงเกินไปสำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาทประมุข เก็บเอาไว้ใช้ผ่อนโทษให้แก่ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะกระทำฆาตกรรมด้วยความคะนองจะดูมีมนุษยธรรมเสียมากกว่า ส่วนโทษฐานหมิ่นฯ อย่างเดียวจำคุกสูงสุด ๓ปี นับว่าหนักหนาเหลือหลายแล้ว

พร้อมกันนั้นรัฐบาลต้องทำหน้าที่ปกป้องสวัสดิภาพของประชาชน ตราบใดที่มีคนถูกพิพากษาให้ต้องรับโทษหนักจากการตัดสินคดีด้วยเหตุผล และหลักฐานอ่อน หรือเป็นไปในลักษณะตัดสินตามธง รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารควรจะฟ้องร้องผู้พิพากษาที่ใช้อำนาจตุลาการอย่าง บาทใหญ่ ได้

การยอมสยบศิโรราบไปเสียทั้งสิ้นกับความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฏหมาย นอกจากจะทำให้สถาบันตุลาการเสื่อมลงมากยิ่งขึ้นแล้ว ยังจะทำให้รัฐบาลถูกปรามาสว่าไร้น้ำยาเสียยิ่งกว่าชุดที่ถูกชักใยด้วยมือที่มองไม่เห็น

*(2) http://www.thestate.com/2011/11/23/2056632/man-sentenced-to-20-years-for.html สำหรับองค์การสิทธิมนุษยชนเอเซียโปรดดูคำแถลงที่ http://www.humanrights.asia/news/ahrc-news/AHRC-STM-180-2011 ส่วนคำประกาศของฮิวแมนไร้ท์ว้อทช์ดูที่ http://www.hrw.org/news/2011/12/02/thailand-end-harsh-punishments-lese-majeste-offenses
*(3) http://www.internetfreedom.us/forum/viewtopic.php?f=2&t=17076
*(4) http://www.prachatai.com/journal/2011/12/38141
*(5) http://thaienews.blogspot.com/2011/12/blog-post_03.html